Pages

Sunday, August 14, 2011

Pro Stock Racquet Collection

Rating:★★★★★
Category:Other
Dunlop Aerogel 300 Tour - Jurgen Melzer



Dunlop Aerogel 200 Paintjob - Tomas Berdych





Head PT10 FlexPoint Mid Paintjob - Marat Safin





Head PT10 Liquid Metal Prestige Mid Paintjob - Marat Safin






Head PT57A Microgel Prestige MP Paintjob - Gilles Simon









Head PT57E FlexPoint Prestige MP Paintjob - Ernest Gulbis


Head PT57A 16x19 YouTek Radical Pro Paintjob - Andy Murray







Head TGK 260.2 YouTek Radical MP Paintjob - Tomas Berdych & Bernard Tomic









Technifibre TF 320 VO2 Max Paintjob - Fernando Verdasco











Wilson K95 Paintjob (90 sq.in headsize)









Wilson BLX Six One Tour 90 Paintjob - Roger Federer










Wilson H19 BLX Blade Tour Paintjob - Melanie Oudin




Wilson H22 K Blade Tour 93 - Paintjob Novak Djokovic







Wilson H22 BLX Blade 98 Paintjob - Ernest Gulbis





Yonex MP-1 Paintjob - Lleyton Hewitt






DONNAY X-Red 99

Rating:★★★★★
Category:Other


วันนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ DONNAY X-Red 99 ซึ่งเป็นไม้ระดับกลางๆ (ทั้ง power กลางๆและ stiffness กลางๆ) หน้า mid plus เอ็น 16x19 ที่ ทาง DONNAY ออกแบบมาให้กับนักเทนนิสระดับ Intermediated ไปจนถึง Advanced มาเล่าสู่กันฟังครับ ผมเชื่อว่า DONNAY ออกแบบไม้ตัวนี้เป็นตัวแรกก่อนที่จะออกแบบไม้ตัวอื่น เพราะเป็น spec ไม้ที่ RPNY เห็นว่าลงตัวที่สุด ไม้ตัวนี้ยังเป็นไม้ที่ Jim Courier ใช้ใน Senior Tour ด้วย

Spec
ขนาดหน้าไม้: 99 ตารางนิ้ว
น้ำหนักไม่รวมเอ็น: 310 กรัม
บาลานซ์ไม่รวมเอ็น: 315 มม.
บาลานซ์รวมเอ็น: 5 Points HL
แพ็ทเทิร์นของเอ็น: 16x19
ความแข็ง: RA67
ความหนาของเฟรม (หัว/คอ/ก้าน): 15/18/17 มม.
ความยาว: 27 นิ้ว

ผมลองเล่น X-Red 99 ไม้ตัวนี้มาอยู่หลายเดือนเพื่อหาจุดเด่น/จุดด้อยต่างๆตั้่งแต่ปลายปีที่แล้ว ผมยอมรับว่าเมื่อลองครั้งแรกๆหาจุดเด่นไม่เจอ แต่พอได้ลองเปลี่ยนเอ็นไปเรื่อยๆ จะพบส่วนผสมที่เหมาะสมแล้วทำให้ไม้ตัวนี้โดเด่นขึ้นมา

Solinco Tour Bite 100% ที่ 55 lbs: Feel แปลกๆ ไม่ค่อยแน่นเหมือนกับตอนขึ้นไม้ 18x20 แต่ power ดีมาก
Solinco Tour Bite + Toalson Synthetic ที่ 55 lbs: อันนี้ดีขึ้นมาทันตาเห็น ได้ feel แบบดิบๆเพิ่มขึ้นมาเป็นกอง แต่ power ก็ลดลงไป
Solinco Barb Wire ที่ 55 lbs: Power อยู่ระหว่างสองชุดแรก แต่ผมว่าชุดนี้ลงตัวสุด ให้ firm feel ที่แน่น แต่ไม่กระด้าง นักกีฬาเยาวชนที่ใช้ Red 99 มักจะใช้ set up นี้
เอ็นสี่เหลียมของ Solinco ที่ 55 lbs: แข็งไปนิด แต่ feel แน่นมาก เอ็นล็อคตักันดีกว่าเอ็น poly ทั่วไป



