Pages

Saturday, November 24, 2012

Guru Talk: เคยทราบกันหรือไม่ว่าการเทคโนโลยีวัสดุต่างๆในไม้เทนนิสแบรนด์ดังๆ "ไม่เคยมีจริง"

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้มีโอกาสคุยกับผู้รู้ท่านนึงซึ่งเคยเป็นผู้ออกแบบไม้เทนนิสให้กับแบรนด์ดังแบรนด์นึง ซึ่งสองชั่วโมงที่ผมได้พูดคุยกับเค้าทำให้ตาสว่างขึ้นเยอะ ผมมีความรู้มาเล่าสู่กันฟังหลายเรื่อง แต่ขอเริ่มเรื่องของวัสดุก่อนเลยละกัน

Titanium ไม่สามารถเอามาใช้เป็นส่วนประกอบในไม้เทนนิสได้ เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติในการรับแรงปะทะ ไม่สามารถทำให้ stiffness ขึ้นมาเทียบเท่ากราไฟต์ได้ แถมน้ำหนักสูงด้วย แต่ชื่อมันฟังแล้วดูดีเหมือนเป็นวัสดุจากต่างดาว เลยถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์กีฬา

D3O/Innegra ที่โฆษณาว่าเป็นเจลที่แข็งตัวเมื่อได้รับแรงกระแทก ...แต่มันจะทำงานได้เมื่อชั้นวัสดุแต่ละชั้นหนากว่า 2mm ขึ้นไป ชั้นวัสดุของไม้เทนนิส 6 ชั้นรวมกันยังไม่ถึง 2mm เลยแล้วมันจะทำงานได้ยังไง

AeroGel เป็นวัสดุที่ใช้ในวิศวกรรมอวกาศ ก้อนเล็กๆแต่ราคาเป็นล้านเหรียญ ถ้าเอามาใส่ในไม้เทนนิสราคาไม้เทนนิสจะแพงกว่ารถยนตร์

ไม้เทนนิสรุ่นใหม่ๆที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันคือวัสดุเดิม คาร์บอนไฟเบอร์ผสมเรซิน เพียงแต่ปรับ บาลานซ์ รูปแบบการวางชั้นวัสดุ (lay-up) และความแข็งอ่อนให้ต่างจากไม้รุ่นเก่าๆแค่นั้นเอง สิบปีที่ผ่านมาไม้เทนนิสราคาเท่าเดิมหรือถูกลง แถมยังต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อสปอนเซอร์ให้กับนักเทนนิสอาชีพอีก เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาวัสดุราคาแพงมาใส่เพิ่มเติม ในทางตรงกันข้ามผู้ผลิตแบรนด์ดังจะลดค่าใช้จ่ายลงจากการใช้วัสดุที่บางลงและข้ามขั้นตอนการผลิตบางอย่างไป

แล้วทำไมถึงไม่มีการนำเรื่องพวกนี้มาเปิดเผยกัน เพราะว่าแต่ละแบรนด์มีพัธะสัญญาต่อกัน วงในจะรู้กันดีว่าแบรนด์ P จะไม่แฉแบรนด์ W เพราะทั้งคู่ถือความลับของฝ่ายตรงข้ามไว้มากพอๆกัน




Wednesday, November 7, 2012

Sneak Preview: Angell Custom Racquets

หลายๆคนอาจไม่คุ้นหู Angell เท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า Vantage ซึ่งเป็นไม้เทนนิส "สั่งทำ" (custom) อาจจะรู้จักมากขึ้น ตอนนี้ Paul Angell ผู้ก่อตั้ง Vantage ได้ออกมาตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า Angell โดยได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิตไม้เทนนิสแบบ Custom Made สำหรับผู้เล่นอาชีพมาให้ให้ผู้เล่นทั่วไปได้ใช้แล้ว Paul Angell เคยเป็นนักออกแบบไม้ pro stock ให้กับ Henman, Haas, Almagro, McEnroe, Ferreira, Philippoussis, Safin, Mauresmo

จุดเด่นของไม้ Angell:
1) สามารถเลือก spec ได้เลยตั้งแต่ ขนาดหน้าไม้ (95, 100, 105), string pattern (16x19, 18x20), น้ำหนัก (290-320), บาลานซ์ (head heavy - head light), stiffness (63, 70, 77), รูปร่างกริป (แบน-กลม), กริปหนังหรือยาง
2) วัสดุเป็นกราไฟต์เกรดญี่ปุ่นซึ่งให้ feel ดีกว่า ใครอยากรู้ว่ากราไฟต์เกรดญี่ปุ่นดีกว่ากราไฟต์ทั่วไปยังไง ลองไปถามคนที่ตีแบดแล้วใช้ไม้ Yonex รหัส JP เทียบกับ TH ดูครับ
3) ข้างในเสริมโฟมความหนาแน่นปานกลาง เพื่อลดแรงสะท้าน ที่ส่งมาจากหน้าไม้ (หลักการเดียวกับ DONNAY)

