Pages

Wednesday, August 12, 2009

Head YouTek Speed Pro (Novak Djokovic)

Rating:★★★★
Category:Other
ในที่สุดวันนี้ก็มีเวลาว่างมานั่งเขียนเล่าประสปการณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์เทนนิสอีกแล้ว คราวนี้เป็น Head YouTek Speed Pro ซึ่งเป็นที่ฮือฮากันพอสมควรในเว็บบอร์ดของต่างประเทศ ผมเองก็รอมานานเหมือนกันแต่ในเมืองไทยไม่มีกริปขนาด 4-3/8" เลยต้องไปซื้อกันถึงสิงคโปร์ (ร้าน Transworld Sports) แต่ถ้าใครใช้กริป 4-1/4 ผมแนะนำให้ซื้อที่เมืองไทยดีกว่าครับ



First Look: ความรู้สึกแรกที่เห็นชอบมากๆ วางแทบไม่ลง สีสันสวยมาก(ทั้งๆที่มีแต่ขาวกับดำ) เฟรมบาง แน่นตัน งานเนี๊ยบมากๆ คราวนี้ผมว่า Head ทำไม้ตัวนี้ออกมาได้เนี๊ยบกว่า Yonex ซะอีก

Grip: กริปเป็นหนังแท้(กลิ่นเหมือนกระเป๋าสตางค์) แต่ค่อนข้างจะแห้งและลื่นไม่เหนียวเหมือนกับของ Gamma ที่ผมชอบที่สุดคือรูปร่างของกริป (grip shape) ที่ Head ทำออกมาไม่แบนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว (แต่เป็นเฉพาะตัว Speed Pro นะครับ ตัวอื่นยังแบนๆอยู่) ซึ่งจับได้ถนัดมือมากๆคล้ายๆกับกริปของ Wilson ผมเดาว่าอาจจะเป็น Grip shape ที่ Djokovic ใช้อยู่ก็ได้

Speed Pro is not Djokovic's racquet: ถึงแม้ว่า Speed Pro จะเป็นไม้ที่มีลายเซ็นของ Djokovic พิมพ์อยู่ แต่มันก็ไม่ใช่ไม้ที่ spec เดียวกับที่เค้าใช้อยู่ในปัจจุบัน มองจาก String Pattern ก็รู้ Speed Pro เป็นแบบ 16x19 แต่ตัวที่ Djokovic ใช้จริงๆเป็น 18x20 ซึ่งเรื่องนี้ทาง Head ออกมาชี้แจงว่า Djokovic ได้เปลี่ยนมาใช้ Speed MP 18x20 แล้ว

First Hit: ผมเพิ่งได้ตีไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงแล้ว ก็ยังพยายามปรับตัวให้ชินกับไม้ตัวนี้อยู่ ยอมรับว่าไม้ตัวนี้ตียากมากๆ ด้วยความที่น้ำหนักของไม้ตัวนี้ค่อนข้างเยอะทำให้ต้องโหมกันเต็มที่ ยังไงก็ยังไม่ชินซะที ถ้าจะให้เปรียบเทียบเหมือนกับไม้ตัวนี้เป็นลูกผสมประมาณว่า พ่อเป็น Head Radical แม่เป็น Babolat Pure Drive แต่โดยรวมแล้วออกมาทาง Radical มากกว่า ความรู้สึกแรกที่แยกแยะออกมาได้ 2 อย่างคือ

ความรู้สึกที่ก้านไม้: ผมคาดหวังกับไม้ตัวนี้สูงมาก ถ้าดูจากคำบรรยายสรรพคุณว่า d3o จะปรับ stiffness ของตัวเองได้ ง่ายก็คือเวลาที่อัดลูกหนักตัวเฟรมจะแข็งขึ้น แต่ถ้าเป็นช็อตเบาๆ stiffness จะลดลงทำให้ก้านไม้มีความอ่อนตัวลง แต่เท่าที่ลองๆมาผมว่ามันก็แข็งโป๊กอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะตีเบาหรือหนักแค่ไหนก็ตาม ไม้ไม่ค่อยดีดลูกเนื่องจากไม่มีความอ่อนตัว (flex) ของก้านไม้เหมือนกับ Wilson USK90 ถ้าต้องการ Power ก็ต้องโถมกันสุดตัว ความแข็งของก้านคล้ายกับ Babolat Pure Drive ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นว่า d3o มันช่วยยังไง