ทีนี้มาพูดถึงตัวไม้ตอนที่ลองกับเอ็น Solinco Barb Wire นะครับ

ความคล่องตัว/ความแน่น: ต้องหยิบมาพูดสองเรื่องพร้อมๆกันเป็นจุดแรก เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ X-Red 99 มีความพิเศษ เพราะปกติแล้วความแน่นกับความคล่องตัวจะไม่ค่อยมาด้วยกัน ไม้ตัวนี้ให้ความคล่องตัวสูงกว่าไม้เทนนิสในระดับน้ำหนักใกล้ๆกันด้วยเฟรมที่บางกว่าในขณะที่ให้ feel ในการตีบอลที่หนักแน่นและมันส์ (แต่ต้องตีแม่นพอสมควรนะ) ถ้าจะเปรียบเทียบกับรถยนต์ก็น่าจะเทียบได้กับ BMW Series 3 ที่อัตราเร่งกับความแน่นของช่วงล่างมาพร้อมกัน แต่คนขับก็ต้องมีประสปการณ์มาระดับนึง หรือถ้าจะเทียบกับไม้เทนนิสด้วยกันผมว่ามันอยู่ระหว่าง Head Radical MP กับ Head Prestige MP ซึ่งได้ความคล่องตัว 120% ของ Radical แต่ได้ความหนักแน่น 80% ของ Prestige MP

Ground Stroke: ไม้ตัวนี้ต้องใช้เวลาปรับตัวกับมันนานพอสมควรครับ แต่พอเริ่มปรับวง เข้าบอลเร็ว ปรับจังหวะตีเข่นบอลได้ ก็จะพบว่า X-Red 99 ให้ Groundstroke ที่มันส์มาก ยิ่งตียิ่งรู้สึกว่า แรงได้อีก แรงได้อีก ทั้ง forehand และ backhand มือเดียว ใครที่ชอบเล่นเกมเดี่ยวแบบไล่ทุบน่าจะชอบไม้ตัวนี้ครับ แต่ต้องตีแม่นพอสมควร เนื่องจาก sweet spot อยู่ต่ำ ต้องเข้าบอลเร็ว สิ่งนึงที่ช่วยให้ถือไม้ตัวนี้ได้นานๆคือน้ำหนัก 310g ที่หลังจากเช็คกับนักกีฬาหลายๆคนแล้วพบว่า 310g เป็นน้ำหนักที่กำลังดี ถ้า 320g จะเริ่มมีปัญหาการล้าถ้าต้องตี Groundstroke กันยาวๆครับ ถ้าใครชอบเกม baseline อย่างเดียวที่ต้องอาศัยไม้อ่อนๆ หรือ all court อย่างเดียว ที่ต้องอาศัยไม้เบาๆ อาจจะรู้สึกว่าไม่โดนเท่าไหร่ แต่ถ้าหาอะไรที่อยู่ระหว่างกลางผมว่า X-Red 99 ลงตัวเลยครับ

Power: กลางๆครับ ลำพังน้ำหนักไม้ไม่ได้ช่วนในเรื่อง power เท่าไหร่ X-Red 99 จะคล้ายๆกับไม้ pro stock คือ power จะซ่อนอยู่ใน sweet spot ที่เล็กๆ แต่เมื่อตีโดนจะได้ power ที่รุนแรงได้ใจ sweet spot ไม่ได้สูงไปทาง 12 นาฬิกาแต่จะออกกว้างไปทาง 3/9 นาฬิกา เพื่อเน้นความเสถียรของหน้าไม้มากกว่า X-Red 99 ตัวนี้ออกแบบมาเพื่อสไตล์ไล่ทุบ power มันจึงไม่ได้มีเหลือเฟือ ผมแนะนำให้ใช้การปรับเอ็นช่วยเพิ่มและลด power จะดีกว่า ถ้าจะเอา power ล้วนๆก็ Solinco Tour Bite 52-55 lbs ได้เลย แต่ผมมองว่าไม้ตัวนี้ขึ้นเอ็นที่ power น้อยลงมานิดนึงดีกว่า ถ้าได้ feel แบบมี synthetic ผสมอยู่ด้วยจะเพิ่มความันส์ในการตีเข่นได้ดีมาก (เหมือนขับ BMW Series 3)

