Pages

Saturday, March 9, 2013

Mini Review: Wilson Steam 99s & Wilson Blade 93 2013



ปีนี้โชคดีมากซื้อไม้มา 6 อันมีตีไม่เข้ามือแค่อันเดียว (Head Graphene Speed Pro) นี่เป็นอีก 2 ไม้ที่ผมมองว่า "น่าเล่น" มาจากค่าย Wilson ทั้งคู่ เมื่อคืนเอาไปลองมาแล้วครับ

Wilson Blade 93 2013: ตีง่ายกว่า K Blade Tour เหมือนกับเป็นคนละไม้ ผมขึ้นเอ็น Solinco Tour Bite 19 ให้กับไม้ทั้งคู่แล้วเอามาตีเทียบกัน ก้านของ Blade 93 2013 แข็งกว่า sweet spot ใหญ่โต แต่ให้สัมผัสบอลที่นุ่มนวลให้ feel ในการตีบอล "clean" กว่าตัวเก่าแรงสะท้านที่ส่งมาถึงมือน้อย เหมือนกับ Wilson จะปรับ feel ไม้รุ่นใหม่ๆมาให้เหมาะกับเอ็น poly มากขึ้น (ผมว่า Wilson มาถูกทางแล้ว) ลองเปิดท้ายด้ามเช็คดูปรากฎว่า Wilson เปลี่ยนโฟมที่ใช้ให้แน่นขึ้นละเอียดขึ้นคล้ายๆกับโฟมของ DONNAY บาลานซ์ของไม้ตัวนี้หนักเทมาท้ายด้ามแต่หัวไม้ก็ยังมีน้ำหนักที่มากพอที่จะให้แรงปะทะที่ดีและหน้าไม้ที่นิ่ง power ดีกว่าเดิมมาก ในขณะที่ KBlade Tour น้ำหนักอยู่แถวกลางไม้ซะเยอะทำให้ซวิงช้าและหนักกว่า ด้วยความที่ก้านแข็งขึ้นบวกกับความคล่องตัวทำให้สามารถเล่นแบบสะบัดข้อมือได้ดีกว่าเดิมครับ ข้อเสียคือกริปไม่ได้เป็นหนังเหมือนรุ่นเก่าๆ



Wilson Steam 99s: เป็นไฮไลท์ของคืนนี้ มันเป็นไม้ที่ตีง่ายไม่ต้องปรับตัวนาน Steam 99s ตีสปินได้ประทับใจมากกว่า Babolat AeroPro Drive 2013 และตีสวน groundstroke หนักๆได้ว่องไวคล่องตัวเหมือน Yonex VCore Tour 97 เชื่อแล้วว่า Spin-Effect Technology ของ Wilson ตัวนี้เวิร์คจริงๆ น้ำหนักไม้ Steam 99s ถูกกระจายมาอยู่ท้ายด้ามในขณะที่ AeroPro Drive จะมีน้ำหนักอยู่ที่หัวไม้เยอะกว่า ทำให้ความคล่องตัวโดยรวมของ Steam 99 เป็นต่อ AeroPro Drive มากพอสมควร ใครที่เคยสัมผัสความคล่องตัวของไม้ Wilson ตระกูล Pro Staff มาก่อนจะเข้าใจดี แต่ความนิ่งของหน้าไม้ยังเป็นรอง AeroPro Drive

จุดเด่นอีกอย่างอยู่ที่ string pattern 16x15 ที่ให้ความรู้สึกว่าเอ็นแหวกออกตอนกระทบบอลมากกว่าไม้ตัวอื่นๆ หน้าไม้อุ้มบอลและกัดบอลดีมากๆ ตอนตีบอลว่าเหมือนบอลมันโดนดูดจมอยู่บนหน้าไม้นานขึ้นก่อนที่จะถูกดีดออกไป หน้าไม้ไม่มีอาการกระด้างหรือสะท้านแต่อย่างใด แต่เวลาตีแฟลตบอลจะมีอาการเหินกว่าไม้ทั่วไปต้องพยายามกดหน้าไม้ไว้ สุดท้ายตั้งใจจะตีแฟลตบอลก็ติดสปินอยู่ดี power ดีและ control ยังได้อยู่ ยิงอัดจากท้ายคอร์ทหรือกลางคอร์ทมันส์มาก หน้าไม้ 99 ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับแบ็คแฮนด์มือเดียว แถมตีแบ็คแฮนด์สปินได้ง่ายมากๆด้วย จะว่าไปแล้วไม้ Steam 99s ให้ feel ที่แน่นนุ่มนวลคล้ายๆ Prince EXO3 Tour มากๆ (ผมจับ feel ของไม้ Prince ไม่ได้ดีเท่า Wilson) และไม่มีความรู้สึกกลวงถึงแม้ว่าไม้จะกลวงครับ ไม้ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ตีท๊อปสปินดีอยู่แล้ว แต่น่าจะเหมาะกับคนที่ตีแฟลตอยู่แล้วอยากมาเริ่มตีแนวท๊อปสปินดูบ้างครับ

