Pages

Sunday, October 17, 2010

แนะนำสนามเทนนิส 700 ปี และสถานที่ท่องเที่ยวบรรยากาศดีๆที่เชียงใหม่

Rating:★★★★
Category:Other
ใหนๆก็ใกล้หน้าหนาวแล้ว ผมมีสถานที่พักผ่อน เล่นเทนนิส และท่องเที่ยวในเชียงใหม่มาฝากกันครับ เอาเป็นว่าแค่วันหรือสองวันก็พอ :) พอดีว่าเมื่อวานแวะไปทำธุระที่เชียงใหม่มาที่สนาม 700 ปีมา ถึงแม้ว่าจะแค่วันเดียวแต่บอกได้เลยครับ ว่าที่เชียงใหม่ตอนนี้บรรยากาศที่นี่ดีมากๆ คนท้องถิ่นที่นั่นบอกว่าพฤจิกายน-ธันวาคม อากาศจะเย็นตลอดวัน ตีเทนนิสได้ทั้งวันแม้จะมีแดด ที่สำคัญอากาศบริสุทธิ์มากๆ เงียบ วิวดีมีภูเขาอยู่ด้านหลัง ภายในมีโรงแรมระดับ 3 ดาว ค่าโรงแรมคืนละประมาณ 600 บาท







ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวผมแนะนำ วัดเด่นสหลีศรีเมืองแกน (ลอง search หาในแผนที่กันเองครับ) ซึ่งเป็นวัดใหม่ที่มีจุดเด่นคือ สถาปัตยกรรมแบบล้านนา มีบางจุดที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างซึ่งถ้าใครชอบศึกษาเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมก็คงจะชอบมาก นอกจากนี้ภายในวัดก็มีการจำลองพระพุทธรูปที่ๆสำคัญจากที่ต่างๆมาไว้ที่เดียวกัน ไปที่เดียวได้นมัสการครบเลย












เดือนหน้าคนเยอะมาก ใครสนใจรีบจองที่พักกันได้เลยครับ

Monday, October 11, 2010

Polyfibre String - Black Venom, Hexablade, TCS, Cobra, Viper

Rating:★★★★
Category:Other
ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสลองเอ็นใหม่ๆเยอะซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเอ็นสำหรับคนที่ชอบตีแนว spin วึ่งนั่ก็รวมไปถึง เอ็นของ Polyfibre ซึ่งถือว่าเป็น brand ใหม่ที่กำลังมาแรงมากในอเมริกา เอ็นทั้งซีรี่ย์ใช้สัตว์มีพิษทั้งหลายเป็นตัวแทนในการบอกสรรพคุณ ลองดูภาพด้านล่างก็ละกัน


ในบรรดาเอ็น poly โดยรวมผมว่า คนจะงงๆ กับตัวเลือกที่มากมายและเอ็นแต่ละตัวๆก็คล้ายๆกัน สุดท้ายก็มาเลือกที่สีซะงั้น แต่ที่ผมมองว่า"ชัดเจนจริงๆ" ก็มี 2 แบรนด์ที่น่าสนใจครับ หลังจากที่ได้แจกตัวอย่างไปให้พี่ๆน้องๆได้ลองกัน ซึ่งได้แก่

Solinco: ชัดเจนมากครับ feel & spin potential ของเอ็นไม่ว่าจะเป็น Tour Bite หรือ Barb Wire เหมาะกับผู้เล่นระดับแข่งขันแน่นอน ถ้าชอบหวดหนักๆแล้วก็เน้น spin จัดๆ Solinco เป็นตัวเลือกที่ดีครับ ในอเมริกา Solinco Tour Bite ถูกจัดอันดับโดย Racquet Sport Industry (RSI) ให้เป็นที่หนึ่งในเรื่อง Spin Generation