Volley: X-Red 99 มี sweet spot ที่อยู่ในแนวกว้างช่วยให้การ slice และ volley มีความมั่นคงดีมาก แต่ผมก็ไม่ได้มองว่า Red 99 เป็นไม้แนว serve & volley นะครับ ตอนที่ลอง volley ผมใส่ slide weight ครบทั้ง 3 ด้าน แต่ไม่ถ่วง butt cap เพิ่ม

Spin: ถือว่า ok ครับสำหรับไม้น้ำหนัก 310g ถ้าเทียบกับ Yellow 99 หรือ White 99 ผมให้ Yellow 99/White 99 ชนะขาด

บทสรุป: X-Red 99 เป็นไม้ระดับกลางๆ ที่ให้ feel ในการตีแบบมันส์ๆ เร็ว แรง คล่องตัว (ผมเรียกว่า Forever Young Feel ก็ไม่น่าจะผิด) เหมาะสำหรับคนที่เล่นเกมแบบ Aggressive All-Court ที่ต้องอาศัยการเข้าบอลเร็วเพื่อไล่ทุบ ดาบหนึ่ง ดาบสอง ดาบสาม... การเพิ่มหรือลด power แนะนำให้ใช้การปรับเอ็นเป็นหลักครับ ใครที่ตี Wilson K95, Wilson BLX95, Dunlop 200/300/300Tour, Head Prestige MP, Head Radical MP, และ Babolat Pure Storm น่าจะลองไม้ตัวนี้ดูครับ


Saturday, July 16, 2011

Boris Becker London Tour

Rating:★★★★
Category:Other
พอดีเมื่อวันก่อนเพิ่งได้ไม้ใหม่ Boris Becker London Pro จากทางตัวแทนแบรนด์ Boris Becker มาสดๆร้อนๆซี่งมี spec อยู่ก้ำกึ่งระหว่าง Head PC600 กับ Volkl PB10 ซึ่งเป็นไม้ในตำนานทั้งคู่ ตามความรู้สึกของผม Volkl PB10 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจับกลุ่มผู้ใช้ Wilson Pro Staff 85 ในขณะที่ Boris Becker London Tour จับกลุ่มผู้ใช้ Head Prestige Classic 600

ทันทีที่ขึ้นเอ็นเสร็จ (เอ็นมัลติ Volkl V-Feel) ก็เอาไปให้เพื่อนๆประมาณ 10 คนได้ลองใน CV Midnight Tennis มี feedback ที่หลากหลายดังนี้ครับ



Spec:
Head size: 93 sq.in
Unstrung weight: 320g
String pattern: 18x20
Balance: 315 mm.
Beam width: 19.5 mm
Stiffness: ไม่น่าถึง 60

รูปร่างและสีสัน: เรื่องคุณภาพสีสันบอกได้คำเดียวว่า "เยี่ยม" โครงสร้างไม้เป็นกึ่ง box beam หนา 19.5mm ให้ความรู้สึกที่ดีตอนจับขึ้นมาซวิงลม หน้าไม้เรียวขึ้นกว่าไม้ Volkl รุ่นก่อนๆ

Feel: คล้ายๆกับ C10 Pro คือเป็น feel ของ Volkl แบบดั้งเดิม ไม้ก้านค่อนข้างอ่อนเหมาะแก่การเล่นเกม baseline ไม้ซวิงหนักกว่า PB10 นิดนึงแต่ยังเบาพอที่จะถ่วงตะกั่วเพิ่มได้

Groundstroke & Power: คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า power น้อยมาก คล้ายๆกับ Volkl C10 Pro ที่ต้องบิดเอวกันสุดๆเพื่อออกแรงส่งในการ drive บอลให้ข้ามเน็ท ผมเองก็รู้สึกว่า power มันน้อยกว่า PC600 เห็นๆ เนื่องจากเป็นไม้ control แบบ hard core จริงๆ ที่ sweet spot ค่อนข้างเล็ก และอยู่ต่ำ ถ้าตีไม่โดน sweet spot ลูกมุดเน็ตง่ายมาก แต่ถ้าตีเข้าจุดจะให้ feel ที่เยี่ยมมากๆ จุดที่น่าจะแก้ไขได้คือเปลี่ยนเอ็นจาก multi เป็น poly เพื่อช่วยในเรื่อง power