ตอนนี้ Angells ส่งมาให้ลอง 4 ไม้คือ TC95 และ TC100 ผมเลยถ่ายรูปเอามาให้ดูกันก่อนครับ ไม้ TC100 น่าสนใจมากเพราะส่วนตัวผมคิดว่ายังไม่มีไม้หน้า 100 ตัวใหนที่โดนใจเลย ถ้าสั่งไม้ Angell จากเว็บ http://www.angelltennis.com/ ราคาจะอยู่ประมาณ 8,000 กว่าบาทไม่รวมส่ง ใครอยากได้อดใจรอก่อนครับ เดือนธันวาคมนี้น่าจะเริ่มสั่งได้














Tuesday, October 23, 2012

พื้นฐานการปรับแต่งไม้ - Racquet Customization Fundamental



ปัญหาของคนส่วนใหญ่พอได้ไม้ใหม่มา คือ "ตีไม่เข้ามือ" คำว่าไม่เข้ามือมันตีความได้หลายอย่าง หนักไป เบาเกิน ตีไม่เข้า sweet spot, power น้อยหรือมากไป สุดท้ายก็โบ้ยว่าไม้ไม่ดีแล้วก็ขายไม้ทิ้ง

เรื่องที่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดที่สุดคือ power ซึ่งมันจะโยงใยไปหลายเรื่องตั้งแต่ ไม้ เอ็น การฝึกซ้อม รูปแบบเกม ฯลฯ แต่สุดท้ายคนจะโทษไม้ สองปีที่ผ่านมาผมได้ไปดูรายการเยาวชนหลายรายการและจากสถิติของการชนะ-แพ้คือ Unforced Error การตีบอลออกมีเยอะมาก เยาวชนไทยส่วนใหญ่ถูกฝึกให้ตี ground stroke จนชิน ไม่ยอมขึ้นมา volley เพื่อปิดเกมให้เร็ว (แขนขาสั้น อาจจะกลัวโดน passing shot ก็ได้) พอต้องโต้ท้ายคอร์ทกันนาน แพ้หรือชนะอยู่ที่ใครพลาดมากน้อยกว่ากัน เด็กที่เป็นมวยกว่าก็มักจะเปลี่ยนสปีดบอลให้อีกฝ่ายปรับสปีดตาม หรือตีสปินสปิดต่ำๆเพื่อให้อีกฝ่ายอัดกลับมาให้แรงขึ้นๆ พอเร่งเข้ามากๆ ก็ตีติดเน็ตหรือหลุดหลังไปเลย สุดท้ายก็โทษไม้แล้วก็มาหาไม้ใหม่ที่ power เยอะขึ้นไปอีก! ผมได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อยมากแต่ที่ผมคิดในใจคือ ถ้าเค้าเอาไม้ที่หน้าใหญ่ขึ้น power เยอะขึ้น มันไม่เท่ากับเค้าเพิ่มโอกาสผิดพลาดขึ้นไปอีกเหรอ?

ในการแข่งขันระดับอาชีพเค้าไม้ปรับหน้าไม้กันครับ นักเทนนิสอาชีพเค้าใช้ไม้เดิมตลอดแต่เค้าจะแก้ไขเรื่องพวกนี้ด้วยการปรับน้ำหนักและบาลานซ์แทนครับ

การเพิ่ม power ทำได้ 2 วิธีคือ
  1. ซวิงให้เร็วขึ้น โดยการลด swing weight ลงเพื่อให้ซวิงไม้ได้เร็วขึ้น เหมาะกับคนที่ชอบตีท๊อปสปินเป็นหลัก
  2. ซวิงเร็วเท่าเดิม แต่เพิ่ม swing weight ของไม้ หรือเพิ่มแรงปะทะของหน้าไม้นั่นเอง เหมาะกับคนที่ตีบอลแฟลต
การจะเลือกหนึ่งหรือสองขึ้นอยู่กับความชอบแต่ละคนครับ ผมชอบตีบอลแฟลต ชอบไม้ที่ซวิงลื่นไหลพอสมควร ผมเลยใช้ไม้ที่บางกว่า 20mm เป็นหลัก และต้องการให้การปะทะเกิดแรงต้านน้อยสุด (maximum plow-thru) เลยชอบไม้หนักๆ วันนี่ก็เลยมาแนะนำวิธีการปรับแต่งไม้เพิ่ม swing weight เป็นตัวอย่าง ผมมีไม้อยู่ 2 ตัวคือ
  1. Head PT10 เป็นไม้ pro stock ของ Marat Safin ที่ผ่านการปรับน้ำหนักมาแล้ว ตีมันส์มากๆเลยเอาไม้ตัวนี้มาเป็นต้นแบบ
  2. Head TGK 237.3C1 ซึ่งก็น่าจะเป็นไม้ pro stock ของ Marat Safin เหมือนกัน ไม้เปล่าๆเบามาก เบาจนแรงปะทะไม่พอ
อันดับแรก: เอาไม้แต่ละตัวมาตัดเอ็นทิ้ง ถอด overgrip ออก แล้วก็เอาขึ้นชั่ง  Head TGK ชั่งได้ 318g


ส่วนไม้ Head PT10 ชั่งได้ 339g ต่างกับ TGK อยู่ตั้ง 21g


ต่อมาก็วัดบาลานซ์ครับ TGK วัดได้ 31.5 cm จากท้ายด้าม


Head PT10 วัดได้ 30.5cm จากท้ายด้าม นั่นหมายความว่า PT10 หัวหนักกว่า TGK, บาลานซ์ต่างกัน 1cm นี่ถือว่าเยอะนะครับ ความไวหัวไม้ต่างกันจนรู้สึกได้ชัดเจน