Weisscannon: เหมาะสำหรับผู้เล่นทั่วไป เพราะเป็นเอ็นเส้นเล็ก มีความนุ่มและ power อันเป็นเอกลัษณ์ โดยเฉพาะ Mosquito Bite ซึ่งก็มีหลายสีให้เลือก ถ้าใครอยู่ในแวดวงเอ็นมาพอสมควรจะรู้ว่า สีมีผลต่อประสิทธิภาพของเอ็น (เอ็นดีๆเลยมีแค่ไม่กี่สี) แต่เท่าที่ลองมา Weisscannon ใช้ pigment ที่มีคุณภาพสูงทำให้ประสิทธิภาพของเอ็นคงเส้นคงวาในทุกสี ตรงนี้เป็นจุดเด่นของ Weisscannon เลยก็ว่าได้ และที่สำคัญ ราคาไม่แรงเกิน :)

แล้วถ้าถามว่าเอ็น Polyfibre จะเหมาะกับใคร ...น่าคิดครับ เท่าที่ได้ลองๆมาผมพบว่า เอ็นของ Polyfibre น่าจะเหมาะกับผู้ที่เพิ่งจะย้ายจาก gut หรือ multifilament มาสู่ poly เพื่อความทนทาน ผมจะเรียงลำดับจากความเป็น poly น้อย (multi มาก) ไป poly มาก (multi น้อย)ละกัน

Polyfibre Black Venom บน Head PT57A: "กัดเบาแต่จมเขี้ยว" เอ็นยืดตัวดี อุ้มลูกนาน ตีสบายแขนดีมาก พาวเวอร์ดี แต่ไม่ค่อยมีฟีลมากเหมือนกับเอ็น gut หรือ multifilament ส่วนเรื่อง spin ผมว่างั้นๆนะ ผมชอบ feel จากการตีแฟลตมากกว่า ถ้าใครเคยได้ลองเอ็น Boris Becker Bomber มาก่อนก็น่าจะชอบเอ็นตัวนี้ครับ Black Venom เหมาะกับการตีแฟลตเป็นอย่างยิ่งครับ ยิ่งถ้าใครชอบความนุ่มของเอ็น multifilament หรือ natural gut แล้วต้องการความทนทานมากขึ้นผมแนะนำให้เริ่มที่ตัวนี้ครับ




Polyfibre Cobra บน Head PT10: "กัดแรง" feel คล้ายๆกับ Black Venom แต่ไม่นุ่มเท่า power ดีมาก เวลาอัดหนักๆได้ยินเสียงแป๊งๆของเอ็น poly อยู่ แต่ไม่มากเวลาใส่ dampener เสียงก็หายครับ (จริงๆแนะนำให้ติด dampener เลยแหละ) ผิวเอ็นเป็นลายงู กัดบอลดีรู้สึกได้ ปั่น spin ได้ง่ายถึงแม้ว่าจะขึ้นบนไม้หน้าเล็กและเอ็นถี่ แต่ spin ก็ไม่ได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับการการอัด flat แรงๆซึ่งจะให้ feel แน่นและมันส์มากๆ มันก็แปลกนะที่ feel แบบนี้ถึงแม้ว่ามันจะไม่ดิบเหมือนพวก multi ที่ผมเคยลองๆมา แต่มันก็กระตุ้นให้อัดหนักๆได้ตลอดการ rally ครับ ตรงนี้แหละที่ผมมองว่ามันเหมาะกับคนที่กำลังจะย้ายจาก multi มา poly เพราะ feel มันอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างเอ็นทั้งสองประเภท โดยรวม work มากโดยเฉพาะกับไม้หน้าเล็ก ผมชอบตัวนี้ครับ




Polyfibre TCS บน Wilson H22: สีสวยแสบตา ขึ้นกับไม้สีดำหรือเหลืองจะดูดีมาก feel เหมือน poly ทั่วไป ออกแข็งนิดๆ power ดีกว่าตอนที่ขึ้นเอ็นมัลติของ Volkl Powerfiber II ลองดูใน BLOG ของ TW ประกอบด้วยนะครับ http://blog.tenniswarehouse.com/?p=692 ในยุโรปมีคนนิยมนำ TCS มา hybrid กับ Black Venom (สีมันคงดูแปลกๆนะ เหลือง-ดำ)




