Pages

Sunday, May 22, 2011

DONNAY X-Orange 99

Rating:★★★★
Category:Other
ครั้งนี้เป็นการทดลอง DONNAY X-Orange 99 ครั้งที่ 2 ของผมแล้ว ครั้งแรกเมื่อตอนตุลาคมปีที่แล้ว ตอนนั้นมีไม้ลอง 10 กว่าตัวมั่วไปหมด เลยยังจับ feel ของ X-Orange 99 ไม่ได้ แต่เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองตีไม้ตัวนี้ไปครั้งรวมๆแล้วก็สองชั่วโมงกว่า ได้ผลดังนี้ครับ



Set-Up: ผมไม่ได้ถ่วงไม้ด้วย Slide Weight และ butt cap แต่อย่างได แต่จะพิเศษที่เอ็นนิดนึงคือผมได้เอ็น prototype ซึ่งเป็นเอ็น poly ขนาด 16L หน้าตัดห้าเหลี่ยมที่มีคุณสมบัติคล้ายกับ Solinco Tour Bite แต่นุ่มกว่านิดนึง แล้วก็มีสีสันที่สะดุดตามาก



Ground stroke: X-Orange 99 ไม่ใช่ไม้สำหรับการตีแบบแรลลี่นานๆแน่นอน เพราะว่ามันเป็นไม้ที่ stiff มาก ถึงแม้ว่า stiffness rating (70RA) จะเท่ากับ X-Platinum 99 Ground stroke ของ X-Orange 99 หนักแน่น plow-thru สูงเมื่อเทียบกับไม้ 300g ตัวอื่นๆ แต่มันก็ไม่ได้นุ่มนวลเหมือนไม้ Donnay ตัวอื่นๆเช่น Red 99, Blue 99 และ Black 99 โดยรวมผมว่า feel มันออกแข็งๆนิ่งๆ แต่ก็ไม่มีอาการกระด้างสะท้านแต่อย่างใด อารมณ์คล้ายๆกับ Head Speed Pro แต่ X-Orange 99 ให้ feel มากกว่า สปีดบอลที่ออกจากหน้าไม้ถือว่าเด็ดขาดใช้ได้ โดยเฉพาะ forehand ลูก ground stroke วิ่งไปได้ลึกถึงเส้น baseline อย่างไรก็ตาม X-Orange 99 ยังขาดรสชาดในการตี ground stroke จาก baseline ซึ่งไม้ที่อ่อนกว่าจะทำได้ดีกว่า ส่วน Backhand ผมไม่ค่อยได้ตีเพราะ Orange 99 มันยั่วให้อ้อมมาตีลูก forehand มากกว่า พยายามจะลอง backhand มือเดียวเหมือนกันแต่ไม่ค่อยเข้ากรอบเท่าไหร่ backhand สองมือยังโอเคกว่า อารมณ์เหมือนตอนพยายามตี backhand มือเดียวกับไม้ Babolat Pure Drive เลย... เอาเป็นว่าไม้ตัวนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ต้องการความเด็ดขาดของ forehand เพื่อจบแต้มเร็วๆมากกว่าการยื้อ ground storke นานๆครับ

Feel & Power: คล้ายๆกับไม้ DONNAY X-Series ตัวอื่นๆครับ ถ้าเทียบ X-Orange 99 จะให้ feel ที่คมกว่า X-Platinum 99 ซึ่งจะออกมาทางนุ่มนวลสบายแขน นอกจากนี้เสียงฟาดบอลดังได้ใจดีด้วย พวกบ้าพลังน่าจะชอบ ในแง่ Power ผมว่าสูงกว่าตัว X-Yellow 99 แต่น้อยกว่า X-Dual Platinum 99 ครับ แต่มันก็มี power ที่เด็ดขาดเพียงพอที่จะยิง forehand winner แบบหวังผลได้ เด็กแข่งหลายๆคนบอกว่าเอกลักษณ์อย่างนึงของไม้ DONNAY เมื่อเทียบกับไม้อื่นๆคือ "ลูกพุ่งกว่า" ดู Power Map ด้านล่างครับ