เสร็จแล้วก็เอาข้อมูลมากรอกใน Customization Tool ของ Tennis Warehouse http://twu.tennis-warehouse.com/learning_center/customization.php ด้านซ้ายเป็นข้อมูลของไม้ TGK และด้านขวาเป็น spec ของ PT10 ที่ผมต้องการปรับไม้ TGK ให้เป็น


พอคำณวนเสร็จก็จะได้ตำแหน่งของตะกั่ว 21g ที่ผมต้องถ่วง ในนี้จะมีคำตอบสองแบบ
- แบบที่ 1: เน้นให้หัวเบา swing weight ต่ำ จะได้ซวิงได้เร็ว ตะกั่วทั้ง 21g ลงมาอยู่ที่เหนือกริป
- แบบที่ 2: เน้นให้หัวหนัก swing weight สูง เพื่อเพิ่มแรงปะทะ จะแบ่งตะกั่วเป็น 2 ส่วน 4g อยู่ที่หัวไม้บนสุด กับ 17g อยู่ที่ด้ามไม้-> ผมเลือกวิธีนี้เลย


แล้วก็ตัดแถบตะกั่วให้ได้ตามน้ำหนักที่ต้องการ ที่ถุงตะกั่วมีคำเตือนว่าการสัมผัสตะกั่วเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นแนะนำให้ใส่ถุงมือนะครับ


เริ่มติดตะกั่วบนหัวไม้ ต้องรื้อตาไก่ออกมาเล็กน้อย



ชั่งตะกั่ว 17g สำหรับด้ามไม้ให้เกินเล็กน้อย เพื่อชดเชยกับน้ำหนักกระดาษกาวที่เราต้องลอกออกไป


เลาะกริปหนังออกแล้วก็ติดตะกั่วลงไปที่ปลายด้ามเหนือ butt cap ครับ จริงๆผมอยากฝังตะกั่วที่ในด้ามมากกว่าเพราะไม่อยากให้กริปใหญ่ขึ้น แต่การฝังตะกั่วในด้ามมันยุ่งยากเกินแล้วต้องใช้ซิลิโคนด้วย เอาแบบนี้แหละ ง่ายดี  :) ผมเคยเห็นไม้ของ Tommy Haas พี่แกพันตะกั่วทั้งด้ามเลย ไม้เลยหัวเบามากๆ


เรียบร้อยครับ ได้น้ำหนัก 339g เป๊ะ


บาลานซ์ก็ได้ 30.5cm เหมือนกับของ PT10 พอลองเอาไม้ทั้งสองอันมาเหวี่ยงๆดูก็ อื้ม! ใช้ได้ เป็นอันว่าจบครับ เดี๋ยวจะเอาไปขึ้นเอ็นลองตีดู

Sunday, March 18, 2012

รวมมิตรรีวิว Wilson Pro Staff 90 BLX, Head IG Prestige Mid/MP, Head IG Radical Pro, Prince EXO3 Tour 18x20, Babolat Pure Storm GT 2011

Rating:★★★★
Category:Other
และแล้วก็ได้โอกาสมารีวิวไม้ใหม่ๆกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนี้จะไม่ค่อยมีเวลาแล้ว ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาต้องใช้งบลับซื้อไม้ใหม่ๆมาลอง 5 ไม้ด้วยกัน แต่ขายไปแล้ว 2 แล้วเดี๋ยวก็คงขายอีกจะได้เอาไปซื้อ Babolat ตัวใหม่ มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ




Head IG Prestige Mid: ผมต้องไปซื้อถึงฮ่องกงเพราะเมืองไทยมีแต่กริป 4-1/4 แต่บอกได้เลยว่าตีไม้ control แบบนี้เลือกกริป 4-3/8 หรือ 4-1/2 ดีกว่าครับ รูปร่างกริปยังแบนเหมือนเดิมจนผมต้องรื้อมาปรับใหม่โดยหนุนให้สูงขึ้นมากอีก 1mm แล้วก็ใส่กริปหนัง จากนั้นก็ขึ้นเอ็นทดลองเป็น multifilament ที่ 52 lbs แล้วก็เอามาตีเลย สัมผัสแรก คือเหมือนได้ PC600 กลับมา 75-80% แล้ว ก้านไม้อ่อนปานกลาง ไม่อ่อนมากจาก control ทิศทางลำบากเหมือน Radical Pro ส่วน feel ที่ครึ่งล่างของหน้าไม้ นุ่มและดิบเหมือน PC600 แต่ด้านบนยังไม่ค่อยแน่นเหมือนต้นฉบับ จริงๆแล้ว Head IG ทุกตัวที่ผมลองมาเป็นแบบนี้หมดเลยคือ ช่วงล่างแน่น แต่ข้างบนกลวง ...ก็ตีให้แม่นๆหน่อยละกัน การตี Groundstroke ลื่นไหลดีมากทั้ง forehand และ backhand และที่สำคัญ Plow-Thru สูงกว่า Wilson PS90BLX ไม่ต้องตีเข่นก็สามารถดันลูก flat วิ่งเลียดเน็ตไปได้สบายๆ Power ผมว่าดีกว่า PC600 และ YouTek จุดเด่นคือ flat forehand ที่ผมว่า control ง่ายสุดในไม้ใหม่ล็อตนี้ที่ได้ลองมา มันตีกดเลียดเน็ตได้คงเส้นคงวาจริงๆ แต่ backhand มือเดียวต้องปรับกันหน่อยเพราะรูปร่างกริปไม่เอื้ออำนวย Volley ดีใช้ได้ ไม่มีสบัดหรือกระพือ เอาเป็นว่าใครชอบยืนตีห่างจาก baseline 1-2 เมตรเป็นประจำและชอบยิงบอลต่ำสามารถใช้ IG Prestige Mid ได้สบาย




