Pages

Saturday, April 4, 2015

Yonex V Core Tour F 310g

 

เมื่อวานได้ไปทดลองไม้ใหม่ Yonex V Core Tour F 97 310g (vcf) มาครับ ตีไปสามชั่วโมงสลับกับไม้อื่นๆไปด้วย โดยรวมๆแล้วคล้าย Dunlop f3.0 tour มากๆแต่ให้ feel ที่ดีกว่า ไม่พลาสติกเหมือน f3.0tour ไม้ vcf เป็นไม้แนว control จ๋าเอ็น 16x21 ให้ power น้อยกว่า vct310 ตัวเก่าอยู่พอสมควร ส่งลูกไปไม่ค่อยถึงหลัง หลายๆครั้งติดเน็ท ไม้นี้เหมาะกับขาโหดแรงดีและตีแฟลตเป็นหลัก feel แน่นเหมือนไม้ที่มีเอ็น 18x20 ไม้ก้านแข็งคอนโทรลทิศทางได้ดีเยี่ยม สั่งเลี้ยวซ้ายขวาได้ง่ายกว่าไม้ก้านอ่อน

สิ่งที่ vcf ต่างจากไม้ Yonex ตัวอื่นๆคือมี sweet spot ที่เล็กกว่า ตีหลุดกลางนิดเดียว power ลดลงมากมาย แต่ถ้าโดนจุด sweet spot ลูกพุ่งมากและวิถีบอลเลียดเน็ตดีสะใจผมมาก หน้าไม้ vcf นิ่งกว่าไม้อื่นๆในน้ำหนักที่เท่ากัน เป็นไม้ที่วอลเลย์ได้เป็นธรรมชาติมากๆแทบไม่ต้องปรับตัวเลยสำหรับการเล่นหน้าเน็ท

เทียบกะ Ai98, Ai98 จะมีคอไม้ที่อ่อนกว่า ก้านดีดตัวกว่า ตีสบายแขนกว่า ยิงบอลได้หนักหน่วงมาก เหมาะกับตีแรลลี่ท้ายคอร์ทยาวๆ แต่ vcf97 เหมาะกับ all court ยิงหวังผลในระยะสั้นๆเพราะความคล่องตัวสูงและก้านแข็ง

ใครควรลองไม้ตัวนี้
- คนที่ใช้ Babolat Pure Strike 18x20 หรือ Tour ที่ต้องการคอนโทรลมากขึ้นไปอีก
- คนที่ใช้ Dunlop F3.0 Tour แนะนำให้ลองด่วน
- คนที่ใช้ Wilson Pro Staff 97 ที่ต้องการ feel ดีขึ้นและ power น้อยลง
- คนที่ใช้ Wilson Blade 98, Head Radical MP หรือ DONNAY Pro One 18x20 ที่ต้องการไม้ก้านแข็งขึ้นไปอีกและให้ feel ที่ modern & lively บอลเด้งทันใจไม่อมลูกบนหน้าไม้นานๆ
- คนที่ใช้ Head Graphene Speed Pro ที่ต้องการ power มากขึ้นอีกเล็กน้อย

ใครสนใจไม้ตัวนี้ไปขอทดลองได้ที่สนามเทนนิส CV พุทธมณฑลสายสาม ครับ


Monday, January 19, 2015

แนะนำวิธีเปลี่ยนขนาดกริป Wilson

ปีที่ผ่านมาผมใช้เวลากับไม้ Wilson Pro Staff 90 เยอะมาก ยิ่งตียิ่งรู้สึกว่ากริป 4-3/8 มันเล็กไปซะแล้ว อยากอัพขนาดเป็น 4-1/2 และเมื่อตอนปลายปีผมไปลองไม้ Wilson Pro Staff 90 Tour (ดำ-เหลือง) US แล้วเกิดถูกชะตาอย่างแรง เลยสั่งมือสองจาก ebay ไม้ที่ได้มาสภาพสวยเลยครับ ...แต่รูปร่างกริปเกินจะรับได้ เจ้าของเดิมเหลากริปซะเสียรูป พี่แกตีไปได้ยังไงก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นผมต้องลงมือผ่าตัดใหญ่เพื่อชุบชีวิตมันอีกครั้ง สำหรับคนที่อยากปรับขนาดกริปไม้ Wilson ผมมีประสปการณ์มาเล่าสู่กันฟังครับ

1) รื้อกริปเดิม: กริปของ Wilson เป็นโฟมแข็ง ไม่ได้เป็นสองชิ้นประกบแบบ Head แต่รื้อง่ายกว่าของ Head เยอะเลย คือทุบทิ้งอย่างเดียวเลยไม่ต้องคิดอะไรมาก ผมใช้ตะปูยาวกับค้อนค่อยไล่แซะโฟมทิ้งไปเรื่อยๆจนเหลือแค่ก้านใน (hairpin) ตามรูป แล้วเอามีดคัตเตอร์แต่งเกลาเศษโฟมที่ติดค้างอยู่บน hairpin ออก

2) หาวัสดุมาแทนกริปโฟม: ถ้าชอบรูปร่างกริปของไม้ Head ก็เอา pallet ของ Head มาใช้ (หาซื้อยาก) แต่ผมชินกับรูปร่างกริป Wilson มากกว่าเลยใช้ pallet ของ DONNAY แทน แต่ pallet ของ DONNAY ก็ดันมีแต่เบอร์ 4-1/4 ...มีแค่นี้ก็ต้องใช้เท่าที่มีครับ แต่รูปร่าง hairpin (กว้าง-แบน) ของไม้Wilson จะไม่พอดีกับร่อง pallet (แคบ-สูง) ของ DONNAY ทำให้ประกบกันไม่ได้ สิ่งที่ผมทำคือ

2.1) ใช้มีดคัตเตอร์ตัดแต่งร่อง pallet ด้านในให้มีความกว้างที่ hairpin จะลงไปได้
2.2) หนุน hairpin ด้านแบนให้สูงขึ้นด้วยกระดาษแข็งจากกล่องน้ำผลไม้ข้างละ 2 ชั้่น ใช้เทปกาวสองหน้าในการติดตั้งกระดาษแข็ง
2.3) ประกบ hairpin เข้าด้วยกันโดยใช้เทปกาวสองหน้าอีกเช่นเคย
2.4) ปิดท้ายด้าม แนะนำให้ตอกตะปูยึดเลย

3) เสริมทรงกริปด้านนอกให้ได้ 4-1/2 ด้วยกระดาษแข็งจากกล่องน้ำผลไม้อีกเช่นเคย ทำไมต้องกระดาษกล่องน้ำผลไม้ เพราะว่า 1) มันไม่ยุบ 2) มันกันชื้นได้ดี ...แต่คราวนี้ผมให้พี่ตู๋ (สงกรานต์) เป็นคนทำให้เพราะรู้ว่างานแกเนี๊ยบ ขนาดเป๊ะ-องศาได้-เหลี่ยมชัด แล้วผลงานก็ออกมาเนี๊ยบจริงๆด้วยครับ ขนาดได้เป๊ะเลย 34mm x 29mm สันกริปทั้ง 8 ด้านคมสวยงาม ขนาดว่าหุ้มกริปหนังแล้วยังรู้สึกถึงความคมของสันได้ หามุมตีแบ๊คแฮนด์ได้ง่าย การเสริมกริปด้านนอกต้องทำลงมาถึง butt cap เลยนะครับ

4) พันกริปหนัง: ****การพันกริปหนังมันสำคัญที่จุดเริ่มต้นพันครับ**** ผมมักจะเริ่มที่ด้านแบนเสมอ (ด้านเดียวกับหน้าไม้) เพราะเมื่อพันกริปมาทบอีกรอบด้านเริ่มต้นจะสูงขึ้นมา กล่าวคือกริปด้านบน-ล่างจะมีด้านนึงที่สูงกว่าอีกด้านนึง เวลาตีโฟร์แฮนด์ผมจะวางอุ้งมือบนด้านสูงเพราะรู้สึกว่าจะได้แรงส่งจากมือดีกว่า ในขณะที่ตีแบ็คแฮนด์ผมจะกลับด้านเอานิ้วก้อยมาเกี่ยวทางด้านสูงเพราะรู้สึกว่าสบัดไม้และคอนโทรลหน้าไม้ได้ง่ายกว่า แต่บางคนชอบแบบบน-ล่างเรียบเท่ากันก็จะเริ่มจากด้านข้าง (ด้านเดียวกับข้างไม้) อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดนะครับ ไม่มีอะไรถูกผิด





 

Monday, December 15, 2014

คำแนะนำสำหรับผู้ที่คิดจะใช้ Wilson Pro Staff RF97 Autograph



เห็นถามกันมาเยอะ เลยจัดให้ครับ คำแนะนำสำหรับผู้ที่คิดจะใช้ Wilson Pro Staff RF97 Autograph

1) Spec: RF97 มีน้ำหนักไม้ 340g เท่ากับ Pro Staff 90 ตัวก่อนๆ แต่การกระจายน้ำหนักไม่เหมือนกันและเฟรมหนากว่ามากด้วย (22mm VS. 17mm) ทำให้ RF97 ซวิงได้ช้ากว่า Pro Staff 90 มาก คนที่จับกริปปลายๆด้ามจะรู้สึกได้ชัดเจน แต่ถ้าขยับมาจับบริเวณเลย butt cap ขึ้นมาครึ่งนิ้วก็จะช่วยให้ซวิงไม้ได้ดีขึ้น แล้วตัว PS97 315g ซวิงเร็วมั๊ย เร็วขึ้นครับ แต่ก็ยังช้ากว่า Pro Staff 90 อยู่ดี

2) ขนาดกริป: RF97 มีขนาดกริปที่เล็กกว่าทั่วไปประมาณ 1 เบอร์ ผมซื้อ 4-3/8 มาแต่จับแล้วเหมือน 4-1/4 ก่อนสั่งซื้อ แนะนำให้ไปลองจับกริปก่อน ไม้ spec โหดๆแบบนี้ผมว่าเลือกกริปใหญ่หน่อยดีกว่า

3) สไตล์: RF97 เหมาะกับคนชอบยิงกระหน่ำหวังผล หรือ attacking style เท่าที่ลองมาพบว่ายิงแรงๆแล้วทิศทางไม่ค่อยเสียเหมือนไม้ก้านอ่อน ถ้าคุณไม่ได้ตีสไตล์ยิงบอลบ้าระห่ำแนะนำว่ามองข้ามไปเลยครับ ไม้ RF97 เหมือนกับถูกออกแบบมาให้ใช้กับการเล่นสไตล์ attacking เท่านั้น อารมณ์คล้ายๆกับ Head Graphene Speed Pro