Power Map




Volley: เยี่ยมครับ การตี volley ทำได้เนียนและหนักแน่นกว่า X-Yellow 99 หน้าไม้มีความคล่องตัวสูงและนิ่งมากช่วยให้การตี volley ได้คงเส้นคงวา แต่ก็ยังไม่เท่า X-Blue 94 ข้อแตกต่างคือ X-Orange 99 จะให้ feel ที่คมกว่าในขณะที่ X-Blue 94 จะออกนุ่มๆ (คล้าย feel ของ Wilson Pro Staff) จริงๆแล้วผมชอบ volley ของ X-Orange 99 มากกว่า groundstroke ซะอีก ไม่รู้สิ feel & sound ของ X-Orange 99 มันช่วยกระตุ้นหัวใจดี :)

Spin/Slice: ดีครับแต่ไม่โดดเด่นเท่า X-Yellow 99 แต่ก็ดีกว่าไม้ All-Court ในกลุ่มเดียวกันอันได้แก่ Head Radical MP, Dunlop 300 Tour, Babolat Pure Storm, หรือ Head Speed Pro ส่วน Slice ก็ถือว่าโอเค ลูกมีเหินนิดๆเพราะไม้มันแข็ง power เลยเกินๆไปนิดนึง

Summary: X-Orange 99 ถือว่าเป็นไม้เฉพาะทางครับ เหมาะกับคนที่ชอบความเด็ดขาดในเกม จบแต้มเร็วประมาณ Serve & Volley หรือไม่ก็ Aggressive All-Court แต่ที่แน่ๆมันก็ไม่ใช่เป็นไม้สำหรับคอ baseline 100% อย่างแน่นอน จุดเด่นอยู่ที่การยิง forehand winner ที่เด็ดขาดดีครับ แต่นั่นก็ต้องอาศัยความไวและ footwork ของผู้เล่นในการเข้าบอลด้วยนะ feel & sound ของ X-Orange 99 มีส่วนช่วยเพิ่มความมันส์และกระตุ้นให้ขาเคลื่อนที่ตลอดเวลา (รู้สึก Forever Young ตลอดเวลา) ใครที่กำลังหาไม้ใหม่มาแทน Head Radical MP, Dunlop 300 Tour, Babolat Pure Storm หรือ Head Speed Pro ก็น่าจะลอง DONNAY X-Orange 99 ดูครับ

DONNAY X-Yellow 99

Rating:★★★★★
Category:Other
เมื่อสองอาทิตย์ก่อนตั้งใจว่าจะเอา DONNAY X-Yellow 99 กับ X-Dual Silver Lite ไปเล่นเปรียบเทียบกันแต่ปรากฎว่าดันไปติดใจใน feel & flex ของ X-Yellow เลยเล่นไม้นี้ไปอย่างเดียวเต็มเหยียด 2 ชั่วโมง แล้วก็เผอิญว่าเอ็นบน Silver Lite ม้นตายไปแล้วด้วยก็เลยไม่ได้เล่นอะไรมากมายนัก



Set-Up: ผมขึ้นเอ็นใหม่เลยครับ ด้วย Solinco Tour Bite ที่ 55 lbs เพราะฉะนั้นความสด ความเด้ง และ ความคมยังมีอยู่ครบ แล้วผมก็ไม่ได้ถ่วง butt cap และ ติด Slide Weight ด้วย

Ground Stroke: ผมเริ่มด้วยการตี ground stroke ด้วยสปีดบอลตั้งแต่ช้าไปถึงเร็ว X-Yellow 99 น่าจะเหมาะกับสปีดช้าจนถึงปานกลาง เพราะว่าไม้น้ำหนักเบาไม่มีมวลพอที่จะต้านบอลแรงๆได้ดีเหมือน Red 99 หรือ Blue 99 ซึ่งจะเหมาะกับการตี fast & heavy groundstroke มากกว่า แต่ข้อได้เปรียบของเฟรมที่บางช่วยให้เร่งหัวไม้ได้ง่ายมาก ใครที่ตีสปินน่าจะชอบ ตอนบอลกระทบเอ็นให้ feel ที่แน่นและเต็มกว่าไม้น้ำหนักเบาตัวอื่นๆ การคอนโทรลบอลจากมุมนึงไปอีกมุมนึงทำได้ง่ายมาก แต่ผมต้องเปลี่ยนวิธีการจับกริปนิดนึง คือเมื่อก่อนผมตีแต่ไม้หนักอย่าง X-Blue 99 เลยจับไม้หลวมๆซะปลายสุดเลย แต่พอมาตีไม้เบาลงก็ขยับขึ้นมาประมาณ 1/4" ให้สามารถกำกริปได้แน่นขึ้นและส่งผลให้เปลี่ยนหน้าไม้ได้เร็วขึ้น ไม่รู้ว่าคนอื่นจับกริปแบบนี้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยวิธีนี้มัน work กับผมโดยเฉพาะกับ X-Yellow 99