Wilson Pro Staff 90 BLX: ภายในเดือนเดียวผมซื้อไม้ตัวนี้ 2 ครั้ง (อาการเดิมเหมือนตอน K90 เลย) ตัวแรกขายไปหลังจากตีไป 2 ชั่วโมง แต่พอไปเห็นอีกทีที่ฮ่องกงก็อดใจไม่ได้ (แพ้ความขาว) อย่างที่เคยบอกว่าใครได้ลองไม้ตัวนี้เป็นต้องเสพติดแน่นอน เพราะ Wilson ทำให้ไม้แนวคอนโทรลจ๋าๆอย่าง Pro Staff ตีได้ง่ายขึ้นกว่าพวกตัวเก่าอย่าง N90, K90 หรือแม้แต่ BLX90 อยู่หลายช่วงตัว ผมทดสอบด้วยเอ็น multi ทั้งสองครั้ง ผลทางด้าน feel ต่างกันเล็กน้อย แต่สามารถแนะนำได้เลยว่าถ้าจะขึ้น multi ให้ขึ้นตึงแบบ 58-60 ไปเลยเพราะ power ของไม้ตัวนี้เยอะพอสมควรแล้วพอเอ็นหย่อนๆจะ control ลูกลำบาก ก้านไม้อ่อนกว่า Head IG Prestige Mid ซึ่งจริงๆแล้วควรจะแข็งกว่า feel ยังนุ่มลึกเงียบๆตามสไตล์ Wilson แต่ก็ถือว่าคมชัดขึ้นกว่ากว่า BLX90 แต่ไม่คมเท่า K90 ผมรู้สึกเฉยๆกับ feel ของไม้ตัวนี้เมื่อตีเทียบกับ Head IG Prestige Mid หรือ Wilson Pro Staff 85 St Vincent ซึ่งให้ feel ที่แน่นเต็มหน้าไม้กว่า แข็งแรงกว่า และอุ้มลูกดีกว่า ผมว่า Wilson ยังกั๊กเรื่อง feel ในไม้ BLX อยู่ อาจเป็นเพราะการกระจายน้ำหนักไม้มาทางด้านล่างมากขึ้นทำให้ขาดมวลไม้ในช่วงหัวๆ พอตีโดนด้านบนเลยรู้สึกไม่แน่นเท่าไหร่ Groundstroke ถือว่าดี อย่างที่บอกว่าเป็นไม้คอนโทรลที่ตีง่าย เหมือนมีเครื่องทุ่นแรงมาช่วยตี ก็เลยไม่ค่อยได้รสชาดความมันส์เหมือน K90 ในขณะที่ Head IG Prestige Mid โดดเด่นทางด้าน flat forehand ตัว PS90BLX จะโดดเด่นในเรื่อง one-handed backhand ที่สามารถตีได้ง่ายขึ้น มีพลังขึ้น และคุมทิศทางได้แน่นอนกว่า Slice และ Volley ก็ ok ไม่โดดเด่นมาก ถามว่าไม้ตัวนี้เหมาะกับใคร จากที่ลองๆมาคิดว่า All-Court เพราะความคล่องตัวและการยิงหวังผลจากกลางคอร์ท (นึกถึง DONNAY Silver 99 เลย) ผมยังต้องทดสอบไม้ตัวนี้เพิ่มเติมที่ความตึงสูงกว่านี้แล้วจะมาอัพเดทอีกทีครับ




Head IG Radical Pro: แบบเดิมๆไม่ถ่วงเลย ค่อนข้างเบาครับ รู้สึกว่าเบากว่าตัวเก่ามากทั้งๆที่น้ำหนักเท่ากัน ตีง่ายกว่าเดิม ซวิงลมแล้วเหมือนเหวี่ยงไม้กวาด power มากมายแต่หน้าไม้ไม่ค่อย stable เท่าไหร่ (เฟรมไม่ได้เป็น box beam) ก้านอ่อนพอๆกับตัวเก่าแต่หน้าไม้เร็วกว่าตัวเก่ามากจนหลายๆครั้งผมตีแป้กขอบไม้ ไม้ตัวนี้เหมาะกับคนที่ตี forehand แล้ว backswing แบบปิดหน้าไม้ (เหมือน Murray) จึงจะคุมทิศทางได้ดีกว่า ถ้า backswing แบบเปิดหน้าไม้ (แบบ Novak) วิถีลูกมีแนวโน้มที่จะตีไม่โดน sweet spot และลูกบานออกขวา ส่วน backhand มือเดียวไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะผมยังคลำหามุมตีที่รู้สึกว่า control ทิศทางอยู่ไม่เจอ ความตั้งใจแรกที่ซื้อมาคือจะเอามาลองเทียบกับ DONNAY Pro One 16x19 เพราะ spec มันใกล้กันมาก แต่พอเอาเข้าจริง มันคนละสไตล์เลย Head IG Radical Pro เหมาะกับคนที่เล่น baseline อย่างใจเย็น รอจังหวะยิงลูกหนักๆ ลากซวิงยาวๆและซวิงปิดหน้าไม้ และที่สำคัญต้องตีลูกหน้าตัวอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ DONNAY Pro One จะยิงบอลหนักๆได้หลายโอกาสกว่า เหมาะกับคนที่เดินเกมเร็ว ยิงบอลบ้าระห่ำจากทุกมุมของคอร์ท เพราะก้านไม้ที่แข็งกว่าและโครงสร้างหน้าไม้ที่นิ่งกว่า