Saturday, February 9, 2013

Mini Review: Volkl Organix 10 Mid



ลองตีมา 3 ครั้งแล้วครับ X10mid มี swingweight ที่สูงกว่า PB10mid แรงปะทะดี ตีกราวด์สโตรกได้ดีมากพอๆกับไม้ midplus (จริงๆแล้วผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นไม้หน้าเล็กเลย) แถมลื่นไหลกว่าด้วย plow-thru สูงตีบอลแล้วเหมือนแรงต้านน้อยลงกว่าตัว PB10mid จุดเด่นเรื่องความคล่องตัวยังมีอยู่ถึงแม้ว่าหัวไม้จะหนักขึ้น หัวไม้เร็วใช้ได้แต่ไม่เท่า PB10mid รูปร่างไม้แบบนี้เฟรมบางแบบนี้ผมว่ายังอัพน้ำหนักได้อีกเยอะโดยที่ความคล่องตัวยังอยู่เหมือนเดิม ก้านไม้แข็งกว่า PB10mid นิดหน่อยเพราะเฟรมหนากว่า PB10mid 0.5mm และรูปร่างเฟรมอ้วนกลมขึ้นเล็กน้อย แต่พอเอามาตีแล้วประกอบกับ balance ที่เพิ่มมาทางหัวทำให้รู้สึกว่าไม้ยังอ่อนอยู่ ทีแรกก็คิดว่า power จะน้อยแต่ปรากฎว่าส่งลูกไปถึงท้ายคอร์ทได้ในวงซวิงที่สั้นกว่าทั้งโฟร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์มือเดียว Feel ไม้นุ่มนวลสไตล์ Volkl แต่ความดิบคมลดลงจาก PB10mid ตอนตีวอลเล่ย์ feel ของ PB10mid ดีกว่าแต่ X10mid ลูกพุ่งลึกกว่าและหน้าไม้นิ่งกว่า

สิ่งที่ผมคิดว่า Volkl พยายามปรับปรุงไม้ตัวนี้คือเรื่องของ power เป็นหลัก ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นเลือกการเพิ่ม stiffness หรือความแข็งของไม้เพื่อเพิ่ม power แต่ Volkl เลือกที่จะคง stiffness ให้อยู่ที่ 59RA เท่าเดิมแต่เปลี่ยนบาลานซ์ให้มาที่หัวไม้เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่ม swingweight และ power ซึ่งผมคิดว่า Volkl มาถูกทางแล้ว ตอนตีบอลหลุด sweet spot ยังให้ power ดีอยู่ซึ่งไม้รุ่นใหม่ๆที่หัวเบาอย่าง Wilson PS90BLX หรือ Head IG Prestige Mid ทำแบบนี้ไม่ได้

ข้อเสียอย่างเดียวคือกริปที่แบนและเล็กกว่าเดิมประมาณ 1 เบอร์ ไม้สไตล์นี้มันต้องกริปแบบ Wilson โดยรวมๆไม้นี้ยังคงเป็นไม้ All-Court ที่มีความคล่องตัวสูงและมี power ที่สูงขึ้นสามารถขยับมาตีแนว baseline แบบ

สิ่งที่ผมอยากจะปรับเพิ่มเติมเกี่ยวกับไม้ตัวนี้คือ 1) ปรับรูปร่างกริปให้คล้าย Wilson Pro Staff 2) เปลี่ยนเอ็นเป็น Solinco Tour Bite 19 หรือ 20 เพื่อเพิ่มสปินให้กับวงซวิงสั้นๆ