Stability: ปัญหาเรื่องความเสถียรของหน้าไม้ก็มีบ้างถ้าตีไม่โดน sweet spot ผมว่าจุดนี้ PB10 ทำได้ดีกว่า แต่ถ้าสามารถซ่อนตะกั่วเพิ่มไว้ที่ 3-9 นาฬิกา ผมว่าจะช่วยได้เยอะเลย

บทสรุปคร่าวๆ:
1. London Tour เป็นไม้ control จ๋าๆ (ไม่ได้คล้ายกับ London ตัวเก่าเลย) ถือว่าเป็นไม้ที่เล่นยาก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเล่นได้ ที่ลองๆมามีแค่ 3 ใน 10 คนที่บอกว่าชอบ ไม้ตัวนี้เหมาะกับ baseline game เนื่องจากคอไม้ค่อนข้างอ่อน
2. คนที่ตี C10 Pro, KBlade Tour หรือ PK Redondo มาก่อน ก็น่าจะตี London Tour ได้ แต่ควรเปลี่ยนเอ็นมาใช้เอ็น poly แบบเต็มหน้า หรือ hybrid ระหว่าง poly กับ synthetic เพื่อให้ได้ power ที่สูงขึ้น
3. สำหรับแฟนๆ Head PC600 ถ้าต้องการให้ London Tour แน่นนิ่งขึ้นมาอีกระดับนึงและยืด sweet spot ให้สูงขึ้น จะต้องมีการถ่วงตะกั่วเพิ่มแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะต้องถ่วงยาวจาก 3-12-9 นาฬิกากันเลยทีเดียว ไม่แปลกครับ ไม้ Head Pro Stock PT10 ของผมตอนมาใหม่ๆก็ถ่วงแบบนี้เพราะน้ำหนักไม้เปล่ามันแค่ 320g เนื่องจาก London Tour ใช้ CAP grommet เพราะฉะนั้นการซ่อนตะกั่วจะทำได้เนียน แล้วสิ่งต่อไปที่ควรเปลี่ยนคือกริป ควรเปลี่ยนเป็นกริปหนังครับ













Wednesday, June 22, 2011

แนะนำไม้น่าเล่น Pacific X Feel Pro 90 Vacuum

Rating:★★★★
Category:Other
หลังจากที่ได้ลอง Pacific X Feel Pro 90 มาถึงสองครั้งที่ Midnight Tennis ผมว่าไม้ตัวนี้น่าสนใจครับ ก็เลยเข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บ http://www.tennis-warehouse.com/Pacific_X_Feel_Pro_90_Vacuum/descpageRCPACIFIC-PXFLP.html ปรากฎว่าสังเกตเห็นสองอย่าง

1. เป็นไม้ TW Exclusive เพราะฉะนั้นไม่น่าจะมีขายที่อื่น แล้วก็ Limited Supply ด้วย หมดแล้วหมดเลย
2. ราคาลดลงแล้ว จาก 219 USD เหลือ 199 USD แถมเอ็น Classic Gut/Poly Soft hybrid