Head IG Prestige MP: ซวิงง่ายเพราะหัวเบาขึ้นกว่าตัวเก่า แต่ก้านไม้ค่อนข้างแข็งกว่า 62RA แน่นอน volley เยี่ยมมากๆ แต่ groundstroke ยังไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ power น้อยกว่าตัวเก่า (ตีติดเน็ทบ่อย) อย่างที่เคยบอกว่า feel คล้ายๆ Wilson Pro Staff แต่ถ้าตีหลุด sweet spot มาทางด้านบนของไม้จะรู้ว่ากลวงเหมือน Babolat (ปกติ Head Prestige ไม่กลวงที่ off-center นะ) ผมเดาว่าไม้ตัวนี้อาจจะเหมาะกับคนที่ใช้เอ็น poly เป็นหลัก โดยรวม Feel ไม่เหมือน Prestige MP รุ่นเก่าๆหรือ Pro Tour เลย







Prince EXO3 Tour 18x20: ไม่ได้เป็นไม่ใหม่แต่ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน กับไม้นี้ผมต้องปรับตัวนานมากๆ เพราะ feel มันต่างจากไม้ตัวอื่นๆที่ผมเคยลองมาแม้กระทั่ง Prince EXO3 Rebel เองก็ตาม Feel นุ่มมาก sweet spot บานใหญ่มาก หาจุดบอดที่เหมือนลูกจะไม่เด้งแทบไม่มีเลย สัมผัสบอลที่รู้สึกแรกๆคือ "นุ่มนวล" แต่ "โคลงเคลง" เพราะไม้ตัวนี้มี จุดอ่อนตัว 2 ที่คือ ก้านอ่อน รูตาไก่ (o-port) ที่ยอมให้เอ็นเคลื่อนตัวได้มาก การกะน้ำหนักตีบอลค่อนข้างลำบาก หลายๆครั้งที่หวดเต็มที่แล้วลูกไม่ค่อยไป แต่พอตั้งหน้าไม้นิ่งๆเพื่อบล็อกลูกกลับดีดออกแรงมากซะงั้น แต่ถ้าปรับตัวได้ผมเชื่อว่าเป็นไม้ที่ตี groundstroke ได้ดีมากๆตัวนึงเลย ตอนนี้ผมได้ชุดตาไก่แบบรูมาแล้ว ไว้จะเอามาลองดูเผื่อจะกะน้ำหนักบอลได้แม่นยำขึ้น




Babolat Pure Storm GT 2011: ตัวนี้เป็นไม้แนว Aggressive All-Court แบบเดียวกับพวก Head Radical MP หรือ Wilson Blade 98 ตัวไม้มีสีสันสวยงามกัดตา ขึ้นกับเอ็น Solinco Revolution แล้วดูดีมาก frame เป็น box beam และก้านอ่อนกว่า Babolat ตัวอื่นๆ เป็นไม้ที่เอาไว้เล่นเกมบุกได้ดีมาก เพราะน้ำหนักเบา คล่องตัว sweet spot ใหญ่ ตีง่ายตามสไตล์ Babolat ยิงอัด forehand ได้หนักหน่วงดี power และ spin ดีใช้ได้ แต่พอต้องเอามาเล่นเกมรับลูกหนักๆ ไม้ตัวนี้ต้านไม่อยู่ หน้าไม้พลิกตลอด คนที่จะเล่นไม้ตัวนี้ได้ต้องมีแขนที่แข็งแรงจริงๆ เพราะไม้ทำงานประมาณ 30% และแขนคุณต้องทำงาน 70% เพื่อต้านบอลให้อยู่ feel กลวงตลอดทั้งไม้และหน้าไม้ไม่นิ่งแล้วดันก้านอ่อนอีก เบา-อ่อน-กลวง นี่มันไม่เข้ากันจริงๆ ไม้ตระกูล Pure Drive ก็กลวงเหมือนกันแต่ก้านแข็งตีดีกว่าเยอะเลยครับ