Polyfibre Hexablade บน Dunlop AG200 Berdych: "กัดฉีก" เอ็นยืดตัวดี แต่เมื่อยืดสุดจะกระด้าง (ผิดกับ Black Venom ที่นุ่มจนลึกสุด) power ดีมาก หน้าตัดเอ็นเป็นรูปหกเหลี่ยม สปินดีเยี่ยมเหมือนที่คิดไว้ ปั่นบอลง่ายโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ เหมาะกับคนที่ไม่แข็งแรงเรื่อง spin แต่อยากได้ spin โดยไม่ต้องออกแรงปั่นบอลมาก แต่ถ้าสปินกันเป็นอาชีพอยู่แล้ว ไป Solinco Tour Bite เลยครับ ที่ผมบอกแบบนี้เพราะ Tour Bite มี power ไม่สูงมากเท่า Hexablade มันเลยต้องอาศัยแรงส่งจากลูกที่วิ่งมาหาตัวเรา ในขณะที่ Hexablade มันปั่นลูกที่ตีมาเบาๆโรยๆได้ดีโดยไม่ต้องออกแรงมากมายนัก ถ้าใครคิดจะลองเอ็นตัวนี้ผมว่าขึ้นไว้ต่ำๆประมาณอย่าให้เกิน 55 lbs เป็นดีครับ จริงๆผมยังรู้สึกว่ามันน่าจะ hybrid กับเอ็นอ่อนๆอีกสักตัวด้วยซ้ำไป เพราะเอ็นมันออกจะแข็งๆ




Polyfibre Viper บน Technifibre TF320 Verdasco: ผมว่าเฉยๆนะ ไม่มีอะไรโดดเด่นมาก แต่เดี๋ยวจะลอง hybrid ดูครับ เพราะเอ็นที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรมักจะ hybrid ได้ดี


Saturday, September 4, 2010

Solinco Tour Bite, Barb Wire, Tour 10, and Tour 8

Rating:★★★★
Category:Other
แวะมาอัพเดทครับ สำหรับใครที่เข้า TW มาเมื่อเร็วๆนี้จะเริ่มได้ยินชื่อ Solinco มาบ้าง โดยเฉพาะเกี่ยวกับกิติศัพท์เอ็นสปินจัดอย่าง Solinco Tour Bite กับ Solinco Barb Wire ตอนนี้มีอุปกรณ์ของ Solinco เข้ามาเมืองไทยแล้ว และตอนนี้ผมกำลังทดสอบไม้กับเอ็นอยู่ แต่ดูเหมือนมีหลายๆคนสนใจมาก ก็เลยต้องเอา sneak preview มาให้ดูกันก่อนครับ

ตัวแรกเป็นเอ็น Solinco Tour Bite ครับ ผมลองแล้ว feel คล้าย ALU Rough มาก เนื้อเอ็นคมกว่า แต่ให้ feel ที่นุ่มกว่า Alu ขนาดว่าขึ้นเต็มหน้า เหมาะมากสำหรับคนตีแรงๆ เวลาอัดแรงๆให้ feel ที่แน่นและที่สำคัญไม่เสียคอนโทรลคล้ายๆกับ Alu Rough เอ็นตัวนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งในเรื่อง Spin จาก Racquet Sport Industry ลองอ่านดูข้อมูลจาก http://www.solincosports.com ...ก็ว่ากันไป ถ้าสนใจยังไงก็ไปลองกันได้ครับ แต่ตัวนี้ผมว่าเวิร์ค