4) ความแข็ง หรือ Stiffness: แข็งพอสมควร (67RA) ไม้ RF97 เป็นหนึ่งใน 3 ไม้ที่ทำให้ผมปวดแขนนอกเหนือจาก Head Graphene Speed Pro และ Head Extreme Pro ใครมีปัญหา tennis elbow ต้องระวังไม้พวกนี้เป็นพิเศษครับ เนื่องจากไม้พวกนี้จะตีได้อรรถรสมากเวลาอัดบอลแรงๆอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากนั้นระบมแขนกันเป็นวัน

5) Feel: เหลือความนุ่มลึกแบบ Pro Staff น้อยมาก โครงสร้างไม้เสริมโฟมก็จริง แต่พอตีเข้าจริงๆแล้วรู้สึกกลวงๆ สิ่งที่คล้ายกับ Pro Staff รุ่นเก่าๆคือ Sweet Spot อยู่แถวๆครึ่งล่างของหน้าไม้

Saturday, June 21, 2014

รีวิวไม้เทนนิส Solinco Protocol 300 และ Solinco Tour 8 โดยคุณนัท LeSmash





Power
- Tour 8 : พาวเวอร์ไม่สูงมาก อยู่ในระดับที่ต้องเร่งไม้ให้เร็วเพื่อจะยิงลูก คล้ายๆ Dunlop 300 เวลายิงลูกวัดดวง บอลไม่ค่อยหลุดท้ายคอร์ท
- Protocol 300 : พาวเวอร์มากแต่ไม่ถึงขนาดคุมบอลไม่อยู่ แต่เวลายิงวัดดวงก็มีโอกาสหลุดบ่อยเหมือนกัน

Feel
- Tour 8 : ให้ความรู้สึกว่าไม้แน่น ตีแล้วมั่นคง ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้จะทำให้ปะทะบอลที่มาแรงได้ดีกว่านี้
- Protocol 300 : ความรู้สึกเวลาปะทะบอลเหมือนกับใช้ Babolat Pure Drive แต่ความนิ่งของไม้หรือความเสถียรยังสู้ Tour 8 ไม่ได้

Comfort
- Tour 8 : ไม่ค่อยจะนุ่นนวลกับแขนสักเท่าไร่ ยังไงก็ต้องคงตัวกันสะเทือนไว้
- Protocol300 : ค่อนข้างแข็งเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยสะเทือนแขนมาก

Control ของทั้งสองไม้ถือว่าใกล้เคียงกัน อยู่ในระดับค่อนข้างดี

Nike Lunar Court Ballistec



ลอง Nike Lunar Court Ballistec มาแล้ว รีวิวสั้นๆประมาณนี้ครับ

โครงสร้างด้านบนนุ่ม โอบอุ้มหลังเท้าดีมาก ไม่บีบรัดนิ้วก้อยหรือกัดข้อเท้า วัสดุด้านในบุมาดีให้ความรู้สึกนุ่มหลังเท้าเหมือนใส่ถุงเท้าหนาสองชั้น ต้องรัดเชือกแน่นกว่าเดิมนิดนึง แนะน...ำให้เลือกเบอร์เล็กกว่าเดิมครึ่งเบอร์

ช่วงล่างแบบโฟม Lunaron ให้ความรู้สึก firm และเกาะพื้นผิว ใช้ได้ไม่แน่นปึ้กเหมือน Court Ballistec รุ่นก่อนๆ แต่ให้ความเบาไวในการวิ่งและ การออกตัวดีพอๆกับรุ่น Vapor Tour 9.5

จังหวะวิ่ง-หยุด-เปลี่ยนทิศทาง-วิ่งต่อ ให้ความรู้สึกมั่นคงดี เท้าไม่พลิก แต่ก็ยังเป็นรอง Adidas Barricade 5/7

ความทนทาน ยังตอบไม่ได้

โดยรวม Lunar Court Ballistec ตัวนี้ เป็นเหมือนลูกผสมระหว่าง Babolat ProPulse 3 กับ Nike Vapor Tour 9.5 ครับ เหมาะกับคนที่ชอบรองเท้าแนว เบา-นุ่ม-ไว ครับ

Saturday, March 8, 2014

รีวิว Wilson Pro Staff 90 2014 และรองเท้า Nike Vapor Tour 9.5




รีวิวสั้นๆของ Wilson Pro Staff 90 2014 - รวมข้อดีของ Pro Staff รุ่นก่อนๆไว้เยอะ

1) เสียงตีบอลเหมือน PS85 ในตำนานมาก เสียงแบบนี้ นุ่มแบบนี้ คลาสสิกมากๆ
2) Power ไม่หนักหน่วงเด็ดขาดเท่า K90 แต่มากกว่า PS90BLX
3) หัวไวเหมือน PS90BLX ปั่นสปินดีสำหรับไม้ที่หนักขนาดนี้
4) หน้าไม้แข็งและนิ่งเหมือน K90 รู้สึกได้เลยว่าการวาง lay-up วัสดุกราไฟต์/เคฟลาร์ดีมากๆ ไม่ต้องถ่วงหัวเพิ่มเลย...ตีบอลแฟลตได้พุ่งและ clean มากๆ




รีวิวรองเท้า Nike Vapor Tour 9.5 - เป็นรองเท้าที่เบามาก เบาเหมือนรองเท้าวิ่งเลย จุดเด่นคือ

1) ออกตัววิ่งได้เร็วกว่า Adidas Barricade 7 (B7) เพราะเบากว่าถึง 100 กรัม ที่เบอร์เดียวกัน และพื้นล่างเตี้ยกว่าให้ feeling เหมือนวิ่งเท้าเปล่า เหมาะกับคนที่ยืนตี-วิ่งด้วยปลายเท้า
2) ระบบเชือกรัดที่เป็นส่วนนึงของการออกแบบ Adaptive Fit ที่ 2.1) เชือกคลาย-รัดตามการเคลื่อนไหวได้ดีกว่าระบบเชือกร้อยผ่านตาไก่ 2.2) ถอด-ใส่ได้เร็วมาก
3) ความฟิตกับเท้า หน้าเท้ากว้างและใส่สบายไม่มีอาการกัดหรือบีบรัดที่นิ้วโป้งหรือนิ้วก้อย

จุดด้อย
1) ความทนทาน พื้นรองเท้าสึกเร็วกว่า B7
2) ตอนวิ่งแล้วต้องหยุดกระทันหัน B7 จะให้ความมั่นคงดีกว่า

Thursday, December 26, 2013

รีวิว Head Graphene Radical Pro




Merry Christmas & Happy New Year ครับ สองเดือนที่ผ่านมาได้ลองไม้ใหม่ๆหลายตัวจากหลายค่าย หนึ่งในนั้นคือ Head Graphene Radical Pro ซึ่งผมเองก็ตั้งความคาดหวังไว้สูงเหมือนกันเพราะว่าได้ลองตี Radical Pro มาทุกตัวแล้วก็รู้สึกว่ามันจะเข้าท่าขึ้นเรื่อยๆ ขอย้อนอดีตไปนิดนึง

- YouTek Radical Pro: หน้าไม้ใหญ่ (100) ก้านอ่อน ตีบอลได้หนักหน่วงกว่าไม้อื่นๆในน้ำหนักเดียวกัน แต่ไม้ไม่คล่องตัวเลย
- IG Radical Pro: หน้าไม้เล็กลง (98) power ลดลงนิดนึง ความคล่องตัวดีขึ้น แต่ก้านยังอ่อนอยู่ คอนโทรลทิศทางยากกว่าไม้ก้านแข็ง
- TGT 260.2: เมื่อกลางปี 2013 ผมได้ลองไม้ pro stock ของ Tomas Berdych แล้วรู้สึกชอบมากๆเพราะมันมีทุกอย่างครบเครื่อง ยิงบอลหนักหน่วงและคล่องตัวในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นคิดว่าในที่สุด Head ก็สามารถก็สามารถทำไม้ midplus 16x19 ออกมาได้ "เข้าท่า" แล้ว (ที่ผ่านมาผมไม่ชอบไม้ midplus 16x19 ของ Head เลยเพราะเหมือน feel ไม่แน่นและหน้าไม้ไม่นิ่ง) และก็คาดหวังว่า Head จะเอา TGT 260.2 มาเป็นต้นแบบของ Graphene Radical Pro

เมื่อผมได้ลอง Graphene Radical Pro ครั้่งแรก ผิดคาดอย่างแรงเพราะ feel มัน "กลวง" กว่าที่จะเป็น Head ที่เราเคยรู้จักกัน โดยเฉพาะตรงช่วงกลางๆไม้ที่เนื้่อกราไฟต์ถูกกระจายให้ไปลงที่หัวกับด้ามไม้ ทำให้รู้สึกว่าก้านไม้กลวงและบาง ตีบอลแล้วเหมือนไม้จะหักคามือยังไงก็ไม่รู้ จะว่าไปแล้วมันก็เกือบจะกลวงเหมือน Babolat Pure Drive แต่ถ้าทำใจเรื่อง feel ได้ผมว่า Graphene Radical Pro มีเรื่องพาวเวอร์และคอนโทรลที่น่าสนใจครับ

พาวเวอร์: G-Radical Pro ให้พาวเวอร์กำลังดี ตีง่าย แต่ต้องปรับตัวนานอยู่เพราะว่าการกระจายน้ำหนักของไม้ทำให้พาวเวอร์ในแต่ละจุดของหน้าไม้ G-Radical Pro ต่างจากไม้อื่นๆ ผมขอแบ่งเรื่องพาวเวอร์ออกเป็น 2 โซน

1) โซนกลางหน้าไม้: ด้วยความที่ก้านไม้แข็งขึ้นแต่ข้างในกลวงมากทำให้พาวเวอร์น้อยกว่า Radical Pro ตัวเก่าทั้งสองตัว ใส่เต็มวงแล้วลูกไม่ค่อยปลิ้นออกหลัง ถ้าตีบอลหนักๆแม่นๆ ไม้ตัวนี้ใช่เลย
2) โซนใกล้หัวไม้: ปกติแล้วไม้ทั่วๆไปจะมีพาเวอร์ที่ลดลงถ้าตีหลุด sweet spot แต่ไม้ G-Radical Pro จะยังให้พาเวอร์ในโซนใกล้หัวไม้ได้ดีกว่าไม้อื่นๆ

คอนโทรล: เลี้ยวบอลซ้ายขวาได้ง่ายเพราะก้านไม้แข็งขึ้นกว่าตัวเก่า แถมพาวเวอร์ในโซนกลางไม้ก็ไม่ได้ล้นเวอร์ก็ทำให้การคอนโทรลบอลทำได้ง่ายกว่า Radical Pro ตัวเก่าๆ อัดแรงๆได้มั่นใจกว่า Radical Pro ตัวเก่า