Power: มันไม่ได้มี power มากล้นในการตีแฟลท จริงๆแล้วผมไม่คิดว่าไม้นี้เหมาะกับคนที่ชอบยิงแฟลทเป็นหลักด้วยซ้ำไปเพราะน้ำหนักและ string pattern มันไม่ได้เอื้ออำนวยเท่าไหร่ วิธีในการรีดเอา power จากไม้ตัวนี้คือการตีแบบกึ่งแฟลทกึ่งสปิน โดยเน้นการถ่ายน้ำหนักและการเร่งหัวไม้ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของ X-Yellow 99 ที่น้ำหนักเบาและเฟรมบาง โดยปกติผมใช้ไม้หนักๆซึ่งน้ำหนักไม้จะช่วยเสริม power แต่พอมาตีไม้เบาขึ้นผมต้องโถมตัวตีมากขึ้น จะมายืนตีนิ่งๆชิลๆไม่ได้แล้ว ก็ดีครับ X-Yellow 99 ถือว่าเป็นเครื่องลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว :) ในแง่ของการบล็อคลูกหนักจากฝั่งตรงข้าม X-Yellow 99 สามารถทำได้ดีเหมือนไม้หนักๆครับ

Power Map


Spin: สปินเป็นไฮไลท์ของ X-Yellow 99 ครับ ผมตีสปินที่ระดับเข่าและเอวได้ดีเหมือนกับตอนที่ใช้ Babolat AeroPro Drive GT แต่ผมได้ ball feel ที่ดีกว่าจาก X-Yellow 99 เนื่องจากบอลจมอยู่ในหน้าไม้นานกว่า AeroPro Drive GT ซี่ง feel แบบนี้หาไม่ได้ในไม้สปินตัวอื่นๆเช่น Babolat AeroPro Drive GT, Head Extreme MP หรือ Prince EXO3 Tour ไม้ที่ให้ feel ที่ใกล้เคียงที่สุดคือ Head Speed Pro แต่นั่นก็หนักเกิน

Volley/Slice: หลายๆคนอาจมีคำถามว่า X-Yellow มัน volley ไม่ดีจริงหรือ ผมก็ทดสอบตัวนี้อยู่นานเหมือนกัน X-Yellow 99 ไม่ได้ volley ได้สุดยอดเหมือน X-Blue 94 หรือ Wilson Pro Staff มันคนละอารมณ์เลย ถ้าชอบ volley แบบกำไม้หลวมๆตีเนียนๆวางลูกแม่นๆก็ต้องยกให้ X-Blue 94 แต่ถ้าชอบกำไม้แน่นๆและหลอกหน้าไม้เคาะ volley ลึกๆผมว่า X-Yellow มันส์กว่า เนื่องจากว่ามันเป็นไม้ที่น้ำหนักเบา ความคล่องตัวในการเปลี่ยนหน้าไม้เลยสูงตามไปด้วย ถามว่า Stable มั๊ย ถ้าไม่โดน sweet spot ก็มีอาการสั่นครับ แต่ข้อดีคือลูกไม่ปลิ้นหลุดหลังหรือข้างๆ การถ่ายน้ำหนักและ footwork จำเป็นอย่างยิ่งในการตี volley ให้ลึก ส่วน slice ก็ทำได้ดีเช่นกัน ลูกคมวิ่งเลียดเน็ทแต่สปีดไม่สูงเหมือน slice ด้วย X-Blue 94