ตัวที่สองเป็น Solinco Barb Wire (เอ็นลวดหนาม) สีดำเงา สวยมาก เอ็นตัวนี้เป็นหน้าตัดเป็นเหลี่ยมและบิดเกลียวเข้าไปอีก เอ็นค่อนข้างแข็งเนื่องจากยืดตัวน้อย แต่ให้สปินจัด ถ้าจะเทียบผมว่าใกล้เคียงกับพวก Volkl Cyclone ที่พวกเด็กแข่งกำลังนิยมใช้กันอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเทียบกับ Babolat RPM แล้วจะเป็นยังไง แต่สำหรับผมชอบตี flat เลยติดใจ Tour Bite มากกว่าครับ


ตัวที่สามเป็นไม้ Solinco Pro 10 ดู spec ได้ที่ http://www.solincosports.com/rackets/racket.php รูปร่างใช้พิมพ์นิยมของ Head Prestige MP ในขณะที่ feel จะอยู่ระหว่าง Head Prestige กับ Head Radical คือจะว่า Baseline ก็ไม่ใช่ All Court ก็ไม่เชิง อยู่ตรงกลางๆ ตัวนี้น้ำหนัก 325g แต่รู้สึกเหมือน 300g คือซวิงง่าย Power กำลังดี เรื่อง feel ไม่โดดเด่นมากถ้าตีไม่แรง แต่ถ้าหวดหนักๆจะรู้สึกว่ามันให้ feel ที่ solid มากๆ หน้าไม้ stable สุด เพราะฉะนั้นสรุปได้เลยว่าไม้ตัวนี้เหมาะกับพวกที่ชอบหวดหนักๆ ถ้าขึ้น Tour Bite ด้วยจะเข้ากันมากๆครับ



ตัวสุดท้ายของวันนี้เป็น Solinco Pro 8 ครับ น้ำหนักแค่ 300g บอกได้เลยว่าตัวนี้ประกบกับ Head MicroGel Radical MP (ไม่ใช้ YouTek นะ) ความคล่องตัวคล้ายๆกัน feel คล้ายๆกัน แต่สีสันดุดันกว่าเยอะ และที่จุดเด่นที่สำคัญคือ stable กว่า ผมขึ้นเอ็น Barb Wire กับไม้ตัวนี้ปรากฎว่าตีไม่ไหวครับ Power น้อยเกิน ถ้าจะให้มันส์จริงๆคงต้องสปิน แต่อย่างที่บอกผมชอบตี flat มากกว่า เลยชอบชุด Pro 10 + Tour Bite มากกว่า แต่ถ้าใครที่ตี Head Radical, Dunlop AG300, หรือ Wilson KBlade 98 มาก่อนอยากแนะนำให้ไปลองตัวนี้ดูครับ



นอกจากนี้ก็มี Tour 7 ด้วย น้ำหนัก 285g แต่ผมไม่ได้ร่วมทดสอบ วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ใครสนใจไปดูของได้ที่ Sport Nova บางกรวยครับ โทร 081.836.7042

Wednesday, August 11, 2010

Head YouTek Extreme MP VS. Babolat Pure Drive GT

Rating:★★★
Category:Other
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมเพิ่งได้ลองไม้ 2 ตัวคือ Babolat Pure Drive GT กับ Head YouTek Extreme MP ซึ่งทั้งคู่เป็นไม้ที่ spec คล้ายกันมากๆ จะต่างกันก็แค่รูปร่างของหน้าไม้ ที่ผ่านมามีพี่ๆหลายคนมาถามว่า ถ้าเริ่มเล่นจะใช้ไม้อะไรดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะตอบแบบเซฟๆว่า Babolat Pure Drive Team เพราะมันเป็นไม้ที่เล่นง่ายจริงๆ นุ่ม สบายมือ แต่พอมาหลังๆพอได้ลองไม้ตระกูล GT ก็พบว่า AeroPro Drive GT น่าจะดีกว่าเพราะมันยังมี feel ดีๆเหลืออยู่ ผมรู้สึกว่า Pure Drive GT มันเริ่มมีอะไรแปลกๆในแง่ของ feel แต่สิ่งที่หลายๆคนถามต่อก็คือ แล้วมีทางเลือกที่ 2 ด้วยมั๊ย มันก็เลยเป็นที่มาในการทดลองครั้งนี้ ผมลองไม้คู่นี้อยู่ชั่วโมงกว่าๆ (ให้พี่ท่านนึงลองด้วย) มีผลสั้นๆดังนี้ครับ