Sunday, February 3, 2013

First Hit: Head Graphene Speed Pro



หลายๆคนอาจจะกำลังสนใจไม้ใหม่ของ Novak อยู่แล้วก็รอรีวิวภาษาไทยของไม้ Head Graphene Speed Pro ใน Tennis Warehouse เองมีวีดีโอรีวิวเป็นภาษาอังกฤษแล้วผลออกมาเป็นไม้ที่ดีมาก ในกระทู้ Talk Tennis ก็เริ่มมีคนเข้ามาพูดถึงไม้ตัวนี้เยอะขึ้น http://tt.tennis-warehouse.com/showthread.php?t=452331 แต่เท่าที่อ่านมายังหาข้อสรุปอะไรไม่ได้ เจ้าของกระทู้เองก็บอกว่าไม้ตัวนี้มีดีหลายอย่างแต่สุดท้ายก็ขายทิ้่งเพราะไม้รุ่นเก่าเข้ามือกว่า คนที่ซื้อไปเอาไปตีก็บอกว่าไม้ดีแต่ยังมีปัญหาอยู่สองสามอย่าง ดูท่าทางเค้าก็พยายามจะชอบให้ได้

ทีนี้มาถึงผมบ้าง สั้นๆเลย "ไม้นี้ดราม่าเยอะ" ได้มาวันแรกผมขึ้นเอ็น Solinco Tour Bite 17 ที่ 48 ปอนด์ (เพราะเอ็นมันถี่เหลือเกิน) แล้วพัน Tournagrip 2 ชั้น (เพราะ FBT ไม่เอากริป 4-3/8 เข้ามา) แล้วเอาไปลองตี 10 นาทีแรกด้วยวงซวิงแบบแฟลตๆลากไม้สั้นๆ ผลคือ ...หงุดหงิดครับ! power เดี๋ยวน้อย เดี๋ยวเยอะ หา sweet spot ไม่เจอ คอไม้อ่อนช่วงกลางๆซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่หัวไม้ไม่ค่อยแข็งทั้งๆที่ควรจะแข็งโดยเฉพาะไม้หน้าใหญ่ เวลาตีบอลเลยเหมือนหน้าไม้สบัดโยกเยกไปมา ไม่นิ่งเลย ในเวลาเดียวกันผมก็ลองไม้ Dunlop F3.0 Tour ที่ขึ้นเอ็น spec เดียวกันด้วย ไม้ F3.0 Tour ตีง่ายกว่าแน่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่พอผมเอาไปให้เพื่อนอีกคนซึ่งมีวงซวิงยาวกว่ามาตีบอกว่าไม้ Speed Pro ตัวนี้ตีดี ชอบเลย ผมเลยต้องมาปรับวงตัวเองดูอีกทีโดยที่เปิดหน้าไม้ตีมากขึ้น ลากยาวขึ้น มันก็ตีดีขึ้นจริงๆ บอลไปแรงขึ้นลึกขึ้น แต่จะให้ตีลากยาวๆแบบนี้ตลอดไม่ไหวแน่ๆ

ผมเดาว่าไม้ตัวนี้มีปัญหาที่หัวไม้ที่อ่อนเกินไป เท่าที่ลองตีดูในวันแรกหัวไม้บริเวณ 10-2 นาฬิกาน่าจะมีน้ำหนักดีอยู่แล้ว เลยขอลองถ่วงไม้เพิ่ม 9g ที่บริเวณ 3 ยาวไปถึง 6 และ 9 นาฬิกาเพิ่มความนิ่งของหัวไม้ช่วงล่างแล้วก็เปลี่ยนเอ็นเป็นไฮบริดระหว่าง Polyfibre Black Venom กับ Volkl Classic Synthetic Gut ที่ 48 กับ 52 ปอนด์ ผลคือไม้นิ่งมาก แต่ power ยังแกว่งๆอยู่ แล้วหัวไม้ก็หนักเกินที่จะซวิงไหว สุดท้ายก็ตัดเอ็นทิ้งแล้วก็รื้อตะกั่วออกหมดเลย