เนื่องจากได้ลองเล่นแป๊บเดียวก็เลยขอ feedback แบบสั้นๆละกัน

Pacific X Feel Pro 90 เป็นไม้หน้า 90 ที่ "ตีมันส์" และ "ซ่อนน้ำหนัก" ได้ดีมาก มันน่าสนใจตรงที่เป็นไม้ Mid-Sized ที่มีสไตล์ "ตีมันส์" ของไม้ Mid-Plus อย่างพวก Head Radical MP, Wilson KBlade 98, Babolat Pure Storm หรือ Dunlop Biomimetic 300 Tour อยู่ในร่างที่เล็กลง หน้าไม้เรียวยาวมีความคล่องตัวสูงพอๆกับ Volkl PB10 ตีแล้วไม่รู้สึกว่าหนักเหมือน 340-350g ก้านไม้ไม่ได้อ่อนย้วยเหมือน spec ที่บอกว่า stiffness = 59RA เลย จริงๆแล้วน่าจะ 63-67RA ด้วยซ้ำไป เวลา volley ให้ความรู้สึกที่ firm มากๆ ไม้ไม่ค่อยสะบัดหรือกระพือเวลาตีหลุด sweet spot ไม่เหมือนกับตัวไม้ต้นแบบ Fischer Vacuum Pro 90 ซึ่งอ่อนกว่าและสั่นกระพือมากกว่า ส่วน feel เวลาตี groundstroke มันส์อย่างที่บอกไว้ข้างต้น แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกแน่นตันเหมือน Fischer Vacuum Pro 90 ตัวดั้งเดิม (แต่ก็ถือว่าแน่นกว่าไม้รุ่นใหม่ๆที่ให้สไตล์ All-Court คล้ายๆกันเช่น Babolat Pure Storm หรือ Dunlop Biomimetic 300 Tour) ไม้ตัวนี้เหมาะกับคนที่ซวิงเร็วเน้นข้อมือครับ แต่ถ้าชอบซวิงช้าๆยาวๆเน้น plow-thru ก็ไป Fischer Vacuum Pro 90 ตัวดั้งเดิมจะเหมาะกว่าครับ

Monday, June 6, 2011

DONNAX X-Dual Gold 94

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้มีรีวิวของ DONNAY X-Dual Gold 94 มาฝากกันก่อนนอน เป็นรีวิวจาก user คนอื่นล้วนๆ ผมเองเพิ่งจะได้ไม้คืนมาแล้วก็จะทดลองในวันศุกร์นี้ ครับ



ข้อมูลเชิงเทคนิค:
ขนาดหน้าไม้: 94 ตารางนิ้ว
น้ำหนักไม่รวมเอ็น: 310 กรัม
บาลานซ์ไม่รวมเอ็น: 315มม.
น้ำหนักรวมเอ็น: 11.5oz
บาลานซ์รวมเอ็น: 5 Points HL
น้ำหนักซวิงรวมเอ็น: 318
แพ็ทเทิร์นของเอ็น: 16x19
ความแข็ง (RDC): 64
วัสดุด้ามจับ: Cushion
ความตึงเอ็น: 50lbs (+/- 5)
ความหนาของเฟรม (หัว/คอ/ก้าน): 15/18/17 มม.
ความยาว: 27 นิ้ว

Dual Core คืออะไร
Dual Core คือกระบวนการผลิตแร็กเก็ตใหม่ที่ทำให้ผลลัพธ์รวมในเรื่องของ พาวเวอร์ที่สูงขึ้น หน้าไม้มั่นคงขึ้น ความนุ่มนวลสบายมือมากขึ้น และขยาย sweet spot ให้ใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับแร็กเก็ตอื่นๆ จุดอ่อนของแร็กเก็ตโดยทั่วๆไปจะอยู่ตรงที่รอยเชื่อมต่อระหว่างชิ้นส่วนของ Throat บริเวณ 6 นาฬิกา ที่ถูกติดตั้งภายหลังจากที่การหล่อโครงแร็กเก็ตเสร็จเรียบร้อย ซึ่งตรงจุดนี้ก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงานที่ถูกส่งขึ้นมาจากด้ามแร็กเก็ตมาสู่หน้าไม้ ผลลัพธ์คือการสูญเสีย พาวเวอร์ ความมั่นคงของหน้าไม้ และ ความนุ่มนวล กระบวนการ Dual Core ขจัดจุดอ่อนของการเชื่อมชิ้นส่วน Throat โดยการหล่อชิ้นส่วนหน้าไม้ด้วยวัสดุที่ทนแรงดึงสูงเป็นชิ้นเดียวกัน นอกจากโครงสร้างแบบ Unibody ของแร็กเก็ตจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของไม้แล้ว ยังช่วยในเรื่องของการลดการสูญเสียพลังงาน ผลลัพธ์คือ พาวเวอร์สูงขึ้น ความมั่นคงและนุ่มนวลของหน้าไม้มากขึ้น



จุดเด่นที่ทาง Donnay เคลมคือโครงสร้างแบบ Dual Core ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อลด shock ปริมาณมากที่อาจจะลามเข้ามาสู่ ข้อมือ ข้อศอก และ หัวไหล่ โดยเฉพาะ