Sweet Spot: Babolat Pure Drive GT ใหญ่กว่านิดนึง ตีง่ายกว่า แต่ control power ยากมาก
Feel: Head YouTek Extreme MP แน่นและนิ่งกว่ามาก Babolat มันหลวมๆยังไงก็ไม่รู้ เหมือนขันน๊อตไม่แน่น ตีแล้วเสียงดังแป๊งๆ
Power: พอๆกัน แต่ผมชอบ YouTek Extreme ที่มัน control power ได้ดีกว่า Babolat มันเด้งหลุดออกไปเลย
Stability: เท่าที่ลองมาไม้หน้ากลมๆแบบนี้ทั้ง YouTek Speed Pro และ YouTek Extreme MP พบว่ามัน stable มากๆ volley ดีครับ
Spin & Slice: Spin พอๆกันแต่ Slice ของ Extreme จะ control ง่ายกว่า ของ Babolat มีเหินบ้าง

เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังหาไม้หน้า 100 ที่หนักประมาณ 300g ผมแนะนำให้ลอง demo ไม้ทั้ง 2 อันนี้ก่อนครับ

Wednesday, July 28, 2010

Toalson Recon Devil Spin VS. Prince PolySpin 3D

Rating:★★★★
Category:Other
หลังจากที่เห่อเอ็นโพลีแนวสปินของ PolyStar Turbo อยู่พักใหญ่ วันนี้มีเอ็นแนวนี้มาอีก 2 ตัวครับ แต่คราวนี้ลดจากสิบกว่าแฉกเหลือแค่ 3 แฉก

ตัวแรกเป็น Prince Poly Spin 3D ที่ผมเคยลองตีบนไม้ Prince (รุ่นอะไรก็ไม่รู้ แต่หน้าประมาณ 100) Power ดี Spin ดี ที่สำคัญคือ "นุ่ม" ไม่กระด้างเหมือน Poly ทั่วไป และ feel ก็ไม่ออกแนวพลาสติกแบบเอ็น Soft Poly ทั่วไป ตีสนุกครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนเอาไปขึ้นกับ YouTek Prestige Pro ซึ่งเป็นไม้ที่หน้าแคบกว่า Prince ผมรู้สึกว่ามันเริ่มแข็งขึ้นแฮะ แล้วก็เอ็นเคลื่อนนิดหน่อย ตอนนี้เลยสันนิษฐานว่าความแข็ง ส่วนนึงน่าจะเป็นเพราะความกว้างของหน้าไม้ ถ้าเอามาขึ้นกับไม้หน้า 100 อย่าง Babolat PureDrive หรือ AeroPro Drive น่าจะเวิร์คกว่า

ตัวที่สองเป็น Toalson Recon Devil Spin ซึ่งเป็นเอ็นที่ยังไม่มีขายที่ใหนนอกจากญี่ปุ่น พอดีว่าได้ sample มาเลยเอามาลองกับ Head YouTek Speed Pro ซึ่งก็เป็นไม้หน้ากว้างกว่าไม้ mid plus ทั่วไป ผมลองมา 3 ครั้งแล้ว ประทับใจครับ จุดเด่นคือเรื่อง feel ตอนอัดลูก flat ที่รู้สึกว่ามันแน่นกว่า Soft Poly แบบเรียบที่เคยลองไปสองตัวก่อนหน้านี้ (Signum Pro Hyperion กับ Head Sonic Pro ซึ่งเท่าที่ลองมา หาข้อแตกต่างไม่ได้) ถ้าเทียบกับ Poly 3D แล้ว Devil Spin จะออก "คม" กว่า ส่วนเรื่อง Spin ก็ดีพอๆกันครับ เอ็นแนวนอนกับแนวตั้งล็อคตัวกันดีมาก เอ็นแทบไม่เคลื่อนเลย