Summary: DONNAY X-Yellow 99 เป็นไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่ม "ตีมันส์" ตัวนึงในขณะเดียวกันก็เหมาะกับคนที่เล่น Aggressive All-Court ครับ การตีแบบกึ่งแฟลทกึ่งสปินมีประสิทธิภาพดีมาก ตัวแร็กเก็ตทำจากวัสดุผสม XeneCore ทำให้โครงสร้างมีแกนในที่ตันส่งผลให้เพิ่ม feel ในการตีสปินได้มากกว่าไม้สปินตัวอื่นๆ และด้วยความที่มันคล่องตัวมากๆและให้ ball feel ที่ดี การตีลูกจากมุมนึงไปมุมนึงเลยเป็นเรื่องที่ง่าย ผมคิดว่า X-Yellow 99 เป็นไม้ control ที่ดีตัวนึงในกลุ่มไม้เบาด้วยกัน แต่ในเรื่อง power นั้น X-Yellow ต้องอาศัยการถ่ายน้ำหนักมาช่วย ถ้าคาดหวังจะยิงอัด winner แรง ผมว่าไป X-Dual Platinum 99 ดีกว่า คนที่ใช้ Wilson KTour 95, BLX Tour 95, BLX Surge หรือ Dunlop AG500 แล้วต้องการไม้ที่ให้ feel ในการตีที่มากขึ้น แนะนำให้ลอง X-Yellow 99 ครับ



ทดสอบครั้งที่ 2: ผมลองถ่วงด้วย Slide Weight แบบ 3g และเพิ่ม butt cap อีก +10g ผลปรากฎว่าหน้าไม้อืดอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่า stability ในการตี volley สูงขึ้นมาก Ground stroke ก็ตีได้หนักหน่วงขึ้น ราบรื่นขึ้น แล้วผมก็รู้สึกว่าไม้อ่อนตัวมากขึ้นด้วย เป็นไปได้ว่าหัวไม้ที่หนักขึ้นอาจจะทำให้รู้สึกว่าไม้อ่อนตัวลงระหว่างตีบอล หลังจากที่ตีไปได้ไม่นานผมคิดว่าตีแบบไม่ถ่วงจะดีกว่า ผมชอบความแน่น เบา และคล่องตัวแบบเดิมๆมากกว่า ถ้าผมต้องถ่วง 16g บนไม้ X-Yellow 99 ผมไปใช้ X-Red 99 ดีกว่า



Tuesday, April 12, 2011

DONNAY X-DUAL CORE ทั้ง 6 รุ่น สำหรับคอเกมพาวเวอร์หนักๆ

Rating:★★★★★
Category:Other
หลังจากที่ผ่านการทดสอบ prototype มาหลายเดือน ตอนนี้ DONNAY ได้ออกไม้เทนนิสตระกูล DUAL CORE มาแล้วครับ DUAL CORE เป็นเทคโนโลยีที่การผลิตแร็กเก็ตแบบสองชิ้น วงใน-วงนอก เพื่อลดรอยต่อบริเวณ bridge ซึ่งมีผลในเรื่องของการเพิ่ม power และขยาย sweet spot ไม้ series นี้เหมาะกับคนที่ชอบตีแบบ crush คือยิงหนักๆจาก baseline เพราะ Dual Core จะให้ feel ที่ solid & firm มากเวลาอัดแรงๆ ที่สำคัญ Dual Core Technology ถูกวาง roadmap ให้เป็นไม้สำหรับผู้เล่นเกม power หนักๆที่มีปัญหาจากการบาดเจ็บไหล่และข้อศอก ตอนนี้ DONNAY กำลังพัฒนา Tripple Core 102 ให้กับผู้เล่นหญิง WTA บางคนที่อยู่ระหว่างการพักฟื้นเพื่อรอการกลับมา

แล้ว DUAL CORE มันต่างกับ X-Series เดิมยังไง
X-Series: เน้น control และ feel ที่แน่น นุ่ม คลาสสิก เหมาะกับผู้ที่ซวิงช้า-ยาว และเน้นวางลุกจากมุมนึงไปอีกมุมนึง
X-Dual: เน้นสบายข้อมือ/แขน ตีง่าย และต้องการ power ที่เด็ดขาด ซวิงสั้น-เร็ว เหมาะกับผู้ที่ต้องการ power ในการยิงวินเนอร์จากท้าย-กลางคอร์ทโดยไม่เสีย feel