ความรู้สึกที่หน้าไม้: ผมขึ้นเอ็น hybrid ของ Boris Becker ไว้ที่ 55 ปอนด์ เมื่ออัด flat จะไม่ค่อยรู้สึกถึง feel ของหน้าไม้เท่าไหร่ หน้าไม้นิ่งใช้ได้ แต่ power น้อยมาก Shots แรกๆที่ตีไม่ข้ามเน็ทเลย ผมให้เพื่อนผมลองก็เจอปัญหาเรื่อง power เหมือนกัน แต่พอลองปรับวงซวิงโดยพลิกข้อมือให้เปิดมากขึ้นแล้วใส่ spin เข้าไปจะเริ่มเห็นความโดดเด่นออกมา ลูกที่หวดออกไปจะพุ่งมากกว่าเดิมและหนักแน่นขึ้น Head Speed Pro ให้สปินได้ "หนักแน่นและคมมากๆ" แล้ว power ก็มากกว่าตอนที่ตี flat ซะอีก ตรงนี้ผมว่ามันคล้ายๆ Head Radical อยู่เหมือนกัน แต่ spin เยอะกว่า ในแง่ของ Spin แล้ว ผมอยากจะเทียบกับไม้อีกตัวนึงคือ Babolat AeroPro Drive (APD) ผมว่า APD จะให้ RPM (Rotation Per Minute) ที่สูงกว่า แต่ Speed Pro จะให้ทั้ง RPM ที่โอเคแต่ให้ Feel ที่หนักแน่นกว่าเห็นๆครับ Slice ก็โดดเด่นเช่นกันความที่เป็นไม้หน้ากว้างทำให้เอ็นกัดบอลได้ยาวกว่าแล้วน้ำหนักของไม้ช่วยเพิ่ม momentum ให้ลูกพุ่งดีมากๆ

แล้วยังไงต่อ: เท่าที่ลองๆมาผมว่ามันก็มีความพิเศษแตกต่างจากไม้ที่ผมได้เคยลองๆมาเหมือนกัน โดยรวมๆมันเป็นไม้ที่น่าลองสำหรับคนที่ชอบตี Spin แต่ต้องการ feel ที่หนักแน่นเป็นพิเศษ ไม่กลวง (hollow) เหมือนไม้น้ำหนักเบาตัวอื่นๆ หรือใครที่เคยเป็นขาประจำของ Head Radical ผมว่า Speed Pro ก็น่าลองเหมือนกันครับ ...ผมยังมีชั่วโมงบินกับ Head Speed Pro น้อยเกินไปกว่าที่จะให้ความเห็นได้อย่างละเอียด ก็ไว้ผมได้ลองเล่นมากกว่านี้ จะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมครับ

ขอขอบคุณ Sport Nova ที่ให้เอ็น Boris Becker B-Xtreme กับ Sensor มาลองครับ







ผมว่า L5 Swing Index ไม่ค่อยตรงเท่าไหร่นะ ผมว่า Head Prestige (L7) ของผมตีง่ายกว่าอีก


น้ำหนัก 335g ดูแล้วเหมือนจะมากมายอยู่แต่พอจับมาลองซวิงดูจะพบว่ามันไม่ได้หนักอย่างที่คิดครับ


พอใส่ Dampener เข้าไป Speed Pro ก็ดูดีขึ้นอีกเยอะเหมือนกัน


Grommet เป็นแบบ Teflon เพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างเอ็นกับตาไก่