ความนิ่งของหน้าไม้: กราวด์สโตรกถือว่าดีครับ หน้าไม้แข็งเฟิร์มดีไม่พลิกไปมา แต่พอเอามาวอลเล่ย์แล้วรู้สึกว่าหน้าไม้ไม่ค่อยนิ่ง วางบอลไม่คมเท่า Babolat Pure Strike Tour ที่ผมก็ทดสอบในเวลาเดียวกัน

ความคล่องตัว: ทำใจนิดนึงครับ การกระจายน้ำหนักแบบลงหัวท้ายมันช่วยเรื่องพาวเวอร์ก็จริงแต่ก็ทำให้หัวไม้หน่วงอย่างรู้สึกได้ชัดเจน เล่นตอนแรกๆ ยิงมันส์ ยิงสนุก แต่พอนานๆเข้ารู้สึกว่าไม้หน่วงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าต้องเล่นกับคนที่ตีเร่งสปีดบอลเร็วๆจะลำบาก ปกติผมตีไม้หนักๆอย่าง 320-330g (ไม่รวมเอ็น) ได้สบายถ้าเป็นไม้หัวเบาเฟรมบาง แล้วจะถ่วงปรับแก้ G-Radical Pro ให้หัวไม้เร็วขึ้นล่ะทำได้มั๊ย? ผมว่ายากครับเพราะน้ำหนักที่มาลงหัวไม้มันเยอะเกินแก้ ตอนที่ผมทดลอง Graphene Speed Pro ก็ลองถ่วงหลายแบบเหมือนกัน ไม่เวิร์คเลย

บทสรุป: Head Graphene Radical Pro แตกต่างจาก IG Radical Pro ตัวเก่ามากมาย feel คล้ายๆกับ Babolat Pure Drive แต่มีคอนโทรลที่ดีกว่า ไม้ตัวนี้เหมาะกับคนที่ต้องการไม้ตีง่าย พาวเวอร์กลางๆ ตีแนว aggressive baseliner เป็นหลัก แต่ถ้าคนที่ติด feel แน่น-ดิบ ของไม้ Head รุ่นก่อนๆ แนะนำให้ไปหารุ่น IG มาใช้ดีกว่าครับ

Friday, November 1, 2013

First Strike Review: Babolat Pure Strike Tour 2014



Pure Strike Tour 2014 เป็นไม้ที่แหกกฎของ Babolat อย่างสิ้นเชิง จากที่เราเคยเห็นเมื่อก่อนมีแต่ไม้ทรงหนาๆแข็งๆกลวงๆอย่าง Pure Drive หรือ Aero Pro Drive หรือบางลงมาหน่อยเช่น Pure Storm ที่เป็น box beam ก้านอ่อนแต่โครงสร้างข้างในก็กลวงอยู่ดี ปีที่ผ่านมา Babolat ตัดสินใจเลิกผลิตไม้ตระกูล Pure Storm และ Aero Storm แล้ว ส่วนนึงน่าจะเป็นที่ประสิทธิภาพไม้ control ของ Babolat ยังห่างจากคู่แข่งอย่าง Wilson และ Head ซึ่งครองตลาดไม้ control-oriented midplus มานานและนี่ก็เป็นที่มาของไม้ Pure Strike

ตัวไม้ Pure Strike Tour มีความหนาประมาณ 21-23mm และมีความแข็งของก้านประมาณ 70RA (เวลาขึ้นเอ็นแล้วอาจจะลดเหลือ 67-68) แต่เฟรมแคบลู่ลมดีกว่าไม้ตัวก่อนๆที่ Babolat เคยมีมา และที่สำคัญ Pure Strike Tour เสริมโฟมด้านในเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนด้วย สีสันไม่ต้องพูดถึง เข้มดุดัน ดูแล้วเหมือนสีรถแข่ง

Pure Strike Tour (18x20) Specification
 - Head size: 98 sq.in
 - Unstrung weight: 320 g / 11.3 oz
 - Balance: 9 pts HL
 - Stiffness: 70 RA
 - Beam thickness: 21-23-21

First Hit: หยิบไม้มาตีช่วง 10 นาทีแรกรู้สึกว่าไม้ไม่ค่อยมี power ตีติดเน็ตบ่อยมาก แต่พอเริ่มปรับตัวเข้ากับไม้ได้ก็เริ่มคลำหา power เจอและเห็นจุดเด่นของ Pure Strike Tour ในเรื่องของความไวของหน้าไม้ การคอนโทรลบอล และ feel จริงอยู่ที่น้ำหนักไม้ค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยความลู่ลมของเฟรมทำให้สามารถซวิงได้ลื่นพอสมควร ก้านไม้แข็งช่วยคอนโทรลทิศทางบอลได้ยอดเยี่ยม นี่เป็นไม้ Babolat ที่คอนโทรลดีสุดเลยก็ว่าได้ ใครตีไม้ Wilson Six.One 95 มาก่อนจะเข้าใจดีว่าความแข็งของไม้ช่วยเรื่องคอนโทรลทิศทางได้อย่างยอดเยี่ยม

Feel: นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพูดถึง เพราะเหมือน Babolat ได้เปลี่ยนสูตรใหม่ทั้งหมด ที่ผ่านมาไม้ Babolat แต่ละตัวที่ผมได้ลองจะมี feel กลวงๆคล้ายๆกันแม้แต่ Pure Storm Ltd ที่เป็นไม้คอนโทรลจ๋าของ Babolat ก็ยังรู้สึกว่าไม่แน่นเท่าไหร่ แต่ Pure Strike Tour ตัวใหม่มีเฟรมที่แคบลงทั้งที่หัวไม้และก้านไม้ แถมยังเสริมโฟมด้านใน โฟมที่ใช้เป็นโฟมที่มีความหนาแน่นปานกลางเหมือนกับที่ Angell ใช้อยู่ (Babolat กับ Angell มาจากโรงงานเดียวกัน) เวลาตีอัดแฟลทแรงๆจะให้ความแน่นเต็มคล้ายๆกับ Wilson Blade 98 หรือ Angell TC95 สรุปคือ feel ของ Pure Strike "แน่น แข็ง แต่ไม่กระด้าง"



Stability: คนชอบ volley หรือ drive volley จะต้องชอบ Pure Strike Tour เพราะหน้าไม้นิ่งมาก ส่วนนึงมาจากการออกหัวไม้ที่เป็นเอกลัษณ์ กับอีกส่วนนีงมาจากน้ำหนักที่กระจายมาที่หัวไม้มากพอสมควร ซึ่งส่วนผสมทั้งสองอย่างมันลงตัวพอดี เหมือนว่าไม้จะหัวหนักแต่ก็ยังซวิงได้เร็วเหมือนไม้หัวเบา ไม้เทนนิสที่ออกมาในปี 2013 ส่วนใหญ่จะถ่ายน้ำหนักมาทางท้ายด้ามเยอะจนหัวไม้เบาโหวงซึ่งทำให้ซวิงง่ายก็จริงแต่แรงปะทะบอลและความนิ่งของหน้าไม้ก็ตกลงไปด้วย สรุปคือ Babolat Pure Strike เป็นไม้ที่ "ซ่อนน้ำหนักหัวไม้ดี หน้าไม้ไวและนิ่ง"

Power & Sweet Spot: ตำแหน่ง sweet spot อยู่ลงมาทางครึ่งล่างของหน้าไม้และ power ค่อนข้างน้อยตามสไตล์ไม้คอนโทรล ถามว่าวงซวิงแบบใหนจะเหมาะกับไม้แบบนี้ ...ได้หมดครับ ไม่ว่าจะลากเต็มวง+ซวิงช้าก็สามารถดันลูกไปถึงหลังได้เพราะไม้มี swing weight มากพอ หรือว่าจะลากครึ่งวง+ซวิงเร็วก็ได้เช่นกันเพราะไม้ตัวนี้ให้คอนโทรลที่ยอดเยี่ยม อัดแล้วไม่ค่อยปลิ้นออก แต่เนื่องจากไม้ตัวนี้มี power น้อย การมีทักษะการถ่ายน้ำหนักที่ดีจะช่วยให้ตีบอลได้มีประสิทธิภาพขึ้นมาก ถ้ายืนปักหลักตีนิ่งๆก็ไปใช้ไม้ กึ่ง power อย่างพวก Babolat Pure Drive หรือ DONNAY Formula 100 จะดีกว่าครับ

Saturday, April 20, 2013

เปรียบเทียบ Solinco Tour Bite Soft กับเอ็นโพลีตัวอื่นๆ



พอดีมีคนถามมาให้ช่วยรีวิว Solinco Tour Bite Soft บอกตรงๆผมตีได้ไม่นานก็เปลี่ยนเพราะผมชอบเอ็นแข็งนิดๆ กัดลึกๆ อย่าง Tour Bite 19 มากกว่า แต่โดยรวมเป็นเอ็นใหม่ที่มีรูปร่างเหมือนกับ Tour Bite ปกติและมีความนุ่มกว่าเอ็นโพลีหลายตัวที่ผมลองมา ท๊อปสปินไม่ต้องพูดถึง สปินดีมากๆ เอ็นค่อนข้างเด้งกว่าตัว Tour Bite ปกติ ถ้าจะให้เทียบผมว่านุ่มคล้ายๆกับ Weisscannon Mosquito Bite แต่ให้การกัดบอลที่ดีกว่า ความดิบมันส์ไม่เท่ากับ Tour Bite 19 เอ็นตัวนี้เหมาะกับคนที่ตีเอ็น soft poly เส้นกลมมาก่อนชอบ feel แบบเด้งๆ แล้วต้องการ spin เพิ่มจากวงซวิงเดิมครับ 

นักเทนนิสเยาวชน 10-14 ปีเริ่มหันมาใช้ Tour Bite Soft กันมาก แต่ถ้าเป็นเด็กโตขึ้นมาหน่อยหรือแข่งอาชีพผมแนะนำ 16L อย่างเดียวเลย สังเกตมั๊ยครับว่านักเทนนิสระดับโลกใช้เอ็นเบอร์ 16L หรือ 1.25 กันเยอะมาก ผมเชื่อว่า 16L ให้ส่วนผสมของ feel power และ control ที่ลงตัวที่สุด แต่หลักๆน่าจะเป็นเรื่อง control ถ้าใครที่ตีบอลหนักๆแล้วใช้เอ็นเบอร์ 16 หรือ 17 มาก่อน พอเปลี่ยนมาเป็น 16L แล้วจะรู้เลยว่ามันเอาอยู่