X-Dual Gold 94 Review by User #1:
ตอนนี้ผมกำลังลองไม้ Donnay X-Gold 94 อยู่ ซึ่งในเรื่องของความ Stable ถือว่าดีมาก ขนาดไม่มี Weight Slide และการถ่วงอื่นๆ แต่เดี๋ยวผมขอลองปรับเอ็นอีกหน่อย เพราะตอนนี้รู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับไม้ ในเรื่องของ Sweet spot ที่มันแปลกๆ คือ Sweet spot มันอยู่เหนือกลางไม้ไปค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เกิดอาการแป๊กขอบไม้ (10 - 2 นาฬิกา ตามเข็มนาฬิกา) ส่วนเรื่องของ Paint Job ผมคิดว่าสุดยอดมากๆ ถ้านำสีดำด้านมาใช้กับโทนสีเจ็บๆ อย่าง X-Blue / X-Orange / X-Yellow น่าจะดี

ทดสอบภาคสนาม:
เมื่อผมได้ทราบว่าจะเป็นหนึ่งในหลายๆคนที่ได้สัมผัสและทดลองเจ้า X-Gold ผมรู้สึกดีใจมาก เมื่อผมได้เห็นตัวจริงสิ่งแรกที่เตะตาผมมากคือ Paint Job สีทอง สีดำด้าน และสีขาว ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความเรียบง่ายแต่ดูโดดเด่น พอได้จับผมรู้สึกว่าไม้มันหนักและแน่น แตกต่างจาก X-Series รุ่นก่อน สีดำด้านทำออกมาได้สวยมากๆ ผิวคล้ายๆกับ Head I Prestige สีขาวที่ทำ Logo ดูดี คงทน ยิ่งดูสีทองที่ทำออกมานั้นคุณภาพของสีแตกต่างจาก X-Series รุ่นก่อน อย่างเห็นได้ชัดเจน สีเนียน ดูคงทน และสวยงามมาก ส่วนใครที่คิดว่าสีที่ขอบไม้จะลอกออกเหมือน Wilson K90 ต้องลืมไปได้เลย เพราะผมก็แป๊กขอบไปหลายรอบในช่วงปรับไม้ แต่สีดำด้านและสีทอง ยังคงติดคงทนสวยงามเหมือนเดิม

Groundstrokes:
ผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ไม่มี Weight Slide และ Butt cap Weight ติดมาให้ผมได้ทดลอง แต่เท่าที่ได้ทดลองในเรื่องของ Groundstroke นั้น X-Gold ทำได้ดีมากๆ หน้าไม้นิ่งกว่าเดิม (ผมเคยลอง X-Blue 94 กับ X-Black 94 พร้อมถ่วงน้ำหนักมาก่อน) speed ball นั้นค่อนข้างดีมาก ผมรู้สึกว่า X-Gold Feel เหมือน N Six-one 90 เพราะ 1.) pattern 16x19 2.) Feel ออกไปทางเงียบ นิ่ง น้ำหนัก Start Weight 310 g และ Stiffness 67 RA ทำให้ X-Gold เป็นไม้ที่ครบเครื่องเหมาะกับ All Court

Serve & Volley:
หน้าไม้นิ่งและแน่น มีความคล่องตัวในการเล่น ทำให้สามารถเข้าไปเซตท่าได้อย่างสบาย ยิ่งตอน Smash ผมชอบมากๆ เพราะสามารถเร่งหัวไม้ได้เร็ว ส่วนเรื่องของการเสิร์ฟนั้น จากการที่หัวไม้เบานั้น คนที่ชอบเสิร์ฟแบบปั่นๆ คิ๊กเสิร์ฟ หรือ ทวิสต์เสิร์ฟนั้นคงจะชื่นชอบเป็นพิเศษ

Overall:
ด้วยความหนักแน่นที่มากขึ้นแต่ยังมีความคล่องตัวที่เป็นจุดเด่นของ Donnay นั้น ผมคิดว่า X-Gold เหมาะกับการเล่น All Court หรือ ยิงนำแล้วขึ้นไปซ้ำหน้าเน็ต มากที่สุด และด้วยคุณภาพสีที่เปลี่ยนไป การนำเอาสีดำด้านมาใช้ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการเป็นรอยเล็กๆน้อยๆ ทำให้การเล่นสีดูเด่นขึ้น สวยแบบเรียบง่าย และคงทนอีกด้วย