Saturday, July 25, 2009

Volkl and Boris Becker Strings

Rating:★★★★
Category:Other
Volkl Gripper: Feel is everything
ถ้าเน้นที่ feel ล้วนๆก็ต้อง Volkl Gripper เลยครับ เท่าที่ลองๆมา Gripper เป็นเอ็นที่รีดเอา feel ที่แท้จริงของไม้ออกมาได้ดีมากๆตัวนึง ผมเอา Gripper ไปขึ้นบน Head PC600 มาแล้วปรากฎว่า "ใช่เลย" Feel ออกดิบๆแน่นๆ ได้ใจมาก สปินดีเพราะเอ็นกัดบอลดีพอควร แต่ผมไม่ค่อยได้สังเกตถึงความนุ่มนวลเท่าไหร่นะ (ผมได้เอาไปลองขึ้นบน PB10 เหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะเวิร์คเท่ากับชุด hybrid) ใครมีไม้กราไฟต์เก่าๆที่มี feel ดีๆ หรือไม้ที่มีเอ็น 18x20 ผมแนะนำ Gripper เลยครับ ผมได้ไปลองเจ้าตัว Gripper มา 3 ครั้งแบบ full job บน Head PC600 (18x20) แล้วผลมีคร่าวๆดังนี้ครับ



- เทียบกับ Babolat Xcel Premium 17 ตัวเก่า (ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว ตัวใหม่ก็ไม่ค่อยเวิร์ค เด้งเกินไปหน่อย) ที่ความตึงเท่ากัน: power พอๆกันแต่เด้งน้อยกว่าและนุ่มน้อยกว่า ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะหลายๆคนมักจะมองหาความนุ่มนวลจากเอ็น multifilament แต่ Gripper นี่จะออกแนว Firm & Dead & Raw มากกว่า (แต่ก็ไม่แข็งโป๊กเหมือนพวกเอ็น Technifibre) โดยส่วนตัวผมชอบ feel ที่ออกแนวเอ็น dead แบบนี้นะมันรู้สึกว่านิ่งดี control ลูกก็ง่าย จุดเด่นอีกอย่างคือสปิน เอ็นกัดบอลดีมากขนาดไม้หน้าเล็ก 93 และเอ็นถี่ขนาด 18x20 ยังพอปั่นสปินได้

- เทียบกับ Pro Supex Maxim Touch 17 ที่ความตึง 50 lbs: คล้ายกันมากๆ คือเอ็นให้ความรู้สึกที่ดิบพอๆกัน power ก็พอๆกัน ไม่รู้ว่าเอ็นที่มาจาก German มันมาจากที่เดียวกันหรือเปล่า แต่มันก็มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ Gripper รักษาสภาพเอ็นได้ดีกว่า ผิวเอ็นลื่นไม่โทรมเร็วเหมือน Pro Supex Maxim Touch เอ็นไม่ค่อยเคลื่อนเท่าบนไม้หน้า 18x20



Boris Becker Bomber: the pillow
เท่าที่ผมสังเกตช่วงนี้มีเอ็น co-poly ออกมาเยอะอยู่ ที่ผมได้ลองแล้วชอบมากๆก็มี Boris Becker Bomber ครับ Bomber ตัวนี้เป็น Co-Poly จากค่าย Boris Becker ทางตัวแทนจำหน่ายบอกว่านุ่มน้อยกว่า Gut อยู่นิดนึง ผมก็เชื่อครึ่งนึงเพราะที่ผ่านมา Boris Becker ทำเอ็น Hybrid (Sensor + B-Xtreme) ได้ดีถูกใจมาก กระด้างน้อยกว่า hybrid ตัวอื่นๆ ผมขึ้น Bomber บน KPS88 ที่ 55 ปอนด์ซึ่งเดิมขึ้น Pro Supex Maxim Touch ซึ่งเป็นเอ็น multifilament ไว้ทีประมาณ 50-52 ปอนด์ ปรากฎว่า Boris Becker Bomber นุ่มกว่าเยอะ นุ่มเหมือนหมอนหนุนเลยก็ว่าได้ น่าแปลกใจที่เอ็น Co-Poly นุ่มกว่าเอ็น Multi แล้ว power ก็เยอะกว่าด้วยทั้งๆที่ความตึงมากกว่า จะเรียกว่าเอ็นพลังช้างสารเลยก็ว่าได้ มันเลยทำให้ KPS88 เล่นง่ายกว่าเดิมเยอะเลย โดยรวมผมว่า Bomber เหมาะกับคนที่ชอบตีเน้น flat ครับ ใครที่ชอบเอ็นนุ่มๆแนว multi หรือ gut น่าจะลองเอ็นตัวนี้ดูครับ