 

ตารางข้างล่างนี่เป็นผลทดสอบจาก Tennis Warehouse เมื่อเทียบกับเอ็นดังๆ เช่น Babolat RPM Blast, Luxilon ALU Power/Rough, หรือแม้แต่ Solinco Tour Bite ด้วยกันเอง จะพบว่า Tour Bite Soft ให้ความนุ่มสูงกว่าและศักยภาพสปินสูงกว่า ผมเทียบกับเอ็นตัวอื่นๆด้วยเช่น Dunlop Black Widow, Topspin Cyber Blue, Tourna Big Hitter Blue Rough, Techifiber Black Code แต่มันก็ให้ผลไปในทางเดียวกันคือ Tour Bite Soft นุ่มกว่าและสปินดีกว่า

- Stiffness: คือความแข็งหน่วยเป็นปอนด์/นิ้ว เลขยิ่งเยอะยิ่งแข็ง อ่อนสุดคือเอ็น natural gut มี stiffness ประมาณ 80.6 (Wilson Natural) และแข็งสุดคือ 286.9 (Luxilon 4G) เอ็นมัลติจะอยู่ประมาณ 140-170 ถ้าเป็นโพลีก็ 200+ ส่วน Tour Bite Soft 16 อยู่ที่ 184 ครับ

- Energy Return (%): คือ power ยิ่งใกล้ 100 ยิ่งสูญเสียพลังงานน้อย power ยิ่งดี

- Spin Potential: เป็นค่าบอกศักยภาพสปินซึ่งเค้าจะวัดตัวเลขความเสียดทานระหว่างเอ็นกับบอล และความเสียดทานระหว่างเอ็นกับเอ็น เอ็นที่สปินดีควรจะมีความเสียดทานระหว่างเอ็นกับบอลสูง (ฝืดกับบอล) แต่ความเสียดทานระหว่างเอ็นกับเอ็นต่ำ (ลื่นกับเอ็น) เอ็น gut หรือ multi ก็จะอยู่ที่ 1-3 โพลีทั่วไปตัวเลขจะอยู่ประมาณ 2-5 ส่วน Tour Bite Soft อยู่ 6.9



ปล. ทั้งหมดนี่เป็นผลทดสอบจากห้องแล็บ อาจจะไม่สะท้อนการใช้งานจริงได้ทั้งหมด สุดท้ายผมแนะนำให้ลองด้วยตัวเองดีกว่าครับ

Saturday, March 9, 2013

Mini Review: Wilson Steam 99s & Wilson Blade 93 2013



ปีนี้โชคดีมากซื้อไม้มา 6 อันมีตีไม่เข้ามือแค่อันเดียว (Head Graphene Speed Pro) นี่เป็นอีก 2 ไม้ที่ผมมองว่า "น่าเล่น" มาจากค่าย Wilson ทั้งคู่ เมื่อคืนเอาไปลองมาแล้วครับ

Wilson Blade 93 2013: ตีง่ายกว่า K Blade Tour เหมือนกับเป็นคนละไม้ ผมขึ้นเอ็น Solinco Tour Bite 19 ให้กับไม้ทั้งคู่แล้วเอามาตีเทียบกัน ก้านของ Blade 93 2013 แข็งกว่า sweet spot ใหญ่โต แต่ให้สัมผัสบอลที่นุ่มนวลให้ feel ในการตีบอล "clean" กว่าตัวเก่าแรงสะท้านที่ส่งมาถึงมือน้อย เหมือนกับ Wilson จะปรับ feel ไม้รุ่นใหม่ๆมาให้เหมาะกับเอ็น poly มากขึ้น (ผมว่า Wilson มาถูกทางแล้ว) ลองเปิดท้ายด้ามเช็คดูปรากฎว่า Wilson เปลี่ยนโฟมที่ใช้ให้แน่นขึ้นละเอียดขึ้นคล้ายๆกับโฟมของ DONNAY บาลานซ์ของไม้ตัวนี้หนักเทมาท้ายด้ามแต่หัวไม้ก็ยังมีน้ำหนักที่มากพอที่จะให้แรงปะทะที่ดีและหน้าไม้ที่นิ่ง power ดีกว่าเดิมมาก ในขณะที่ KBlade Tour น้ำหนักอยู่แถวกลางไม้ซะเยอะทำให้ซวิงช้าและหนักกว่า ด้วยความที่ก้านแข็งขึ้นบวกกับความคล่องตัวทำให้สามารถเล่นแบบสะบัดข้อมือได้ดีกว่าเดิมครับ ข้อเสียคือกริปไม่ได้เป็นหนังเหมือนรุ่นเก่าๆ



Wilson Steam 99s: เป็นไฮไลท์ของคืนนี้ มันเป็นไม้ที่ตีง่ายไม่ต้องปรับตัวนาน Steam 99s ตีสปินได้ประทับใจมากกว่า Babolat AeroPro Drive 2013 และตีสวน groundstroke หนักๆได้ว่องไวคล่องตัวเหมือน Yonex VCore Tour 97 เชื่อแล้วว่า Spin-Effect Technology ของ Wilson ตัวนี้เวิร์คจริงๆ น้ำหนักไม้ Steam 99s ถูกกระจายมาอยู่ท้ายด้ามในขณะที่ AeroPro Drive จะมีน้ำหนักอยู่ที่หัวไม้เยอะกว่า ทำให้ความคล่องตัวโดยรวมของ Steam 99 เป็นต่อ AeroPro Drive มากพอสมควร ใครที่เคยสัมผัสความคล่องตัวของไม้ Wilson ตระกูล Pro Staff มาก่อนจะเข้าใจดี แต่ความนิ่งของหน้าไม้ยังเป็นรอง AeroPro Drive

จุดเด่นอีกอย่างอยู่ที่ string pattern 16x15 ที่ให้ความรู้สึกว่าเอ็นแหวกออกตอนกระทบบอลมากกว่าไม้ตัวอื่นๆ หน้าไม้อุ้มบอลและกัดบอลดีมากๆ ตอนตีบอลว่าเหมือนบอลมันโดนดูดจมอยู่บนหน้าไม้นานขึ้นก่อนที่จะถูกดีดออกไป หน้าไม้ไม่มีอาการกระด้างหรือสะท้านแต่อย่างใด แต่เวลาตีแฟลตบอลจะมีอาการเหินกว่าไม้ทั่วไปต้องพยายามกดหน้าไม้ไว้ สุดท้ายตั้งใจจะตีแฟลตบอลก็ติดสปินอยู่ดี power ดีและ control ยังได้อยู่ ยิงอัดจากท้ายคอร์ทหรือกลางคอร์ทมันส์มาก หน้าไม้ 99 ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับแบ็คแฮนด์มือเดียว แถมตีแบ็คแฮนด์สปินได้ง่ายมากๆด้วย จะว่าไปแล้วไม้ Steam 99s ให้ feel ที่แน่นนุ่มนวลคล้ายๆ Prince EXO3 Tour มากๆ (ผมจับ feel ของไม้ Prince ไม่ได้ดีเท่า Wilson) และไม่มีความรู้สึกกลวงถึงแม้ว่าไม้จะกลวงครับ ไม้ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ตีท๊อปสปินดีอยู่แล้ว แต่น่าจะเหมาะกับคนที่ตีแฟลตอยู่แล้วอยากมาเริ่มตีแนวท๊อปสปินดูบ้างครับ

Saturday, February 9, 2013

Mini Review: Volkl Organix 10 Mid



ลองตีมา 3 ครั้งแล้วครับ X10mid มี swingweight ที่สูงกว่า PB10mid แรงปะทะดี ตีกราวด์สโตรกได้ดีมากพอๆกับไม้ midplus (จริงๆแล้วผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นไม้หน้าเล็กเลย) แถมลื่นไหลกว่าด้วย plow-thru สูงตีบอลแล้วเหมือนแรงต้านน้อยลงกว่าตัว PB10mid จุดเด่นเรื่องความคล่องตัวยังมีอยู่ถึงแม้ว่าหัวไม้จะหนักขึ้น หัวไม้เร็วใช้ได้แต่ไม่เท่า PB10mid รูปร่างไม้แบบนี้เฟรมบางแบบนี้ผมว่ายังอัพน้ำหนักได้อีกเยอะโดยที่ความคล่องตัวยังอยู่เหมือนเดิม ก้านไม้แข็งกว่า PB10mid นิดหน่อยเพราะเฟรมหนากว่า PB10mid 0.5mm และรูปร่างเฟรมอ้วนกลมขึ้นเล็กน้อย แต่พอเอามาตีแล้วประกอบกับ balance ที่เพิ่มมาทางหัวทำให้รู้สึกว่าไม้ยังอ่อนอยู่ ทีแรกก็คิดว่า power จะน้อยแต่ปรากฎว่าส่งลูกไปถึงท้ายคอร์ทได้ในวงซวิงที่สั้นกว่าทั้งโฟร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์มือเดียว Feel ไม้นุ่มนวลสไตล์ Volkl แต่ความดิบคมลดลงจาก PB10mid ตอนตีวอลเล่ย์ feel ของ PB10mid ดีกว่าแต่ X10mid ลูกพุ่งลึกกว่าและหน้าไม้นิ่งกว่า

สิ่งที่ผมคิดว่า Volkl พยายามปรับปรุงไม้ตัวนี้คือเรื่องของ power เป็นหลัก ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นเลือกการเพิ่ม stiffness หรือความแข็งของไม้เพื่อเพิ่ม power แต่ Volkl เลือกที่จะคง stiffness ให้อยู่ที่ 59RA เท่าเดิมแต่เปลี่ยนบาลานซ์ให้มาที่หัวไม้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่ม swingweight และ power ซึ่งผมคิดว่า Volkl มาถูกทางแล้ว ตอนตีบอลหลุด sweet spot ยังให้ power ดีอยู่ซึ่งไม้รุ่นใหม่ๆที่หัวเบาอย่าง Wilson PS90BLX หรือ Head IG Prestige Mid ทำแบบนี้ไม่ได้

ข้อเสียอย่างเดียวคือกริปที่แบนและเล็กกว่าเดิมประมาณ 1 เบอร์ ไม้สไตล์นี้มันต้องกริปแบบ Wilson โดยรวมๆไม้นี้ยังคงเป็นไม้ All-Court ที่มีความคล่องตัวสูงและมี power ที่สูงขึ้นสามารถขยับมาตีแนว baseline แบบ