X-Dual Gold 94 Review by User #2:
ผมเวลาตีไม่ได้มากก็เลยได้ลองหลักๆ 2 อันคือ Pro Stock PT5A (16x19) กับ X-Dual Gold 94 โดยเปรียบเทียบกับ Wilson Pro Staff 90

Ground Stroke:
Overview ทั้ง PT57A และ Gold94 ให้ความรู้สึกที่ไม้อุ้มลูกดีมากกว่า PS ที่ใช้อยู่มาก แต่ความรู้สึกเวลาที่ไม้ดีดตัวกลับทาง Gold94 ทำได้ดีกว่า PT57A อยู่บ้าง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่ามันอ่อนไปสักหน่อย Forehand/Backhand ความคล่องตัวผมยังคงให้ PS90 > PT57A > Gold94 ครับ ซึ่งทางผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะว่าหน้าไม้ที่เล็กกว่า

Spin:
ทั้ง PT57A เหนือกว่า Gold94 ครับการ control สามารถทำได้ดี spin อาจจะด้อยกว่า Gold94 ไปสักหน่อย

Volley/Slice:
ในจุดนี้ผมยังให้ทาง PT57A เหนือกว่า Gold 94 ในส่วนของความคล่องตัว แต่ Gold จะเหนือกว่า PT ในเรื่องของการ control อยู่ จะเอาลึก เลียด control ได้ตามต้องการ

Serve:
ไม่ได้ลองมากไม่ขอวิจารณ์ครับ

Summary:
Cosmetic: ผมชอบการทำ texture ของ Gold94 มากกว่า Blue อีกครับไม่รู้ว่า feedback จะเหมือนคนอื่นหรือเปล่า เพราะว่าที่เจอมาคือไปเล่นตอนช่วงบ่ายปรากฎว่าแดดส่งไปโดนไม้แล้วมันสะท้อนเข้าตาด้วยครับ จุดที่ยังอยากให้ปรับในส่วน ของ Donnay น่าจะเป็นส่วนของ Balance อยากให้มาทางด้ามอีกนิดนึง และให้เพิ่มความแข็งของก้านไม้อีกสักหน่อยให้เท่าๆกับ PT57A ก็จะดีมากเลยครับ

X-Dual Gold 94 Review by User #3:
Men's Journal Magazine ก็ได้ร่วมทดสอบด้วยเช่นกัน แต่เป็นที่อเมริกา คนทดสอบคือ Rick Leach ซึ่งเป็นแชมป์คู่ Wimbledon ในอดีต เค้าก็ให้ Donnay X-Dual Gold 94 เป็นหนึ่งในหกแร็กเก็ตรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดครับ http://www.mensjournal.com/racket-report

"Only 15mm at its thinnest point, this Donnay’s variable beam gives it an aerodynamic advantage over wide-body rackets — and a look that’s pure throwback. ON THE COURT: “It’s a different feel from anything I’m used to,” says Leach. “The frame cuts through the air like a Ferrari.” It should bring a good player more topspin and better volleying, but “you need to have solid mechanics to get the most out of this stick.” BEST FOR: The player who likes to work the angles."



Update 06.08.2011:
เมื่อคืนอดใจไม่ได้ แอบแวะไปลอง X-Dual Gold 94 มาจนได้ ผมขึ้นเอ็น Solinco Vanquish 16 ไว้ที่ 55 lbs เพื่อทดสอบ feel ที่แท้จริงของไม้ตัวนี้ หลังจากตีมาชั่วโมงนึงผมว่า โครงสร้างแบบ Dual Core เวิร์คตามที่คุยไว้นะ