Boris Becker Sensor & Boris Becker B-Xtreme: the favorite hybrid
ตอนนี้ผมเริ่มติดใจ hybrid แล้ว ที่ชอบสุดๆก็เป็น Boris Becker Sensor กับ Boris Becker B-Xtreme ครับ เป็นชุด hybrid ที่เด่นในเรื่อง feel กับ power ตอนนี้ผมใช้เป็นเอ็นหลักบน Technifibre TF320 VO2 Max กับ Volkl PowerBridge 10 Mid ซึ่งมี 16x19 string pattern ทั้งคู่ เอ็นล็อคตัวกันดีมาก อาจเป็นเพราะเอ็น poly (B-Xtreme) ที่นุ่มกว่า poly ตัวอื่นๆทำให้มันเกาะกับเอ็น multi (sensor) ได้ดี ตีแล้วให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่า hybrid หลายๆชุดที่ลองมาครับ ผมว่าช่วงหลังๆนี่ Boris Becker ทำเอ็นออกมาได้โดนใจมากๆโดยเฉพาะเรื่อง"ความนุ่ม"






Volkl Cyclone: the spin maker
Volkl Cyclone เป็น Soft Co-Poly ที่ค่อนข้างจะ "เหลี่ยมจัด" ครับ มีประมาณ 10 เหลี่ยมได้มั๊งเนื้อเอ็น เมื่อขึ้นแบบ full job จะพบว่าหน้าไม้สากมาก ลูบๆนี่มือมีถลอกแน่นอน น่าจะกัดบอลได้ดี มีทั้งเบอร์ 17 และ 18 เท่าที่ลองเดาะดู Firm ดีครับ คนที่ใช้ MSV Hex มาน่าจะลองดูนะ ผมเอา Cyclone ไปขึ้นบน Volkl PB10 Mid ที่ 55 ปอนด์ปรากฎว่า stiff มากๆ รู้สึกเลยว่าหน้าไม้ weak ลงไปเยอะ power น้อย แต่ปั่นลูกได้หมุนติ่วสมชื่อ cyclone เลยทีเดียว ผมตั้งสมมติฐานไว้ว่ามันไม่น่าจะเหมาะกับไม้หน้าเล็กๆเท่าไหร่ ทีนี้ผมเอามาลองใหม่บนไม้ที่หน้าใหญ่ขึ้นเช่น Wilson K Pro Open (100 sq.in) กับ Volkl PowerBridge V1 (102 sq.in) ปรากฎว่าเวิร์คกว่าจริงๆด้วยเพราะมันลด power ที่มีอย่างมากมายในไม้เหล่านั้นลงมาในระดับที่ควบคุมได้ในขณะที่ได้ spin potential เพิ่มเข้ามา ใครที่จับกริปแบบ Extreme Western น่าจะชอบเอ็นตัวนี้