สิ่งที่ผมอยากจะปรับเพิ่มเติมเกี่ยวกับไม้ตัวนี้คือ 1) ปรับรูปร่างกริปให้คล้าย Wilson Pro Staff 2) เปลี่ยนเอ็นเป็น Solinco Tour Bite 19 หรือ 20 เพื่อเพิ่มสปินให้กับวงซวิงสั้นๆ

Sunday, February 3, 2013

First Hit: Head Graphene Speed Pro



หลายๆคนอาจจะกำลังสนใจไม้ใหม่ของ Novak อยู่แล้วก็รอรีวิวภาษาไทยของไม้ Head Graphene Speed Pro ใน Tennis Warehouse เองมีวีดีโอรีวิวเป็นภาษาอังกฤษแล้วผลออกมาเป็นไม้ที่ดีมาก ในกระทู้ Talk Tennis ก็เริ่มมีคนเข้ามาพูดถึงไม้ตัวนี้เยอะขึ้น http://tt.tennis-warehouse.com/showthread.php?t=452331 แต่เท่าที่อ่านมายังหาข้อสรุปอะไรไม่ได้ เจ้าของกระทู้เองก็บอกว่าไม้ตัวนี้มีดีหลายอย่างแต่สุดท้ายก็ขายทิ้่งเพราะไม้รุ่นเก่าเข้ามือกว่า คนที่ซื้อไปเอาไปตีก็บอกว่าไม้ดีแต่ยังมีปัญหาอยู่สองสามอย่าง ดูท่าทางเค้าก็พยายามจะชอบให้ได้

ทีนี้มาถึงผมบ้าง สั้นๆเลย "ไม้นี้ดราม่าเยอะ" ได้มาวันแรกผมขึ้นเอ็น Solinco Tour Bite 17 ที่ 48 ปอนด์ (เพราะเอ็นมันถี่เหลือเกิน) แล้วพัน Tournagrip 2 ชั้น (เพราะ FBT ไม่เอากริป 4-3/8 เข้ามา) แล้วเอาไปลองตี 10 นาทีแรกด้วยวงซวิงแบบแฟลตๆลากไม้สั้นๆ ผลคือ ...หงุดหงิดครับ! power เดี๋ยวน้อย เดี๋ยวเยอะ หา sweet spot ไม่เจอ คอไม้อ่อนช่วงกลางๆซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่หัวไม้ไม่ค่อยแข็งทั้งๆที่ควรจะแข็งโดยเฉพาะไม้หน้าใหญ่ เวลาตีบอลเลยเหมือนหน้าไม้สบัดโยกเยกไปมา ไม่นิ่งเลย ในเวลาเดียวกันผมก็ลองไม้ Dunlop F3.0 Tour ที่ขึ้นเอ็น spec เดียวกันด้วย ไม้ F3.0 Tour ตีง่ายกว่าแน่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่พอผมเอาไปให้เพื่อนอีกคนซึ่งมีวงซวิงยาวกว่ามาตีบอกว่าไม้ Speed Pro ตัวนี้ตีดี ชอบเลย ผมเลยต้องมาปรับวงตัวเองดูอีกทีโดยที่เปิดหน้าไม้ตีมากขึ้น ลากยาวขึ้น มันก็ตีดีขึ้นจริงๆ บอลไปแรงขึ้นลึกขึ้น แต่จะให้ตีลากยาวๆแบบนี้ตลอดไม่ไหวแน่ๆ

ผมเดาว่าไม้ตัวนี้มีปัญหาที่หัวไม้ที่อ่อนเกินไป เท่าที่ลองตีดูในวันแรกหัวไม้บริเวณ 10-2 นาฬิกาน่าจะมีน้ำหนักดีอยู่แล้ว เลยขอลองถ่วงไม้เพิ่ม 9g ที่บริเวณ 3 ยาวไปถึง 6 และ 9 นาฬิกาเพิ่มความนิ่งของหัวไม้ช่วงล่างแล้วก็เปลี่ยนเอ็นเป็นไฮบริดระหว่าง Polyfibre Black Venom กับ Volkl Classic Synthetic Gut ที่ 48 กับ 52 ปอนด์ ผลคือไม้นิ่งมาก แต่ power ยังแกว่งๆอยู่ แล้วหัวไม้ก็หนักเกินที่จะซวิงไหว สุดท้ายก็ตัดเอ็นทิ้งแล้วก็รื้อตะกั่วออกหมดเลย

มาถึงตอนนี้ผมคิดว่าหัวไม้ Speed Pro คงจะมีปัญหาจริงๆ หัวไม้อ่อนๆถ้าขึ้นเอ็นหย่อนๆแล้วจะหาความนิ่งกับ sweet spot ได้ยากกว่าไม้หัวแข็ง ผมเลยต้องงัดสูตรไม้ตายออกมาใช้คือ "โพลีเส้นใหญ่ขึ้นตึง" ผมขึ้น Solinco Barb Wire 16 ที่ 54 ปอนด์ ถ้าไม้ 18x20 ปกติผมไม่ขึ้นเอ็น poly เกิน 48-50 ปอนด์เพราะเอ็นจะยืดเร็ว แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก ผลปรากฎว่าแก้ปัญหาได้เกือบหมด ตอนนี้หน้าไม้มี sweet spot ที่ชัดเจนแล้ว ตีบอลได้นิ่งและแน่นมากโดยที่ไม่ต้องถ่วงเลย แต่เมื่อเย็นผมลองถ่วงเพิ่มที่ 3 และ 9 นาฬิกาอีก 6g แล้วยิงบอลได้หนักหน่วงกว่าตอนไม่ถ่วงเยอะพอสมควรในขณะที่ยังซวิงไหว น้ำหนักไม้รวมเอ็นอยู่ประมาณ 350g

สรุป: ไม้ G-Speed Pro เป็นไม้ที่ไม่เหมือนกับไม้ Head ตัวอื่นๆที่ผ่านมาเพราะการกระจายน้ำหนักหัว-ท้าย (polarization) ทำให้ไม้มีจุดอ่อนในช่วงล่างของหน้าไม้ ถ้าใครคิดจะซื้อ G-Speed Pro มาใช้ผมแนะนำให้ไปยืมไม้เพื่อนมาลองตีก่อน หรือถ้าจะซื้อเลยก็เลือกใช้เอ็นเส้นใหญ่แล้วขึ้นตึงเกิน 54 ปอนด์ไปเลยครับ

Mini Review: Babolat Aero Pro Drive 2013

เมื่อวันศุกร์เพิ่งได้ลอง Babolat AeroPro Drive 2013 เป็นครั้งแรก พอดีกับช่วงที่ Solinco ส่งเอ็นใหม่มาให้ทดสอบคือ Solinco Outlast 16 Neon Green ทั้งเอ็นและไม้สีเข้ากันมาก ดูเด่นมาแต่ใกล ผมได้ลองไม้ตัวนี้แค่ประมาณ 30 นาทีเพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ทดลองไม้ Head Graphene Speed Pro ไปซะเยอะ ไม้ตัวนี้เป็นไม้ที่ตีง่ายมาก มากจนไม่ค่อยท้าทายเท่าไหร่ feel ก็ยังโปร่งๆตามสไตล์ Babolat เสียงตีบอลเมื่อเทียบกับไม้ Speed Pro หรือ F3.0 Tour บอกได้ชัดเจนว่าข้างในกลวง แต่ความกลวงไม่มากเหมือน Babolat Pure Drive 2012



ตามสเปค Babolat AeroPro Drive 2013 หัวหนักกว่าและก้านแข็งกว่าเดิมนิดหน่อย (ไม้ใหม่ๆในปี 2013 ก็ปรับบาลานซ์มาทางหัวไม้มากขึ้นแล้วก็ก้านแข็งขึ้นด้วย) ผมไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่เพราะไม่มีไม้ตัวเก่ามาเทียบ แต่โดยรวมๆ APD 2013 ก็ยังเป็นไม้ที่เบา คล่องตัว และแข็งมาก ซึ่งก็ทำให้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของไม้แข็งคือทำให้การคุมทิศทางบอล groundstroke ได้ง่าย สั่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ง๊ายง่าย คนที่เคยตีไม้คอนโทรลมาก่อนจะรู้สึกได้เลยว่าไม่ต้องพยายามเหมือนไม้คอนโทรลตัวอื่น อรรถรสในการตีอาจจะลดลงไปเยอะ ส่วนข้อเสียของไม้แข็งตีนานแล้วอาจเจ็บแขนเพราะพลังงานจากแรงสะท้านส่งผ่านมาที่ศอกและไหล่ได้มากกว่า

Power ของไม้ APD 2013 ให้มาอย่างล้นๆ ตีผ่อนๆก็ไปถึงหลังได้อย่างง่ายดาย หน้าไม้ไม่มีอาการพลิกแต่อย่างใด ถ้าขึ้นเอ็นขอให้ขึ้นตึงไปเลยครับ เลือกเอ็นเส้นโตๆขึ้น 55 ปอนด์จะดีมาก เอ็นที่ผมลองอยู่เป็นโพลีที่ทำงานได้ดีที่ความตึงสูงเลยเข้ากับไม้ตัวนี้ได้ดี ไม่มีอาการแข็งกระด้าง หรือยืดย้วยแต่อย่างใด

นอกจากเรื่องความง่ายในการตีแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของไม้ APD 2013 คือความสามารถในการปั่นบอลตีท๊อปสปิน ผมไม่ใช่คนที่ตีท๊อปสปินเป็นหลักแต่ก็สามารถสังเกตุได้ว่ารอบการหมุนของบอลที่เกิดจาก APD 2013 มีมากกว่าไม้ตัวอื่นๆที่ผมกำลังทดสอบในเวลาเดียวกันเช่น Head G-Speed Pro, Dunlop F3.0 Tour, Yonex VCore Tour 97 อย่างชัดเจน เป็นไปได้เพราะว่า string pattern ที่เปิดกว้างกว่า (16x19) เลยกัดบอลได้ดีกว่า แต่ผมว่ามีปัจจัยอื่นๆในไม้ตัวนี้มาช่วยในเรื่องในการตีท๊อปสปินแน่นอน เรื่องท๊อปสปินยังจะเป็นจุดขายของไม้ APD 2013 ได้อีกนานครับ ก็ไม่แปลกที่ไม้ Aero Pro Drive ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นปัจจุบันดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย 

Tuesday, December 11, 2012

Guru Talk: เรื่องของ Carbon Fiber วัสดุหลักที่ใช้ทำไม้เทนนิส

ต่อจากตอนที่แล้วเรื่องของวัสดุไฮเทคทั้งหลายที่แต่ละบริษัทเอามาโฆษณา คราวนี้ก็มาถึงเรื่องเนื้อๆของวัสดุหลักแล้วครับ นั่นคือ Carbon Fiber บางคนเรียก Carbon Graphite