ไม้ X-DUAL CORE มีด้วยกัน 6 รุ่น มีทั้งกริป 4-1/4" และ 4-3/8"
1. X-Dual Platinum 99
2. X-Dual Platinum 94
3. X-Dual Gold 99
4. X-Dual Gold 94
5. X-Silver 99
6. X-Silver Lite 99

ไม้รุ่น DUAL CORE ไม่มี weight slide และ butt cap ตัวหนักมาให้นะครับ แต่ Sport Nova มีอะไหล่แยกไว้บริการ

ส่วน spec และรูปดูรายละเอียดด้านล่างครับ









DONNAY X-Platinum 94





DONNAY X-Gold 99



DONNAY X-Silver 99




DONNAY X-Silver Lite 99




เรื่องของน้ำหนักอุปกรณ์เทนนิส ความรู้สึก VS. ข้อเท็จจริง

Rating:★★★★★
Category:Other
สืบเนื่องจากกระทู้ http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=thaitennis&topic=14637 มีข้อสงสัยเกี่ยวกับน้ำหนักของไม้เทนนิส DONNAY ผมเลยวิ่งไปซื้อตาชั่งมาเมื่อหัวค่ำนี้เอง แล้วก็เอาไม้ X-Black และ X-Blue ทั้ง 4 อันของผมมาขึ้นชั่งดู ซึ่งถ้าดูจากสติ๊กเกอร์ actual spec ด้านในไม้ทั้ง 4 ตัวควรจะหนัก 325 กรัม ผลปรากฎว่าน้ำหนักไม้ทั้งสี่ตัวอยู่ในช่วง 328, 328.5 และ 329 กรัม (วัดที่ความละเอียด 0.5g) ทั้งสี่ตัวนี้ผมยังไม่ได้ ถอดพลาสติกหุ้มกริปกับยางรัดแผ่นกระดาษโฆษณาออกไป ซึ่งทั้งสองอันรวมกันก็น่าจะหนักประมาณ 3-4 กรัม (หนักพอๆกับ dampener 1 ตัว) ถ้าเอาไปหักออกจากน้ำหนักไม้ก็น่าจะลงมาอยู่ที่ 325 กรัมตามที่แจ้งครับ

X-Black 94 ตัวที่ 1: 328.5g


X-Black 94 ตัวที่ 2: 329g


X-Blue 94 ตัวที่ 1: 328g


X-Blue 94 ตัวที่ 2: 328.5g


สรุปผลการทดสอบ: ผมคิดว่า QC ในด้านน้ำหนักของไม้ DONNAY อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ คลาดเคลื่อนไปประมาณ 0.05/328 = 0.15% และผลการชั่งน้ำหนักไม้ Dual Core ทั้ง 6 ตัวเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วที่ CV ก็สอดคล้องไปในทางเดียวกัน คนที่ซื้อไม้ X-Series ไปแล้วสบายใจได้ครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าผมจะไปหา X-Blue 99 รุ่นแรกที่หนัก 310 กรัมมาลองชั่งดู ถ้าหาได้แล้วจะแจ้งผลอีกทีครับ

ปล. น้ำหนักไม้เทนนิสในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็น Average Weight เนื่องจากไม่มีใครสามารถทำน้ำหนักออกมาได้เป๊ะๆตามที่ระบุ Yonex เป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่บอกน้ำหนักเป็น Average Weight อย่างชัดเจนบนไม้ ส่วน DONNAY จะบอกเป็นน้ำหนักเริ่มต้น (Start Weight) กับน้ำหนักจริง (Actual Weight)