สรุป: เอ็นทั้งคู่เหมาะสำหรับนักปั่นสปินที่ใช้ไม้หน้ากว้าง ถ้าชอบนุ่มก็ Prince Poly Spin 3D แต่ถ้าชอบคมก็ Toalson Recon Spin Devil ครับ




Head YouTek Prestige Mid (TGK 237.2)

Rating:★★★★
Category:Other
เมื่อเช้าวานนี้หลังจากที่รู้ว่า Head YouTek Prestige Mid เข้ามาแล้วผมก็รีบแจ้นไปดูทันทีที่ Sport Nova บางกรวย เห็นแล้วอดไม่ได้เนื่องจากไม้ PC600 กับ PT10 (paintjob) อันเป็นที่รักได้โดนขอซื้อไปหมดแล้ว พอไปเห็น YouTek Prestige Mid ก็ตัดสินใจได้ไม่ยากครับ เพราะว่าไม้สวยมาก (แค่นั้นจริงๆ) ยิ่งโดนแสงแดดยิ่งสวยใหญ่เลย ถ้าเป็น YouTek Radical จะสวยกลางคืน ต้องบอกก่อนนะครับว่ารูปทั้งหมดนี้มาจากกล้องมือถือ บางรูปอาจจะไม่ชัด




First Impression: ผมก็ไม่คาดว่าไม้ตัวนี้มันจะให้ feel ได้ดียอดเยี่ยมเหมือนกับ PC600 หรือ PT10 สักเท่าไหร่ ....แต่ผิดคาดครับ YouTek Prestige Mid (ขึ้น Volkl PowerFiber II) เป็นไม้ control ที่ดีที่สุดที่ได้ลองในปีนี้ครับ ถึง power จะโคตรน้อย แต่มันให้ feel ในการตี flat และ slice ได้เยี่ยมใกล้ๆกับ PC600 มาก ใกล้มากกว่าพวก Microgel, FlexPoint หรือ Liquid Metal เยอะ แต่มีข้อเสียอย่างเดียวคือ กริปดันเป็น synthetic ที่นุ่มเกินไป ไม่เข้ากับไม้แนวนี้ ขอเน้นว่า slice เยี่ยมมาก ลูกไม่เหินเลย ส่วนตี flat ก็แน่นและดิบเหมือน PC600 มากๆ ยิ่งได้ flex rating ประมาณ 63 RA ทำให้รู้สึกว่าไม้มันอ่อน (อ่อนกว่า Microgel ทั้งๆที่ spec บอก 63RA เท่ากัน) ตีอัดแรงๆแล้วสบายมือมาก

ด้วย feel ที่มันใกล้ PC600 และ PT10 ขนาดนี้มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมเคยตี YouTek มาหลายตัวตั้ง แต่ Speed Pro, Radical Pro, Prestige Pro, Radical MP เพราะฉะนั้นผมรู้ดีว่า feel ของไม้ตระกูล YouTek มันออกจืดๆไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ Prestige Mid ตัวนี้มันผิดจากตัวอื่นมาก feel มันไม่ดิบเท่า Prestige Classic เป๊ะๆ แต่ผมว่ามันก็ 90% up ของ PC600/PT10 แล้วล่ะ