ทำไมต้อง Carbon Fiber: เพราะว่ามันมีกำลังต้านทานแรงดึงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเองและดูดซับแรงสะท้านได้ดี ลองดูตารางด้านล่างเกี่ยวกับ Ultimate Tensile Strength ของวัสดุประเภทต่างๆจะเห็นว่า Carbon Fiber เกือบจะเบาที่สุดแต่กำลังรับแรงดึงสูงกว่าเหล็ก อลูมิเนียม และไม้ ในขณะที่วัสดุตัวอื่นๆอย่าง Titanium, Liquid Metal และ Tungsten รับแรงดึงได้น้อยกว่าแถมยังน้ำหนักมาก 3-10 เท่าตัว นี่แหละคือเหตุผลที่ผมไม่เชื่อว่าในไม้เทนนิสเบาๆจะมีวัสดุเหล่านี้อยู่ แต่ถ้าบอกว่ามี Aramid หรือ Kevlar หรือ Twaron อยู่ผมว่าฟังแล้วมีเหตุผลมากกว่า



ที่มา:
http://en.wikipedia.org/wiki/Ultimate_tensile_strength 

Carbon Fiber Cloth: คือ Carbon Fiber เป็นมัดๆมาถักทอเป็นผืน ในแต่ละมัด (tow) จะประกอบไปด้วย Carbon Fiber เส้นเล็กๆหลายพันเส้นซึ่งมีตั้งแต่ 1000 (1k), 3000 (3k), 6000 (6k), 12000 (12k) ในอดีต 3k ถือว่าเป็นมัดที่นิยมมากที่สุดเพราะให้ feel ในไม้เทนนิสที่ดีสุด แต่ในปัจจุบัน 3k หายากมากและราคาแพงทางผู้ผลิตเลยหันมาใช้ 6k แทน ส่วนไม้ pro stock หลายๆอันโดยเฉพาะจากค่าย Dunlop และ Head ยังใช้ 3k อยู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมไม้ retail กับไม้ pro stock ให้ feel ที่ไม่เหมือนกัน
 
การทอ Carbon Fiber Tow: มีหลายแบบ ที่ใช้กันมากคือ 
  • Unidirectional หรือการทอทางเดียว ข้อดีคือให้กำลังรับแรงดึงสูงสุด และ มีความอ่อนตัว เลยถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักของไม้เทนนิส
  • 2D Braided คือการทอแบบเส้น Tow ตั้งฉากกัน สามารถรับแรงได้สองแกนตามทิศทางของ Tow และมีลวดลายมีความสวยงาม ไม้เทนนิสหลายๆรุ่นมีการโชว์ลาย 2D เพื่อให้ดูแพงขึ้น
  • 3D Braided คือการทอแบบ 3 Tow ทำ Tow 1 ทำมุม 0 องศา, Tow 2 ทำมุม 45 องศา และ Tow 3 ทำมุม -45 องศา สานกันอยู่ ข้อดีคือสามารถนำมาใช้ในส่วนที่ต้องรับแรงบิดหลายทิศทางและทำให้โครงสร้างส่วนนั้นมีความแข็ง (Stiffness) สูงขึ้น แต่ข้อเสียคือรับแรงดึงได้ไม่สูงเท่า Unidirectional
- ไม้ Dunlop รุ่นเก่าๆใช้โครงสร้าง 3D Braided ในหัวไม้โดยที่ Tow กลางเป็น 3k เลยทำให้ไม้ Dunlop รุ่นเก่าๆอย่าง MW 200g มี feel ที่ดีถึงแม้ว่าหน้าไม้จะแข็ง 
- ไม้ Wilson Pro Staff ใช้ 3D Braided เกือบทั้งไม้ แต่เค้าจะสานกับ Kevlar ซึ่งเป็นวัสดุที่อ่อนและยืดหยุ่นกว่า เลยทำให้ไม้ Pro Staff มี feel ที่อ่อนนุ่มคลาสสิก
- ไม้ Head รุ่นเก่าๆใช้ Unidrectional Graphite แยกชั้นกับ Twaron ไม้ Head รุ่นเก่าๆอย่าง PT630 เลยอ่อนนุ่มและดิบ 


โครงสร้างไม้เทนนิส: ประกอบด้วย Carbon Fiber Cloth มาซ้อนๆรวมกันอย่างน้อย 8 ชั้น (lay up) แต่เนื่องจาก Carbon Fiber มีราคาสูงขึ้น 25% ใน 6 ปีที่ผ่านมาทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องลดจำนวนชั้น Carbon Fiber ลงเหลือ 6 หรือ 7 ซึ่งผลคือ feel ไม่แน่นเหมือนไม้รุ่นเก่าๆ Carbon Fiber Cloth จะผสานกันได้ด้วย Epoxy Resin ซึ่งเป็นเหมือนกาวที่เชื่อม Carbon Fiber Cloth แต่ละชั้นไว้ด้วยกัน สาร Epoxy มักจะถูกเคลือบมาบน Carbon Fiber Cloth อยู่ก่อนแล้วเรียกว่า Pre-Preg แล้วพอนำมาอบเค้าจะใส่ตัว Catalyst เข้าไปเพิ่มเพื่อให้ Epoxy ประสานกันที่ความร้อนสูง คุณสมบัติของ Epoxy จะคล้ายกับคอนกรีตคือรับแรงดึงไม่ดีแต่รับแรงเฉือน (Shear Strength) ได้ดีมาก จะว่าไปแล้วการทำไม้เทนนิสก็เหมือนการหล่อโครงสร้างคอนกรีตเสิรมเหล็ก

Carbon Fiber Lay-Up: หรือการนำ Carbon Fiber Cloth มาตัดเป็นชิ้นๆแล้ววางซ้อนกันในรูปแบบต่างๆเพื่อให้เกิดคุณสมบัติการรับแรงในจุดต่างๆที่ไม่เหมือนกัน เช่นในโครงสร้างหลักของหน้าไม้และก้านเป็น Unidirectional เพื่อรองรับแรงดึงที่เกิดจากเอ็นเส้นตั้งหรือนอนในบริเวณหน้าไม้ และเพื่อรองรับการโก่งตัวของก้านไม้จากการตีบอล ส่วนที่ต้องมีการเจาะรูร้อยเอ็น (ก็ทั้งหน้าไม้นั่นแหละ) เค้าจะเสริมด้วย 2D แต่จะว่างแนวทะแยง +45/-45 องศาแทนที่จะเป็น 0/90 ส่วนในบริเวณ 2, 6, 7, 10 นาฬิกาเป็นจุดที่ต้องรับเอ็นทั้งแนวตั้งและแนวนอน มีโอกาศบิดตัวสูงกว่า เลยต้องมีโครงสร้างแบบ 3D Braided มาเสริมครับ




Feel & Vibration: การวาง lay-up ของ Carbon Fiber Cloth ในแบบต่างๆทำให้เกิด feel ที่แตกต่างกันออกไป ถ้าใครอ่านรีวิวในบล็อกผมบ่อยๆจะเห็นว่าผมอ้างถึง "นุ่ม-แน่น" อยู่หลายครั้ง นี่คือที่มาครับ
- ความแน่นเกิดจากจำนวนชั้น Carbon Fiber อย่างที่บอกว่าควรมี 8 ชั้นขึ้นไปถ้ามี 6 หรือ 7 ความแน่นก็ลดลงไป ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการไม้ที่ให้ feel แน่น แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าไม้เทนนิสที่เรามี Carbon Fiber กี่ชั้น ...เรื่องนี้ผู้ผลิตไม่บอกกันแน่นอนครับ ต้องลองเอามาตีเอง แล้วความแน่นก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการถ่วงตะกั่วด้วย
- ความแข็ง-นุ่มจะเกิดจาก Carbon Fiber ชุดหลักที่เดินรอบหัวไม้ครับ ถ้าในหัวไม้มี 3D Braided เยอะหน้าไม้ก็จะแข็งๆ แต่ถ้าเป็น Unidirectional หน้าไม้ก็จะนุ่มนวลกว่า แล้วความนุ่ม-แข็งก็ไม่สามารถแก้ไขด้วยการถ่วงตะกั่วเช่นกัน

Feel มักจะมาพร้อมกับแรงสะท้านหรือ Vibration การลดแรงสะท้านที่ถูกหลัก คือการทำให้แรงสะท้านสูญเสียพลังงานไปตามรอยต่อของ Carbon Fiber Cloth ในแต่ละจุดครับ จำนวนจุดยิ่งเยอะแรงสะท้านก็ยิ่งสลายได้ดี ในไม้รุ่นเก่าๆรอยต่ออาจจะมีมากถึง 38 จุดแต่ค่าแรงในการทำจะสูงมาก ไม้รุ่นใหม่ๆรอยต่อน่าจะลดลงไปเพื่อไม่ให้ค่าแรงบานปลาย การลดแรงสะท้านของไม้เทนนิสถือว่าเป็นศิลปะและความชำนาญของผู้ผลิตในแต่ละเจ้าครับ

ความเห็นส่วนตัวเรื่อง Feel: Feel เป็นเรื่องของความชอบของแต่ละบุคคล ผมบอกไม่ได้ว่า feel แบบใหนดีสุด แต่โดยส่วนตัวผมชอบ feel ที่นุ่มและแน่น นั่นหมายความว่าต้องมีจำนวนชั้นของ Carbon Fiber Cloth ที่มากกว่า 8 ชั้นซึ่งหนาพอสมควรและมีส่วนประกอบของ 3k Carbon Fiber หรือเทียบเท่าอยู่ในนั้น ผู้ผลิตหลายรายอ้างว่าตัวเองใช้วัสดุที่บางเบาและแข็งแกร่งขึ้นแต่มันขัดแย้งกับสิ่งที่ผมเชื่อเพราะ

1) ถึงแม้วัสดุจะแน่นบางและแกร่งแค่ใหน แต่ถ้าความหนาไม่พอหรือเนื้อวัสดุแข็งเกินไป มันก็จะไม่สามารถทำให้ feel นุ่ม-แน่นได้
2) มันเป็นไปได้ยากที่ผู้ผลิตจะเอาวัสดุราคาแพงกว่ามาทดแทน Carbon Fiber

วันนี้ขอจบเท่านี้ก่อน ไว้เจอกันคราวหน้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ

Saturday, December 8, 2012

Mini Review: Dunlop Biofiber F3.0 Tour กับ Head IG Radical MP

เมื่อวันศุกร์ไปลองอุปกรณ์ใหม่มาสองชุดครับ



ชุดแรกเป็น Dunlop Biofiber F3.0 Tour (18x20) ที่ขึ้นเอ็น Solinco Outlast 17 ไว้ (กี่ปอนด์ก็ไม่รู้) ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่ฉีกแนว Dunlop 300 Tour เดิมๆมากเพราะให้ feel ที่ modern คล้ายๆกับพวก ไม้ตระกูล Aero ของ Babolat จะว่าไปแล้วคล้ายๆ Wilson BLX Blade 98 รวมกับ Babolat AeroPro Drive รูปร่างหน้าตัดก้านเป็นตัว "D" ซึ่งเป็นแนวโน้มของการออกแบบไม้รุ่นใหม่ๆ ทั้ง Wilson Blade และ Angell ก็ใช้ดีไซน์แบบนี้ สิ่งที่รู้สึกได้จาก D-Beam คือความไวและความนิ่งของหน้าไม้ หน้าไม้ไม่พลิกเหมือน Dunlop 300/300Tour รุ่นก่อนๆ แต่ความไวของหน้าไม้ไวช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับการตีบอลใกล้ตัวได้ดี โดยรวมตีง่ายและนิ่งกว่า 300 Tour ตัวเก่า คอนโทรลทิศทางดี ความแข็งของก้านไม้ระบุว่า 64RA แต่ตอนตีแข็งกว่านั้น น่าจะ 67RA เป็นอย่างต่ำ power ไม่จัดเท่า Babolat แต่คนที่บ้าพลังน่าจะชอบตัวนี้โดยเฉพาะถ้าตีแฟลตเพราะคอนโทรลดี อัดแรงๆแล้วไม่ปลิ้นในขณะที่ไม้ Babolat จะเหมาะกับคนที่ตีสปินมากกว่า จุดที่หลายๆคนอาจจะไม่ชอบคือรูปร่างหน้าไม้ที่บานๆเหมือนไม้ oversize ครับ

ชุดที่สองเป็น Head IG Radical MP ที่ขึ้น Solinco Tour Bite 17 ชุดนี้ให้ feel ที่เป็นคนและแนวกับชุดแรกเลย ในขณะที่ Dunlop จะให้ความรู้สึก "ตีง่าย" แต่ Head จะให้ความรู้สึก "ตีมันส์" ไม้กับเอ็นเข้ากันมากๆ ไม้ก้านอ่อนกับเอ็นเฟิร์มเหมาะกับคนที่ชอบอัดบอลแรงๆและเล่นเกมรุก รูปร่างหน้าไม้เป็นรูปไข่สวยงามตามสไตล์ของ Head Radical MP ก้านไม้เป็นแบบ aero ไม่ box beam เหมือนรุ่นเก่าๆแล้ว ไม้คล่องตัวพอๆกับชุดแรก และคอนโทรลดีพอๆกัน แต่ส่วนตัวแล้วผมว่า IG Radical MP ยิงบอลได้หนักหน่วงกว่าและคงเส้นคงวากว่า Dunlop F3.0 Tour อาจจะเป็นเพราะการกระจายน้ำหนักมาทางหัวไม้มากกว่า ความนิ่งของหน้าไม้เป็นรอง Dunlop ครับ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากได้ไม้ที่ให้ feel โดยรวมคล้ายๆ Head IG Radical MP แต่รูปร่างเป็น D-Beam จะเยี่ยมมากๆ

ระหว่างไม้ power เอ็น spin กับ ไม้ spin เอ็น power

อาทิตย์ก่อนมีคนถามเรื่องการเลือกใช้ไม้และเอ็นระหว่าง ไม้ power กับเอ็น spin หรือไม้ spin หรือเอ็น power ดี แล้วผมก็มีโอกาสได้ตอบคำถามซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนเลยเอามาแชร์กันครับ

ถ้าเทคนิคเท่าๆกันแล้วอุปกรณ์ประภทใหนจะเอื้ออำนวยในการตี topspin มากกว่า

1) ทั้งไม้และเอ็นมีผลต่อการเอื้ออำนวยในการตีสปิน มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสไตล์ผู้เล่นครับว่าซวิงช้าหรือเร็ว เริ่มที่ไม้ก่อน ผมใช้คำว่าเอื้ออำนวยในการตีสปิน (spin friendly) เพราะว่าจากผลการทดสอบของ TW ไม้หลายๆตัวมี spin potential ใกล้เคียงกันมาก แยกแทบไม่ออก Head Prestige MP มี spin window และ ball trajectory พอๆกับ Babolat AeroPro Drive ทั้งๆที่เป็นไม้คนละประเภท แต่ไม้แบบใหนล่ะที่จัดช่วยให้คุณปัดบอลได้ดีกว่าตรงนี้แค่ spec ตอบไม่ได้ คุณต้องลองเองครับ แต่จากประสปการณ์ คนที่ซวิงช้าไม้หัวไวอย่าง Prince EXO3 จะช่วยได้เยอะมาก ส่วนคนที่ซวิงเร็วๆไม้อย่าง Babolat AeroPro จะเข้ากันได้ดีกว่าเพราะมันจะบังคับให้คุณตีสปินอยู่ตลอดเวลาเพื่อคอนโทรลไม่ให้ตีลูกออก

ตีบอล 30 องศา


ตีบอล 45 องศา


เอ็นก็มีส่วนทำให้เกิดสปินมากหรือน้อย (โดยส่วนตัวผมคิดว่าเอ็นอาจจะมีผลมากกว่าไม้) สปินเกิดจาก snap-back effect ของเอ็นคือเอ็นเส้นตั้งยืดตัวด้านข้างไปตามแนวเอ็นเส้นนอนและดีดตัวกลับในเสี้ยววินาทีเพื่อปั่นบอลให้มีรอบการหมุนที่สูงขึ้น เอ็น spin ส่วนใหญ่จะมีผิวสัมผัสน้อยๆเพื่อให้เอ็นสามารถเคลื่อนตัวไปมาได้ดีครับ ข้อสังเกตของเอ็นสปินคือ ยืดตัวดี แต่ผิวแข็งมาก ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าผิวไม่แข็ง เอ็นจะเป็นรอยง่าย พอเป็นรอยหรือเอ็นกัดกัน มันก็จะเคลื่อนตัวไปมาได้ไม่ดีแล้วก็จะลดประสิทธิภาพสปิน ทั้ง Wilson และ Luxilon ศึกษาและเชื่อเรื่อง snap-back effect มานานแล้ว ลองไปอ่านดูได้ครับ
http://www.tennis.com/gear/2012/09/gear-talk-wilsons-john-lyons-part-1/39374/ หรือไม่ก็บทความใน TW http://twu.tennis-warehouse.com/learning_center/stringmovementPart2.php

2) ถ้าให้เลือกอุปกรณ์ 2 แบบ ไม้ spin กับไม้ power ในตลาดมักเป็นไม้ประเภทเดียวกันเพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมาก แต่มีสิ่งนึงที่จะแนะนำคือรูปร่างหน้าตัดเฟรมซึ่งหลายคนมองข้ามแต่ผมว่ามันมีผลมากๆว่าจะตีได้หรือไม่ได้ ที่เคยเจอมา คนตี box beam มาก่อนมักจะตี aero beam ไม่ค่อยได้ แต่คนที่ตี aero beam มาจะตี box beam พอได้

ส่วนเรื่องเอ็นผมก็คงเลือกเอ็นสปินครับ เพราะความชอบส่วนตัว แต่เอ็นสปิน (poly) ก็มี 2 แบบหลักๆตามประเภทของ feel

2.1 Dead feel: จะให้ feel เกาะบอลมาก แข็งนิดๆ ไม่ค่อยเด้ง power น้อย แต่คอนโทรลดี เอ็นในกลุ่มนี้ได้แก่ Luxlilon ALU Power/Power Rough, Solinco Tour Bite, Solinco Barb Wire


2.2 Lively feel: จะให้ feel ที่นุ่มนวลกว่า เด้ง และ power ดี  เอ็นในกลุ่มนี้ได้แก่ Babolat RPM Blast, Volkl Cyclone, Solinco Revolution, Weisscannon Mosquito Bite, MSV Focus, Topspin Cyber Blue

ไม่มีคำตอบว่า feel แบบใหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความชอบครับ

Saturday, November 24, 2012

Guru Talk: เคยทราบกันหรือไม่ว่าการเทคโนโลยีวัสดุต่างๆในไม้เทนนิสแบรนด์ดังๆ "ไม่เคยมีจริง"

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับผู้รู้ท่านนึงซึ่งเคยเป็นผู้ออกแบบไม้เทนนิสให้กับแบรนด์ดังแบรนด์นึง ซึ่งสองชั่วโมงที่ผมได้พูดคุยกับเค้าทำให้ตาสว่างขึ้นเยอะ ผมมีความรู้มาเล่าสู่กันฟังหลายเรื่อง แต่ขอเริ่มเรื่องของวัสดุก่อนเลยละกัน

Titanium ไม่สามารถเอามาใช้เป็นส่วนประกอบในไม้เทนนิสได้ เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติในการรับแรงปะทะ ไม่สามารถทำให้ stiffness ขึ้นมาเทียบเท่ากราไฟต์ได้ แถมน้ำหนักสูงด้วย แต่ชื่อมันฟังแล้วดูดีเหมือนเป็นวัสดุจากต่างดาว เลยถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์กีฬา

D3O/Innegra ที่โฆษณาว่าเป็นเจลที่แข็งตัวเมื่อได้รับแรงกระแทก ...แต่มันจะทำงานได้เมื่อชั้นวัสดุแต่ละชั้นหนากว่า 2mm ขึ้นไป ชั้นวัสดุของไม้เทนนิส 6 ชั้นรวมกันยังไม่ถึง 2mm เลยแล้วมันจะทำงานได้ยังไง

AeroGel เป็นวัสดุที่ใช้ในวิศวกรรมอวกาศ ก้อนเล็กๆแต่ราคาเป็นล้านเหรียญ ถ้าเอามาใส่ในไม้เทนนิสราคาไม้เทนนิสจะแพงกว่ารถยนตร์

ไม้เทนนิสรุ่นใหม่ๆที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันคือวัสดุเดิม คาร์บอนไฟเบอร์ผสมเรซิน เพียงแต่ปรับ บาลานซ์ รูปแบบการวางชั้นวัสดุ (lay-up) และความแข็งอ่อนให้ต่างจากไม้รุ่นเก่าๆแค่นั้นเอง สิบปีที่ผ่านมาไม้เทนนิสราคาเท่าเดิมหรือถูกลง แถมยังต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อสปอนเซอร์ให้กับนักเทนนิสอาชีพอีก เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาวัสดุราคาแพงมาใส่เพิ่มเติม ในทางตรงกันข้ามผู้ผลิตแบรนด์ดังจะลดค่าใช้จ่ายลงจากการใช้วัสดุที่บางลงและข้ามขั้นตอนการผลิตบางอย่างไป