ความคิดเห็นส่วนตัว: น้ำหนักของไม้เป็นเพียงหนึ่งใน guideline อย่างนึงที่ใช้ในการพิจารณาเลือกอุปกรณ์เทนนิส มันไม่สามารถบอกได้อย่างเจาะจงว่าน้ำหนักเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ต้องลองเอาออกไปเล่นเองครับ เวลาหยิบมาถือจะรู้สึกแบบนึง แต่พอเอาไปลองเล่น อาจจะรู้สึกตรงกันข้ามก็ได้ จากที่ลองมาหลายไม้ รูปร่างไม้+บาลานซ์ มีผลต่อความยาก-ง่ายในการเล่นมากกว่าน้ำหนัก ผมเคยเล่นไม้ของ Berdych และ PT57E เปรียบเทียบกัน เป็นที่ชัดเจนว่าไม้ Berdych เล่นแล้ว "รู้สึก" ว่ามันซวิงยากกว่าในขณะที่ PT57E ซวิงได้ลื่นไหลมาก และเมื่อเอาไม้ทั้งสองมาชั่งเพื่อหา "ข้อเท็จจริง" แล้วพบว่า ไม้ Berdych หนักแค่ 337g ในขณะที่ PT57E หนัก 360g ซึ่งข้อเท็จจริงมันขัดแย้งกับความรู้สึกมากๆ เพราะฉะนั้นผมถึงได้ย้ำหลายครั้งว่าให้ไปลองไม้ก่อนซื้อเวลาที่ถูกถามว่าไม้ xxxxx มันเป็นยังไง

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆของ DONNAY ผมก็เอามาชั่งด้วยเหมือนกัน

Slide Weight ชุดใหม่ที่ข้างนอกเป็นพลาสติก ข้างในเป็นตะกั่ว หนักชิ้นละ 3 กรัม เป๊ะๆ หลังจากนี้ไม้ DONNAY จะไม่มี Weight Slide แบบยาวๆกับ Butt Cap ปรับน้ำหนักมาให้แล้วนะครับ แต่จะมีเป็นอุปกรณ์เสริมแยกต่างหาก




ผมว่า DONNAY เค้าใส่ใจเรื่องน้ำหนักไม้มากๆ pallet ทุกชิ้นยังต้องมีน้ำหนักกำกับไว้ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำหนักไม้ DONNAY ถึงคลาดเคลื่อนแค่ 0.15%


ฝาปิด Butt Cap ทั้ง 3 น้ำหนัก:




ถ้าซีเรียสเรื่องน้ำหนักจริงๆ ผมแนะนำให้มาดูที่ strung weight ดีกว่าซึ่งมันเป็นน้ำหนักรวมหลังจากขึ้นเอ็น ติด dampener หรือ power pad และ พัน overgrip เรียบร้อยแล้วดีกว่า

ไม้ Federer ซึ่งเป็นไม้ pro stock ทำพิเศษที่ประสิทธิภาพสูงกว่าไม้ในท้องตลาด ก่อนผ่านกันปรับแต่งหนักไม่เท่ากันสักตัว ลองดูภาพด้านล่างว่าเค้าติดตะกั่วที่หัวสั้นยาวแตกต่างกันออกไป แต่พอ Priority One Tennis เอามาแต่ง ทุกตัวมี strung weight ที่ 365 เท่ากันทุกตัว





ที่มา: http://www.p1tennis.com/media

หลังผ่านการปรับแต่งหนัก 365g




ที่มา: http://www.globaltennisforum.com/roger-federer/45-actual-weight-balance-roger-federers-racquet.html

ส่วนไม้ Babolat AeroPro Drive GT ที่คนไทยใช้กันอยู่ (ทั้งของจริงและปลอม) หนักประมาณ 300g unstrung ในขณะไม้ที่ Nadal ใช้หนัก 311g unstrung แต่ถ้าขึ้นเอ็นไปก็หนัก 335g




ที่มา: http://tt.tennis-warehouse.com/showthread.php?t=365315

Saturday, March 12, 2011

Volkl Organix 10 (325g) VS. Head YouTek IG Speed Pro (335g)

Rating:★★★★
Category:Other
เมื่อวันศุกร์ได้มีโอกาสลอง Volkl Oranix 10 325g อยู่เกือบชั่วโมงแล้วทำให้นึกถึงไม้ที่เคยลองมาอีกตัวคือ Head YouTek IG Speed Pro ครับ ไม้สองตัวนี้มีความคล้ายกันมากในแง่ของ playability คือเหมาะกับคนที่เล่น groundstroke จากท้ายคอร์ทเป็นหลัก ไม้มีน้ำหนักเยอะทั้งคู่ซึ่งจะช่วยในเรื่องความเสถียรของหน้าไม้และ plow-thru ทำให้เพิ่มความคงเส้นคงวาในการตีลูก groundstroke จาก baseline แต่น้ำหนักก็ไม่มากเกินไปสำหรับคนที่ชินกับพวก Head Prestige มาก่อน