Special Thank: ขอขอบคุณ Sport Nova (081-836-7042) ที่ให้เอ็นมาลองครับ

Friday, May 22, 2009

Volkl Powerbridge 10 Mid

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้ทาง Sport Nova โทรมาบอกว่ามีไม้เข้ามาใหม่ 4 ตัว ในนั้นมี 2 ตัวที่น่าสนใจมากคือ Volkl PowerBridge 10 Mid และ Boris Becker Delta Core Legend โดยเฉพาะตัวหลังนี่ได้ข่าวว่าเป็นไม้ generation ใหม่ของ Puma Boris Becker Super ที่โด่งดังในอดีต ทางคุณเกียรติเจ้าของร้านใจดีมาก พอของมาปุ๊บขึ้นเอ็นใหม่ให้ลองกันเลย ต้องขอบคุณมากๆครับ ใครสนใจไปดูตัวจริงได้ที่ Sport Nova บางกรวยครับ

มาดู spec คร่าวๆของ Volkl PowerBridge 10 MID

- 93 sq.in
- 330g unstrung
- 19mm beam width
- 16x19 string pattern

Day 1: วันนี้ฝนไม่ตก เลยเอาไปลองน๊อคดูปรากฎว่า SURPRISE!!!! เป็น Volkl ไม้แรกที่ผมว่าออกแบบมาได้ลงตัวที่สุด ไม้ที่ผมใช้ขึ้นเอ็น hybrid ของ Boris Becker ไว้ รู้สึกจะเป็นรุ่น Extreme (poly) กับ Sensor (multi) ที่ 53 lbs

วันนี้ตีไปเกือบ 2 ชั่วโมงพบว่าจุดเด่นของ PB10 Mid คือ
1. ซวิงง่ายเป็นธรรมชาติมาก Volkl ตัวอื่นๆที่ว่าซวิงง่ายแล้ว PB10 Mid นี่ง่ายกว่าอีก
2. Feel ตอนลูกกระทบเอ็น หนักแน่นมากๆ แน่นกว่า Volkl ทุกตัวที่ลองมา หน้าไม้นิ่ง stable กว่าหน้า 98 และ BB 11 Mid เยอะ อาจเป็นเพราะ swingweight ของไม้มันแมทช์กับ timing ของผมแล้วก็การออกแบบที่เสริมน้ำหนักตรงบริเวณ 3 และ 9 นาฬิกาที่ช่วยถ่วงให้หน้าไม้นิ่งขึ้น
3. Power เยอะกว่าที่คิดไว้ครับ ไม่ต้องโหมเหวี่ยงกันทั้งแขน ถ้าเล่นแบบเน้นข้อมือจะเวิร์คมากๆ ลูกพุ่งดีดตัวดี

ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยชอบไม้ของ Volkl เท่าไหร่ แต่ตัวนี้อย่างที่บอกครับว่าชอบมาก หลังจากตีเสร็จก็ว่าจะเอาไปคืนที่ร้าน แต่นึกไปนึกมาก็เสียดายที่จะปล่อยไม้ดีๆไป เลยตัดสินใจซื้อเก็บไว้เองเลย (สงสัยเร็วๆนี้อาจต้องมีปล่อยของเก่าออกกันบ้าง) ใครอยากได้ รีบๆหน่อยละกัน ราคาไม่แรงอย่างที่คิด







Day 2:
Groundstroke: หัวไม้ที่เร็วกว่าทำให้หลายๆ shot มันง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องโถมกันทั้งตัว การตีแบบเน้นข้อมือจะเหมาะกับไม้ตัวนี้มาก
Stability: หน้าไม้นิ่งพอๆกันเพราะปริมาณเนื้อ graphite ที่พอกตรง 3 และ 9 นาฬิกา ช่วยไว้ได้เยอะ แล้ว Volkl ก็พอกได้เนียนกว่าพวก PWS ของ Wilson เยอะเลย ดูรูปด้านล่างละกัน
Power: PB10 Mid ให้ power ที่มากกว่า แต่ power ที่ได้จะมาจากการเร่งสปีดหัวไม้เป็นหลัก ไม่เหมือนกับ Tour 10 ที่ power มาจากโมเมนตัมของน้ำหนักไม้
Spin: ง่ายเพราะหัวเบา ผมลองตีเปรียบเทียบกับ PS85 ปรากฎว่า PB10 Mid ปั่นลูกที่กระดอนต่ำได้ดีพอๆกับ PS85 เลยทีเดียว
Slice: รู้สึกว่าฟัน backhand slice ได้มั่นใจขึ้น ฟันลูกได้ขาดและเต็มวง ถ้าเทียบกับ PS85 แล้ว PS85 ก็ slice ดีแต่เหมือนว่าฟันได้ไม่ค่อยขาดเท่าไหร่แต่ลูกพุ่งลึกกว่า ถ้าเป็น PB10 Mid ก็จะลูกหมุนกว่าแต่จะไปตกสั้นกว่า