แล้วทำไมถึงไม่มีการนำเรื่องพวกนี้มาเปิดเผยกัน เพราะว่าแต่ละแบรนด์มีพัธะสัญญาต่อกัน วงในจะรู้กันดีว่าแบรนด์ P จะไม่แฉแบรนด์ W เพราะทั้งคู่ถือความลับของฝ่ายตรงข้ามไว้มากพอๆกัน




Wednesday, November 7, 2012

Sneak Preview: Angell Custom Racquets

หลายๆคนอาจไม่คุ้นหู Angell เท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า Vantage ซึ่งเป็นไม้เทนนิส "สั่งทำ" (custom) อาจจะรู้จักมากขึ้น ตอนนี้ Paul Angell ผู้ก่อตั้ง Vantage ได้ออกมาตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า Angell โดยได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิตไม้เทนนิสแบบ Custom Made สำหรับผู้เล่นอาชีพมาให้ให้ผู้เล่นทั่วไปได้ใช้แล้ว Paul Angell เคยเป็นนักออกแบบไม้ pro stock ให้กับ Henman, Haas, Almagro, McEnroe, Ferreira, Philippoussis, Safin, Mauresmo

จุดเด่นของไม้ Angell:
1) สามารถเลือก spec ได้เลยตั้งแต่ ขนาดหน้าไม้ (95, 100, 105), string pattern (16x19, 18x20), น้ำหนัก (290-320), บาลานซ์ (head heavy - head light), stiffness (63, 70, 77), รูปร่างกริป (แบน-กลม), กริปหนังหรือยาง
2) วัสดุเป็นกราไฟต์เกรดญี่ปุ่นซึ่งให้ feel ดีกว่า ใครอยากรู้ว่ากราไฟต์เกรดญี่ปุ่นดีกว่ากราไฟต์ทั่วไปยังไง ลองไปถามคนที่ตีแบดแล้วใช้ไม้ Yonex รหัส JP เทียบกับ TH ดูครับ
3) ข้างในเสริมโฟมความหนาแน่นปานกลาง เพื่อลดแรงสะท้าน ที่ส่งมาจากหน้าไม้ (หลักการเดียวกับ DONNAY)

ตอนนี้ Angells ส่งมาให้ลอง 4 ไม้คือ TC95 และ TC100 ผมเลยถ่ายรูปเอามาให้ดูกันก่อนครับ ไม้ TC100 น่าสนใจมากเพราะส่วนตัวผมคิดว่ายังไม่มีไม้หน้า 100 ตัวใหนที่โดนใจเลย ถ้าสั่งไม้ Angell จากเว็บ http://www.angelltennis.com/ ราคาจะอยู่ประมาณ 8,000 กว่าบาทไม่รวมส่ง ใครอยากได้อดใจรอก่อนครับ เดือนธันวาคมนี้น่าจะเริ่มสั่งได้














Tuesday, October 23, 2012

พื้นฐานการปรับแต่งไม้ - Racquet Customization Fundamental



ปัญหาของคนส่วนใหญ่พอได้ไม้ใหม่มา คือ "ตีไม่เข้ามือ" คำว่าไม่เข้ามือมันตีความได้หลายอย่าง หนักไป เบาเกิน ตีไม่เข้า sweet spot, power น้อยหรือมากไป สุดท้ายก็โบ้ยว่าไม้ไม่ดีแล้วก็ขายไม้ทิ้ง

เรื่องที่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดที่สุดคือ power ซึ่งมันจะโยงใยไปหลายเรื่องตั้งแต่ ไม้ เอ็น การฝึกซ้อม รูปแบบเกม ฯลฯ แต่สุดท้ายคนจะโทษไม้ สองปีที่ผ่านมาผมได้ไปดูรายการเยาวชนหลายรายการและจากสถิติของการชนะ-แพ้คือ Unforced Error การตีบอลออกมีเยอะมาก เยาวชนไทยส่วนใหญ่ถูกฝึกให้ตี ground stroke จนชิน ไม่ยอมขึ้นมา volley เพื่อปิดเกมให้เร็ว (แขนขาสั้น อาจจะกลัวโดน passing shot ก็ได้) พอต้องโต้ท้ายคอร์ทกันนาน แพ้หรือชนะอยู่ที่ใครพลาดมากน้อยกว่ากัน เด็กที่เป็นมวยกว่าก็มักจะเปลี่ยนสปีดบอลให้อีกฝ่ายปรับสปีดตาม หรือตีสปินสปิดต่ำๆเพื่อให้อีกฝ่ายอัดกลับมาให้แรงขึ้นๆ พอเร่งเข้ามากๆ ก็ตีติดเน็ตหรือหลุดหลังไปเลย สุดท้ายก็โทษไม้แล้วก็มาหาไม้ใหม่ที่ power เยอะขึ้นไปอีก! ผมได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อยมากแต่ที่ผมคิดในใจคือ ถ้าเค้าเอาไม้ที่หน้าใหญ่ขึ้น power เยอะขึ้น มันไม่เท่ากับเค้าเพิ่มโอกาสผิดพลาดขึ้นไปอีกเหรอ?

ในการแข่งขันระดับอาชีพเค้าไม้ปรับหน้าไม้กันครับ นักเทนนิสอาชีพเค้าใช้ไม้เดิมตลอดแต่เค้าจะแก้ไขเรื่องพวกนี้ด้วยการปรับน้ำหนักและบาลานซ์แทนครับ

การเพิ่ม power ทำได้ 2 วิธีคือ
  1. ซวิงให้เร็วขึ้น โดยการลด swing weight ลงเพื่อให้ซวิงไม้ได้เร็วขึ้น เหมาะกับคนที่ชอบตีท๊อปสปินเป็นหลัก
  2. ซวิงเร็วเท่าเดิม แต่เพิ่ม swing weight ของไม้ หรือเพิ่มแรงปะทะของหน้าไม้นั่นเอง เหมาะกับคนที่ตีบอลแฟลต
การจะเลือกหนึ่งหรือสองขึ้นอยู่กับความชอบแต่ละคนครับ ผมชอบตีบอลแฟลต ชอบไม้ที่ซวิงลื่นไหลพอสมควร ผมเลยใช้ไม้ที่บางกว่า 20mm เป็นหลัก และต้องการให้การปะทะเกิดแรงต้านน้อยสุด (maximum plow-thru) เลยชอบไม้หนักๆ วันนี่ก็เลยมาแนะนำวิธีการปรับแต่งไม้เพิ่ม swing weight เป็นตัวอย่าง ผมมีไม้อยู่ 2 ตัวคือ
  1. Head PT10 เป็นไม้ pro stock ของ Marat Safin ที่ผ่านการปรับน้ำหนักมาแล้ว ตีมันส์มากๆเลยเอาไม้ตัวนี้มาเป็นต้นแบบ
  2. Head TGK 237.3C1 ซึ่งก็น่าจะเป็นไม้ pro stock ของ Marat Safin เหมือนกัน ไม้เปล่าๆเบามาก เบาจนแรงปะทะไม่พอ
อันดับแรก: เอาไม้แต่ละตัวมาตัดเอ็นทิ้ง ถอด overgrip ออก แล้วก็เอาขึ้นชั่ง  Head TGK ชั่งได้ 318g


ส่วนไม้ Head PT10 ชั่งได้ 339g ต่างกับ TGK อยู่ตั้ง 21g


ต่อมาก็วัดบาลานซ์ครับ TGK วัดได้ 31.5 cm จากท้ายด้าม


Head PT10 วัดได้ 30.5cm จากท้ายด้าม นั่นหมายความว่า PT10 หัวหนักกว่า TGK, บาลานซ์ต่างกัน 1cm นี่ถือว่าเยอะนะครับ ความไวหัวไม้ต่างกันจนรู้สึกได้ชัดเจน


เสร็จแล้วก็เอาข้อมูลมากรอกใน Customization Tool ของ Tennis Warehouse http://twu.tennis-warehouse.com/learning_center/customization.php ด้านซ้ายเป็นข้อมูลของไม้ TGK และด้านขวาเป็น spec ของ PT10 ที่ผมต้องการปรับไม้ TGK ให้เป็น


พอคำณวนเสร็จก็จะได้ตำแหน่งของตะกั่ว 21g ที่ผมต้องถ่วง ในนี้จะมีคำตอบสองแบบ
- แบบที่ 1: เน้นให้หัวเบา swing weight ต่ำ จะได้ซวิงได้เร็ว ตะกั่วทั้ง 21g ลงมาอยู่ที่เหนือกริป
- แบบที่ 2: เน้นให้หัวหนัก swing weight สูง เพื่อเพิ่มแรงปะทะ จะแบ่งตะกั่วเป็น 2 ส่วน 4g อยู่ที่หัวไม้บนสุด กับ 17g อยู่ที่ด้ามไม้-> ผมเลือกวิธีนี้เลย


แล้วก็ตัดแถบตะกั่วให้ได้ตามน้ำหนักที่ต้องการ ที่ถุงตะกั่วมีคำเตือนว่าการสัมผัสตะกั่วเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นแนะนำให้ใส่ถุงมือนะครับ


เริ่มติดตะกั่วบนหัวไม้ ต้องรื้อตาไก่ออกมาเล็กน้อย



ชั่งตะกั่ว 17g สำหรับด้ามไม้ให้เกินเล็กน้อย เพื่อชดเชยกับน้ำหนักกระดาษกาวที่เราต้องลอกออกไป


เลาะกริปหนังออกแล้วก็ติดตะกั่วลงไปที่ปลายด้ามเหนือ butt cap ครับ จริงๆผมอยากฝังตะกั่วที่ในด้ามมากกว่าเพราะไม่อยากให้กริปใหญ่ขึ้น แต่การฝังตะกั่วในด้ามมันยุ่งยากเกินแล้วต้องใช้ซิลิโคนด้วย เอาแบบนี้แหละ ง่ายดี  :) ผมเคยเห็นไม้ของ Tommy Haas พี่แกพันตะกั่วทั้งด้ามเลย ไม้เลยหัวเบามากๆ


เรียบร้อยครับ ได้น้ำหนัก 339g เป๊ะ


บาลานซ์ก็ได้ 30.5cm เหมือนกับของ PT10 พอลองเอาไม้ทั้งสองอันมาเหวี่ยงๆดูก็ อื้ม! ใช้ได้ เป็นอันว่าจบครับ เดี๋ยวจะเอาไปขึ้นเอ็นลองตีดู