Thursday, February 2, 2012

DONNAY X-Dual Silver 99 และ เอ็นไฮบริด Solinco Tour Bite + Barb Wire

Rating:★★★★
Category:Other
ก่อนลางานเพื่อที่เอาไม้ DONNAY X-Dual Siver 99 พร้อมกับไม้อื่นๆไปให้นักกีฬาที่ Asia Tennis Academy ที่เชียงใหม่ได้ลองกัน คืนนี้ขอรีวิวไม้ตัวนี้พร้อมกับเอ็นสูตรใหม่ที่ผมพูดถึงมาสักพักนึงแล้วคือ Solinco Tour Bite + Barb Wire ซึ่งเป็นโพลีทั้งคู่ ผมได้ลอง Silver 99 มาแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้วตอนที่ทดสอบ X-Dual Gold 99 ตอนนั้นทดลองสลับไปมาสองไม้ปรากฎว่า งงไปหมด แยกข้อแตกต่างไม่ได้ เลยเลือกรีวิวแต่ Gold 99 ไปก่อน แต่คราวนี้ผมมีเวลาให้กับ Silver 99 ค่อนข้างมาก เพราะต้องทดสอบเอ็นหลายตัวบนไม้ X-Dual Silver 99 ตัวนี้



Set-Up: X-Dual Silver 99 ใน stock form จะค่อนข้างเบา ผมลองปรับน้ำหนักหลายวิธีสุดท้ายมาลงที่การเปลี่ยนเป็นกริปหนังและถ่วงหัว +3g และ ถ่วงท้าย +10g ที่ท้ายด้ามเพื่อให้รู้สึกว่าหัวไวขึ้นและมีแรงปะทะเพียงพอ สำหรับการเล่นแบบ All-Court ส่วนเอ็นที่ลงตัวก็เป็น Solinco Tour Bite + Barb Wire ที่ 52 lbs

Power: ไม้ตัวนี้เป็นไม้ที่ให้ power ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไม้ DONNAY ตัวอื่นที่ได้ลองมา แค่กำไม้แน่นบล็อกลูก บอลก็พุ่งแล้ว ถ้าคุมบอลไม่ดีก็หลุดออกหลังไปเลย มันให้ความรู้สึกแปลกตรงที่ไม้อื่นๆต้องออกแรงเยอะเพื่อสร้าง power แต่ Silver 99 ตัวนี้ต้องออกแรงเยอะเพื่อ control ไม่ให้ลูกล้นออก (ด้วยการปั่นสปิน) อารมณ์คล้ายๆกับ Babolat AeroPro Drive ที่ใครๆก็บอกว่า power ให้มาเกิน แต่ถ้าใครรู้จักปรับเอ็นและวงซวิงก็จะสามารถควบคุมไม้ตัวนี้ได้ไม่ยาก



Groundstroke: ตามสเป็คที่ทาง DONNAY แจ้งไว้คือไม้ตัวนี้ควรจะเหมาะกับ baseline แต่พอตีเข้าจริง ผมว่ามันเหมาะกับเกมแบบ Aggressive All-Court มากกว่า ถ้าใครชอบ baseline ผมว่า X-Dual Gold 99 เหมาะกว่าเพราะก้านไม้อ่อนกว่า ความรู้สึกโดยรวมของ X-Dual Silver 99 จะคล้ายๆกับ X-Orange 99 ที่เหมาะกับการเล่นเกมบุก ปิดเกมเร็วๆ แต่ Silver จะให้ power ที่เยอะขึ้นและ sweet spot ที่กว้างขึ้น ตีง่ายขึ้น ความรุนแรงของเกมเลยมีมากขึ้น เมื่อขึ้นเอ็น Solinco Tour Bite และ Barb Wire เข้าไปแล้วจะให้การคอนโทรลบอลที่ง่ายและแม่นยำขึ้น การขึ้นยิงลูกจากกลางคอร์ทถือว่าเป็นจุดเด่นของไม้ตัวนี้ คือได้ทั้งความรุนแรง และทิศทาง ส่วน backhand มือเดียวสามารถตีได้ง่ายกว่า X-Orange 99 และคงเส้นคงวา แถมลูกมีติดสปินไปในตัวด้วย

Feel: เหมือนกับ X-Dual ตัวอื่นๆคือ นุ่ม และค่อนข้างเงียบ แต่ที่สำคัญคือตีสบายแขนมาก แรงสะท้านน้อยมาถึงข้อศอกน้อย

Spin: ไม้เบา ก้านแข็งปานกลาง (65 RDC) และเอ็น 16x19 คือสเปคของไม้ Spin-Oriented อยู่แล้ว ถ้าใครเอาไปตีแฟลตอย่างเดียวถือว่าเสียของครับ :) Spin ผมว่าปั่นได้ดีไม่แพ้ Babolat AeroPro Drive แต่แรงส่งอาจจะไม่ดีเท่า แต่ถ้าเอาคะแนน control มารวมด้วย ก็พอฟัดพอเหวี่ยง

Volley & Stability: ใช้ได้ครับ แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเหมือนการเข้ายิงบอลจากกลางคอร์ท ความเสถียรของหน้าไม้สูง ไม่ต้องถ่วงเพิ่มที่ 3 และ 9 นาฬิกา

Slice: ลูกค่อนข้างเหิน ผมยังปรับตัวเข้ากับ Silver ในเรื่อง Slice ไม่ได้

บทสรุป: ไม้ DONNAY X-Dual Siver 99 เป็นไม้กึ่ง power ที่ให้คอนโทรลดีหากได้เอ็นที่เหมาะสม แนะนำให้เป็น hybrid เพื่อ stringbed ที่เกาะลูกได้ดีกว่า เหมาะกับ 1) ผู้ที่เล่นเกม Aggressive All-Court มากกว่าที่จะเป็น Baseline 2) ผู้ที่บ้าพลังแต่กลัวเจ็บศอกกับไหล่ 3) ผู้ที่ชอบตีสปินหรือกึ่งแฟลตกึ่งสปินเป็นหลัก ถ้าตีแฟลตอย่าเดียว Platinum 99 จะเหมาะกว่า