First Touch: สีสันและคุณภาพของการทำสีผมให้ Speed Pro เหนือกว่าครับ นอกจากนี้ก็มี CAP Grommet แบบสีขาวขุ่นและกริปหนังสีขาวที่ทำให้ Speed Pro เป็นไม้ที่เลียนแบบได้ยากในขณะที่ Ogranix 10 ออกแบบเรียบๆ (แต่ยังไงก็ไม่มีใครเลียนแบบ Volkl อยู่แล้ว)

Ground Stroke: เมื่อลองจับไม้ทั้งคู่จะรู้สึกได้เลยว่า Speed Pro คล่องตัวกว่าทั้งๆที่น้ำหนักเยอะกว่า 10g ทั้งคู่ให้ความหนักแน่นในการตี forehand groundstroke พอๆกัน ลูกที่ออกจากหน้าไม้ได้ ball speed ที่ดีและพุ่งมาก แต่เนื่องจาก balance ของ Oragnix 10 มาทางหัวมากกว่าเลยทำให้ Speed Pro ซวิงได้ง่ายกว่า ผมชอบ groundstoke ของ Organix 10 มากกว่าเพราะมันเข้ากับ timing วงซวิงของผมมากกว่า ในส่วนของ backhand นั้น Organix จะได้เปรียบกว่าโดยเฉพาะคนที่ตี backhand มือเดียวเพราะรูปร่างของ Oraganix 10 เรียวมนกว่าในขณะที่ Speed Pro จะค่อนข้างกลมจะเหมาะกับการตี backhand สองมือมากกว่า Stiffness ของ Oranix 10 น้อยกว่าช่วยลดความกระด้างตอนตีบอลไปเยอะครับ

Feel: Organix 10 ให้ ball feel ที่ "นุ่มและคมชัด" กว่า IG Speed Pro ที่ค่อนข้างจะจืดๆไปซักนิด จืดกว่าตัวก่อนอีก เปลี่ยนเอ็นมาสองรอบยังไม่ได้ feel ที่ถูกใจเลย เอ็นที่ผมใช้บน Organix 10 เป็น hybrid ของ Weisscannon Scorpion กับ Explosiv! จะให้ feel ที่ นุ่ม คม และ แน่นกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องขึ้นกับไม้ที่เป็น 16x19

Power: IG Speed Pro จะได้เปรียบกว่า Power ของ Organix 10 จะน้อยกว่า จะว่าไปแล้วคล้ายๆกับ Power ที่ได้จากไม้ Yonex คือ ดังแต่ท่อล้อไม่ไป ถ้าใส่ไม่เต็มลูกมุดติดเน็ตแน่นอน

Volley: ชัดเจนว่า IG Speed Pro ดีกว่า ด้วยเฟรมที่บางกว่า, หัวเบากว่า, และก้านแข็งกว่า ทำให้ volley ได้แน่นอนและลุกพุ่งกว่าครับ

Spin & Slice: ทั้งคู่ไม่ได้เกิดมาเพื่อสปินโดยเฉพาะ สปินได้ครับแต่ต้องใช้ความพยายามมากๆทั้งคู่เนื่องจากไม้มีน้ำหนักสูง ถ้าตีท๊อปสปินบอลต่ำโดยปัดจากล่างขึ้นบน Organix 10 เหมาะกว่าเพราะหัวไม้เรียวกว่า ถ้าเป็นไซด์สปิน (side spin) ที่ต้องตีบอลสูงเหนือเอว (ตีแบบ Novak) ก็ IG Speed Pro ดีกว่าครับ

ปล. ผมไม่รู้สึกว่าเทคโนโลยี Optispot ของ Volkl Organix จะช่วยให้ตีแม่นขึ้น แต่ยอมรับว่า sweet spot ของ Organix 10 ตัวนี้ดีกว่า PB10 Mid Plus รุ่นที่แล้วเยอะ

ตอนนี้สามารถ comment ได้แค่นี้ครับ ไว้ถ้ามีโอกาสได้ลอง Speed Pro กับเอ็น Weisscannon แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังอีกรอบครับ

Volkl Organix 10 325g






Head YouTek IG Speed Pro