Boris Becker Delta Core Legend -- Demo

Rating:★★★
Category:Other
คราวนี้มาถึงคิวของ Boris Becker Delta Core Legend ซึ่งหลายๆคนคาดการณืกันว่าเป็นไม้ generation ใหม่ของ Puma Boris Becker Super ที่โด่งดังในอดีต เห็น spec แล้วก็น่าจะเป็นไม้ classic ได้เลย

- 98 sq.in
- 18x20
- Nearly box beam (20mm)
- 330g unstrung
- Even balance
- No shock absorbing handle
- Full CAP grommet

Short Review: โดยรวมแล้วผมคิดว่าเป็นไม้ที่อยู่ในระดับที่โอเคครับ ไม่มีอะไรที่โดดเด่นออกมาอย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะ spec ที่ใกล้เคียงกับ Dunlop Aerogel 200 ที่ผมใช้อยู่ ความคาดหวังเลยสูงตามขึ้นไปด้วย

Groundstroke: ผิดจากที่คาดกับไม้ Boris Becker ครับ ไม้หัวไม่เบาเหมือนที่คิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ CAP grommet ที่ทำให้น้ำหนักหัวเพิ่มขึ้นหรือเปล่า โฟร์แฮนด์ต้องซวิงกันเต็มๆวงแล้วก็ลากยาวๆ แต่ถ้าแบ็คแฮนด์มือเดียวนี่เด็ดมาก ทั้ง flat และ slice ตีได้แน่นและลูกพุ่งดี แต่ถ้าเทียบกับ AG200 ผมว่า BB Legend ต้องออกแรงเยอะกว่า ตีแล้วเหนื่อยเร็ว ไม่ค่อยเหมาะกับคนที่เล่นแนว baseliner เท่าไหร่
Power: ต่ำกว่าที่คาดและก็ต่ำกว่า AG200 อยู่เยอะเหมือนกัน แต่ถ้าคนที่เล่น agressive game อาจจะชอบนะ ผมว่ามันคล้ายๆกับไม้ตระกูลพวก Head Radical หรือ Wilson KBlade 98 นะ เพราะมันเหมาะกับการยิงจากกลางคอร์ทมากกว่า
Feel: กลวงๆตื้อๆ (Hollow & Muted) ถ้าเทียบกับ Dunlop AG200 ยังห่างไกลอยู่ครับ






Friday, May 8, 2009

miAdidas - Create Your Own Shoes

Rating:★★★★★
Category:Other
miAdidas - Barricade V

วันก่อนไปเดินเล่นแถว Central World ก็ไปพบอะไรอย่างนึงน่าสนใจที่ Adidas Shop ผมเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้รองเท้ากีฬาเค้า customize กันได้แล้ว บริการแบบนี้เค้าเรียกว่า miAdidas ครับ สำหรับรองเท้าเทนนิส เค้ามี Mold ที่เป็น Barricade 5 ที่เราสามารถเลือกสี ความแข็งของพื้น วัสดุบุภายใน พื้น และที่สำคัญ "ความกว้างของเท้า"