First Impression: งานสีเนี๊ยบใช้ได้ สีดำตัดกับทองดูคลาสสิกดี เฟรมบางและตัน เวลาเคาะๆแล้วเหมือนเคาะก้านไม้กอล์ฟ ผมชอบไม้ตันๆเพราะเวลาตีหลุดมาใกล้ๆขอบไม้แล้วหน้าไม้ไม้บิดมากมาย ตัวแร็กเก็ตไม่ได้มาพร้อมกับ Customization Kit เหมือน X-Series แต่ก็ถูกออกแบบไว้ให้รองรับกับการเปลี่ยน Slide Weight และ Butt Cap ส่วน Balance เดิมยัง head light ไม่ค่อยพอผมเลยถ่วงเพิ่มท้ายอีก 10g ส่วน base grip เป็น synthetic ก็นุ่มเกินไปถ้าได้เป็นหนังจะดีกว่า

Groundstroke: "Clean & Comfort" น่าจะเป็นคำอธิบายได้ดีที่สุด แรกๆตีหลุดมากมายเพราะ power มันเยอะ แต่สิ่งที่รู้สึกได้คือมันตี "ง่าย" กว่าไม้หน้า 95 ตัวอื่นๆหรือแม้กระทั้ง X-Series ที่ลองมาอย่างชัดเจน คือไม่ต้องตั้งใจเล็งมาก ก็เหมือนตีโดน sweet spot ตลอด ครั้งสุดท้ายที่จำได้ว่าไม้ที่ให้ Clean Feel ทั้ง forehand และ backhand แบบนี้คือ Head Radical OS 107 ซึ่งขนาดหน้าไม้ต่างกันถึง 12 sq.in หลังจากพอที่เริ่มปรับวงได้ก็เริ่มอัดได้แรงขึ้น สปีดบอลดีครับ แต่ก็ไม่หนักหน่วงเท่า Platinum 99

Feel & Stability: แน่น นิ่ง และ นุ่มมากๆ บางคนบอกนุ่มเกิน เงียบด้วย ไม่ดิบเท่าพวก X-Series ต้องอัดกันแรงๆถึงจะรู้สึกว่ามี feel แน่นๆซ่อนอยู่ +++ สิ่งพิเศษที่รู้สึกได้จาก X-Dual Gold 94 คือ หน้าไม้อุ้มลูกดีมาก และยังให้ power ที่ดีมากๆในขณะเดียวกัน ซึ่งปกติไม้ที่อุ้มลูกดีๆ (long dwell time) อย่าง Head PC600 จะมี power น้อย การที่ไม้อุ้มลูกนานกว่าจะทำให้ช่วยในเรื่องการคอนโทรลทิศทางได้ง่าย +++ หลังจากที่ลูกดีดตัวออกไปแล้วหน้าไม้ยังคงความนิ่งได้ดีมากๆ ไม่รู้สึกสะท้านแต่อย่างใด

Power: มากกว่าไม้ Mid Plus ทั่วๆไปแน่นอน แต่มันเป็น power ที่ control หวังผลได้ อย่างที่บอกว่าหน้าไม้มันอุ้มลูกได้ดีก่อนที่จะดีดลูกออกไปทำให้ยังสามารถคุมทิศทางได้ ไม่ได้เด้งดึ๋งดั๋งจนเอาไม่อยู่ ถามว่าไม้ตัวนี้มี plow-thru ที่ดีหรือไม่ (Plow-Thru คือการซวิงยาวปะทะลูกช้าๆ โดยไม่รู้สึกเหมือนมีแรงต้านจากลูก แล้วลูกพุ่งไปถึงเส้นหลังเอง ) ผมว่างั้นๆครับ มันเหมาะกับการฟาดแรงๆมากกว่า เพราะหัวไม้เร็วมาก ถ้าชอบสไตล์ plow-thru ต้องไป X-Series ใครที่ตี groundstroke ดุๆน่าจะชอบ X-Dual Gold 94 ตัวนี้ เพราะใส่ได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเข้า sweet spot หรือไม่

Volley: ยังไม่ได้ลองเยอะ แต่เท่าที่ลองๆมาก็ถือว่าโอเคครับ แต่ขาด feel ไปนิด ผมชอบ volley จากไม้ X-Series มากกว่า เช่น X-Orange 99 หรือ X-Blue 94

Spin/Slice: ยังไม่ได้ลองมากครับ

เดี๋ยววันศุกร์ไปลองอีกทีแล้วจะมาอัพเดทครับ