ส่วนเอ็นไฮบริด Solinco Tour Bite + Barb Wire ผมมี feedback สั้นๆประมาณนี้ครับ พอดีมีคนถามมาในเมลว่ามันแตกต่างจาก Solinco Tour Bite + Vanquish ยังไง เลยขอตัดแปะมาตอบละกัน

Tour Bite + Barb Wire มันจะให้ feel นุ่มและเฟิร์มในเวลาเดียวกัน ผมเอามาขึ้นกับ Silver 99 (ถ่วงหัว +3g และท้าย +10g) แล้วยิงบอลจากกลางคอร์ทมันมาก แบ็คแฮนด์มือเดียวให้สปินดีลูกวิ่งถึงท้ายคอร์ทแบบพอดีๆ จุดเด่นคือ control ครับ บอลเกาะ Stringbed ดีกว่า Tour Bite ล้วนๆ ลูกไม่ได้พุ่งออกไปทันทีทันใด ช่วยในเรื่องการคอนโทรลของไม้แนวกึ่ง power ที่น้ำหนักเบาอย่าง Silver ได้เยอะ น่าจะเหมาะกับพวก Head Radical MP ด้วยเช่นกัน หรือไม้อะไรก็ตามที่ต้องเร่งหัวไม้เร็วๆเพื่อสร้าง power Feel เป็นคนละแบบกับ Tour Bite + Vanquish ที่นุ่มลึก (คล้ายๆกับ feel ของไม้ Wilson Pro Staff ที่ขึ้นเอ็น gut ไว้) เหมาะกับการเล่นแบบเน้นวางทางบอลหรือ serve & volley มากกว่า

Wednesday, November 30, 2011

การเลือกใช้ความตึงสำหรับเอ็นโพลี

Rating:★★★★
Category:Other
มีคำถามที่ผมพบบ่อยๆว่าทำไมเอ็นโพลียืดเร็วจัง วันนี้ผมพอจะมีคำตอบจากการทดสอบเองและจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญครับ

ปกติเอ็น poly ทั่วไปถูกออกแบบมาให้ยืดตัวได้ดีที่ความตึงต่ำๆ 30-40 lbs สูงสุดไม่เกิน 52 lbs ถ้าเกินจากจุดนี้ไปแล้วเอ็นจะยืดตัวได้ไม่ดีหรือไม่ก็เสียความยืดหยุ่นไปเลย ลองนึกถึงสปริงใส้ปากกาดูครับ สปริงจะยืดตัวได้ดีถ้าเราไม่ดึงเลยจุดครากของมัน แต่ถ้าเลยไปแล้วก็มันจะยืดไปเลย เอ็น poly และ soft poly ก็เป็นเหมือนกันเพราะมันเป็นโครงสร้าง monofilament (โครงสร้างเส้นเดี่ยว) เหมือนสปริงที่ยืดตัวได้ดีในช่วงสั้นๆและคืนตัวเร็ว ไม่เหมือนกับเอ็น natural gut หรือ multifilament ที่มีโครงสร้างเอ็นแบบเส้นเล็กหลายเส้นรวมกันที่มีจุดยืดหยุ่นสูงกว่าสามารถขึ้นได้เกิน 60 lbs ได้อย่างสบายๆแต่ข้อเสียคือคืนตัวช้าทำให้ power ต่ำกว่าและ spin ไม่ดีเท่าเอ็นที่คืนตัวเร็ว



เพราะฉะนั้นแฟนๆโพลีที่ชอบขึ้นเอ็นสูงกว่า 57lbs ผมแนะนำให้ลองปรับความตึงให้ต่ำลงประมาณ 52-55 lbs ดูครับ แต่ก็อาจจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับความตึงต่ำบ้าง เพื่อให้เอ็น poly อยู่ได้นานขึ้น ลองดูบทความนี้นะครับ [url]http://www.gutsandglorytennis.com/blog/2011/03/the-definitive-guide-to-stringing-polys-and-co-polys/[/url]

"First of all, and perhaps the biggest obstacle to overcome, is to realize that poly-based strings are designed to perform best at lower tensions. We are talking a tension range in the 30′s – 40′s. The absolute top end of that range would be 52 pounds. Once you go beyond 52, you are entering the point of quickly diminishing returns. "

รูปด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบการรักษาความตึงของเอ็นที่ความตึงต่างๆ (52, 55, 58 lbs) ถ้ารอยตัดยิ่งกว้างหมายถึงการรักษาความตึงที่ดีกว่า ค่อนข้างชัดเจนว่าที่ 58 lbs อาจจะเลยจุดยืดหยุ่นของเอ็นไปแล้ว (เป็นเหมือนกันทั้ง 3 ยี่ห้อ) ในขณะที่เอ็น multi จะรักษาความตึงได้ดีกว่า (Solinco XN และ Vanquish) แต่ข้อเสียคือคืนตัวช้า ซึ่งส่งผลในเรื่อง power และ spin ที่น้อยกว่าครับ