ผมเป็นคนที่มีปัญหากับเรื่องขนาดความกว้างรองเท้ามาก ถ้าวัดแค่ขนาดความยาวเท้า ผมจะใส่แค่เบอร์ 8.5-9 แต่เนื่องจากเป็นคนเท้ากว้าง ที่ผ่านมาเลยต้องซื้อเบอร์ 10 ตลอดเพื่อให้ใส่ได้ แต่พอใช้ไปเรื่อยๆก็เกิดปัญหาว่ามันเหลือพื้นที่ตรงส่วนปลายเท้ามากเกินไป เวลาวิ่งแล้วมันไม่ค่อยกระชับ แล้วตอนเขย่งส้นเท้าก็เกือบจะล้นออกมา

วันแรกๆที่ไปดูทางร้านเค้าก็แนะนำให้ไปลอง customize ดูในเว็บไซท์ก่อน http://www.miadidas.com/us/Main.action


จนกระทั่งเมื่อวานเลยตัดสินใจลองดู เอาวะ! ไม่ลองก็ไม่รู้ ผมเลือกแบบที่ Tsonga ใช้อยู่ซึ่งออกแนวเหลือง-ดำ แบบ Bumblebee ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่
1. วัดความกว้าง-ยาว: Adidas เค้ามีรองเท้าให้ลองเกือบทุกเบอร์ แต่ละเบอร์มร 3 ความกว้าง Narrow, Standard, Wide
2. น้ำหนัก: ถ้า 85 กก. ขึ้นไปควรเลือกพื้นแบบ Firm
3. เลือกสีด้านนอก-ใน และเชือก ซึ่งมีประมาณ 7-8 สีให้เลือก
4. เลือกสีรูตาไก่: เงิน-ทอง
5. เลือกวัสดุบุด้านใน: Standard หรือ Comfort
6. ประเภทพื้นให้เหมาะกับพื้นคอร์ท: Hard Court หรือ Clay Court
7. เลือกลายธงชาติเพื่อปักบนลิ้นรองเท้า ถ้าไม่เอาก็จะเป็นลาย Adidas ธรรมดา
8. เลือกพิมพ์ชื่อบนส้นรองเท้าตรงที่เคยมีคำว่า Barricade

miAdidas - Bumblebee: Designed by Tsonga



Personalize ได้ด้วย


สีแนว Navy Blue นี่ก็ดูแจ่มกว่าสีเงินหรือสีขาวที่เป็นตัว retail ในปัจจุบันเยอะเลย



คู่นี้ผมลอง custom ให้ Federer ดูครับ



หลังจากเสร็จเรียบร้อยทางร้านจะส่ง order ไปตัดที่เมืองจีนซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ราคาต่อคู่อยู่ที่ 7,500 บาทแต่ถ้าเป็น US จะอยู่ที่ $140 ซึ่งก็แพงเอาเรื่องอยู่ แต่เท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการเล่นเทนนิสครับ ถามว่าคุ้มมั๊ยผมว่ามันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เท่าที่ถามๆเพื่อนผมที่ Singapore มาเค้าบอกว่า miAdidas มันอยู่ได้นานเกินกว่า 1 ปีซึ่งก็นานกว่า Barricade ทั่วไปเพราะมันฟิตดีกว่าทำให้ลดการเสียดสีภายใน รองเท้าเลยไม่ขาดง่าย แล้วเค้าก็ค่อนข้างจะพอใจกับรองเท้ามากๆ ลองอ่าน BLOG ของ Nawin ดูครับ

http://www.regentville.com/2008/01/mi-adidas-custom-barricade-tennis-shoes.html

สำหรับผู้ที่สนใจ miAdidas ในเมืองไทยมีที่เดียวคือที่ Central World แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ไปอีกนานแค่ใหน ถ้ามีโอกาสลองแวะไปดูครับ

Update 5/30/2009: มาแล้วครับ หลังจากรอมาเกือบ 3 อาทิตย์ Adidas Barricade V Tsonga ตัวจริงดูดีกว่าในรูป สีสันกัดตาสุดๆ ลองใส่ดูแล้ว ฟิตเปรี๊ยะ กระชับมาก เดี๋ยวเสาร์-อาทิตย์นี้จะเอาไปลองแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังครับ ตอนนี้ดูรูปกันไปก่อน