แล้วด้วยความบังเอิญว่ากริปเล็กเกินผมก็เลยอยากจะเปลี่ยนจาก 4-1/4 เป็น 4-3/8 ก็เลยต้องจับ YT Prestige Mid ตัวนี้มาผ่าตัดตั้งแต่วันที่ admit เลย หลังจากที่แกะ pallet ออกมา ความสงสัยก็หมดไป Head YouTek Prestige Mid ตัวนี้ (น่าจะบอกว่าล็อตนี้ด้วย) เป็นรหัส TGK 237.2 ครับ ซึ่งเดิมเป็น Pro Stock ที่ Marat Safin ใช้เมื่อตอนปี 2008 ทาง TW เคยเอามาขายอยู่พักนึงแต่เป็น 16x19 วางขายได้คืนเดียวหมดเกลี้ยง ใครเคยตีไม้ pro stock มาจะรู้ครับว่า feel มันดิบกว่าและอ่อนกว่า ไม้ที่ขายทั่วไปเยอะมาก


Frame Customization: ไม้ตัวนี้ตอนเป็น stock form ผมว่ามันเบาไปหน่อย ก็เลยต้องมีการ modify กันบ้าง

การถ่วงตะกั่ว: หลังๆนี้ผมเปลี่ยนจากถ่วง 3 + 9 นาฬิกามาเป็น 12 นาฬิกา + ด้าม แทนเพราะรู้สึกว่ามันเข้ากับ timing วงซวิงของผมมากกว่า ผมชอบ CAP grommet ของ Head เพราะว่ามันสอดตะกั่วเข้าไปง่ายดีครับ ไม่ต้องแปะที่ตัวเฟรมให้ความสวยของไม้ลดลงและเสี่ยงต่อสีลอกด้วย จะเพิ่มหรือลดน้ำหนักตะกั่วก็ทำได้ง่าย แค่แง้ม bumper แล้วก็ขยับตะกั่วได้เลย




ความสามารถส่วนตัว ผมถ่วงตะกั่วระหว่างรถติด ...ไม่ควรทำตามนะครับ :)


การเปลี่ยนขนาดกริปจาก 4-1/4 เป็น 4-3/8: เบื้องหลังการผ่าตัดกริป อันนี้ทำในรถไม่ได้ นี่ก็เป็นข้อดีของไม้ Head อีกอย่างนึงครับ กริปเป็น pallet โฟมอัดแน่นสองชิ้นประกบกัน สามารถถอดเปลี่ยนขนาดได้ ใครสนใจอะไหล่ ก็หาซื้อได้ที่ Tennis Warehouse Europe ครับ ข้อควรปฏบัติมีอย่างเดียวคือ ทำช้าๆครับ ลองดูตามรูปละกัน











การติดตั้งกริปหนัง: กริป synthetic ที่มากับ YouTek Prestige Mid มันไม่ค่อยเข้ากับ feel ของไม้ ก็เลยต้องมีการเปลี่ยนกันบ้าง กริปหนังผมแนะนำ Volkl Calfskin ครับ เพราะมันเป็นหนังลูกวัวที่นุ่ม บางกำลังดี (แต่ไม่บางเท่า Head Calfskin) เข้ามุมง่าย ไม่เสียเหลี่ยมของด้ามไม้มาก ข้อควรปฏิบัติในการติดกริปหนังคือ
1) ใช้เทป 2 หน้า หุ้ม buttcap และรอตต่อระหว่าง butt cap กับด้ามเพื่อให้กริปหนังมันถูกดึงเข้ามุมได้แนบด้ามที่สุด
2) เริ่มพันจาก ด้าน flat ที่สุด ถ้าเป็นของ Head ผมมักจะเริ่มจากด้านตรงที่ logo กลับหัว
3) พันด้ามแล้วดึงด้วยความตึงที่สม่ำเสมอ







ทิ้่งท้าย: ไม่เกี่ยวอะไรกับ Head แต่ผมว่านางแบบ Adidas น่ารักดีครับ คนไทยด้วย ถ่ายจาก SuperSport เซ็นทรัลปิ่นเกล้า :)