Thursday, November 3, 2011

miAdidas Barricade 7

Rating:★★★★
Category:Other


เช้านี้ทาง miAdidas ส่งเมลมาบอกเพื่อนผมที่สิงค์โปร์ว่าวันนี้ miAdidas Barricade 7 มีให้เริ่มสั่งทางออนไลน์แล้ว http://www.miadidas.com/ProductListing.action?_sourcePage=%2FWEB-INF%2Fjsp%2Fmicrosite%2FProductListingPage.jsp&navCategory=sports ตอนเย็นผมก็เลยลองแวะไปดูที่ Central World (ยังแห้งอยู่) ก็พบว่าทางช้อปมีให้สั่งแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่มีราคา คือมาวัดเท้าและเลือกสีก่อนได้เลย ราคาทางร้านจะโทรแจ้งทีหลัง

ภายนอก: โดยรวมรูปลักษณ์ภายนอกดู casual มากขึ้น (คล้ายๆกับ Nike Vapor 8) ไม่ดูเข้มเหมือนรุ่นก่อนๆ ข้อดีคือสามารถนำมาใส่ลำลองได้ดี น้ำหนักของ Barricade 7 เบากว่า Barricade 6 นิดหน่อย ตรงลาย 3 ขีดดูไม่ดีเท่ารุ่นก่อนๆ เพราะเป็นแค่เส้นพลาสติกแบบนูนต่ำเหมือนกับรุ่น Barricade Team มองจากด้านบน Barricade 7 ดูกว้างกว่านิดๆและทรงไม่ลู่เข้าด้านนิ้วโป้งเหมือน Barricade 6





การโอบอุ้มเท้า: หลายคนมีปัญหาเรื่องความแคบของ Barricade 6 แต่ Barricade 7 มีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ค่อยดีครับ เท่าที่ผมสอบถามกับทางช้อปพบว่า miAdidas มี 2 fit คือ narrow fit และ medium fit แต่ถ้าเป็น retail version จะมีแค่ 1 fit ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็น narrow fit คนเอเชียส่วนใหญ่เป็น wide fit ซึ่ง Barricade 7 ไม่มี (แต่ medium fit ก็ยังพอใส่ได้) เท่าที่ผมได้ลองใส่พบว่า Barricade 7 Medium Fit จะกว้างกว่า Barricade 6 อยู่ 1/2 เบอร์ ผมเคยใส่ Barricade 6 เบอร์ 9.5 แต่พอมาลอง Barricade 7 เบอร์ 9 จะพอดีที่สุด





วัสดุ: แบ่งเป็น 3 ส่วน
- วัสดุส่วนบน (upper sole): บางกว่า Barricade 5 และ 6 วัสดุเป็นเหมือนผ้าหุ้มพลาสติกบางๆ ไม่ได้เป็นหนังด้านนอกแล้วบุผ้าหนาๆข้างในที่ให้ความรู้สึกแน่นแข็งแรงเหมือนรุ่นก่อน feel โดยรวมคือ "อ่อนแต่ไม่นุ่ม" จะว่าไปแล้ว feel คล้ายๆกับ Nike Vapor 8 เลย โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันรู้สึกบอบบางและพลาสติกเกินไป บริเวณหุ้มนิ้วโป้งเป็นวัสดุ adiTUFF ซึ่งเท่าที่ดูๆมันก็คือยางชิ้นนึงมาแปะไว้ ถามว่าจำเป็นต้องมีมั๊ย ถ้าคนที่ไม่สไลด์เท้าบ่อยก็ไม่จำเป็นครับ แต่ถ้า slide บ่อย ...ผมว่า adiTUFF ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน :) นักกีฬาบางคนต้องให้ช่างทำรองเท้าเย็บหนังแปะเพิ่มบริเวณนิ้วโป้ง
- พื้นส่วนกลาง (mid sole): ถ้าเป็น miAdidas จะมีให้เลือก 2 แบบ คือ firm (แข็ง) กับ medium (แข็งกลางๆ) แต่ถ้าเป็น retail คงจะมีแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเดาว่าเป็น firm ถ้าอยากให้นุ่มขึ้นก็เปลี่ยนพื้นด้านในเอาเอง
- พื้นส่วนใน (inner sole): เหมือนเดิม
- พื้นส่วนล่าง (outer sole): มีการเปลี่ยนลายดอกยางบริเวณฝ่าเท้า โดยจะมีลายเป็นวงกลมเพิ่มอีก 1 วง





ความมั่นคง
- ด้านข้างยังเยี่ยมเหมือนเดิม เท่าที่ลองสไลด์ไป-มายังไม่พบอาการพลิก เฟรมด้านล่างยังน่าจะรองรับแรงบิดได้ดีเหมือนเดิม แล้วก็มี speed cut มาช่วยปกป้องส่วนนิ้วก้อยตอนหยุดกระทันหัน แต่ดูไม่แข็งแรงเท่า Barricade 6
- ด้านหลังดีขึ้นเพราะมีตัวล็อกหลังเท้าเข้ามาช่วย ต่างจาก Babolat ProPulse 3 ที่เป็นระบบเข็มขัดรัด
- ช่วงล่างยังให้ความมั่นคงที่ยอดเยี่ยมเหมือน Barricade ทุกตัวที่ผมได้ลอง (4, 5, 6)



ใครสนใจก็ไปลองได้ที่ Adidas Shop @ Central World ครับ