มาถึงตอนนี้ผมคิดว่าหัวไม้ Speed Pro คงจะมีปัญหาจริงๆ หัวไม้อ่อนๆถ้าขึ้นเอ็นหย่อนๆแล้วจะหาความนิ่งกับ sweet spot ได้ยากกว่าไม้หัวแข็ง ผมเลยต้องงัดสูตรไม้ตายออกมาใช้คือ "โพลีเส้นใหญ่ขึ้นตึง" ผมขึ้น Solinco Barb Wire 16 ที่ 54 ปอนด์ ถ้าไม้ 18x20 ปกติผมไม่ขึ้นเอ็น poly เกิน 48-50 ปอนด์เพราะเอ็นจะยืดเร็ว แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก ผลปรากฎว่าแก้ปัญหาได้เกือบหมด ตอนนี้หน้าไม้มี sweet spot ที่ชัดเจนแล้ว ตีบอลได้นิ่งและแน่นมากโดยที่ไม่ต้องถ่วงเลย แต่เมื่อเย็นผมลองถ่วงเพิ่มที่ 3 และ 9 นาฬิกาอีก 6g แล้วยิงบอลได้หนักหน่วงกว่าตอนไม่ถ่วงเยอะพอสมควรในขณะที่ยังซวิงไหว น้ำหนักไม้รวมเอ็นอยู่ประมาณ 350g

สรุป: ไม้ G-Speed Pro เป็นไม้ที่ไม่เหมือนกับไม้ Head ตัวอื่นๆที่ผ่านมาเพราะการกระจายน้ำหนักหัว-ท้าย (polarization) ทำให้ไม้มีจุดอ่อนในช่วงล่างของหน้าไม้ ถ้าใครคิดจะซื้อ G-Speed Pro มาใช้ผมแนะนำให้ไปยืมไม้เพื่อนมาลองตีก่อน หรือถ้าจะซื้อเลยก็เลือกใช้เอ็นเส้นใหญ่แล้วขึ้นตึงเกิน 54 ปอนด์ไปเลยครับ

Mini Review: Babolat Aero Pro Drive 2013

เมื่อวันศุกร์เพิ่งได้ลอง Babolat AeroPro Drive 2013 เป็นครั้งแรก พอดีกับช่วงที่ Solinco ส่งเอ็นใหม่มาให้ทดสอบคือ Solinco Outlast 16 Neon Green ทั้งเอ็นและไม้สีเข้ากันมาก ดูเด่นมาแต่ใกล ผมได้ลองไม้ตัวนี้แค่ประมาณ 30 นาทีเพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ทดลองไม้ Head Graphene Speed Pro ไปซะเยอะ ไม้ตัวนี้เป็นไม้ที่ตีง่ายมาก มากจนไม่ค่อยท้าทายเท่าไหร่ feel ก็ยังโปร่งๆตามสไตล์ Babolat เสียงตีบอลเมื่อเทียบกับไม้ Speed Pro หรือ F3.0 Tour บอกได้ชัดเจนว่าข้างในกลวง แต่ความกลวงไม่มากเหมือน Babolat Pure Drive 2012



ตามสเปค Babolat AeroPro Drive 2013 หัวหนักกว่าและก้านแข็งกว่าเดิมนิดหน่อย (ไม้ใหม่ๆในปี 2013 ก็ปรับบาลานซ์มาทางหัวไม้มากขึ้นแล้วก็ก้านแข็งขึ้นด้วย) ผมไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่เพราะไม่มีไม้ตัวเก่ามาเทียบ แต่โดยรวมๆ APD 2013 ก็ยังเป็นไม้ที่เบา คล่องตัว และแข็งมาก ซึ่งก็ทำให้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของไม้แข็งคือทำให้การคุมทิศทางบอล groundstroke ได้ง่าย สั่งเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ง๊ายง่าย คนที่เคยตีไม้คอนโทรลมาก่อนจะรู้สึกได้เลยว่าไม่ต้องพยายามเหมือนไม้คอนโทรลตัวอื่น อรรถรสในการตีอาจจะลดลงไปเยอะ ส่วนข้อเสียของไม้แข็งตีนานแล้วอาจเจ็บแขนเพราะพลังงานจากแรงสะท้านส่งผ่านมาที่ศอกและไหล่ได้มากกว่า

Power ของไม้ APD 2013 ให้มาอย่างล้นๆ ตีผ่อนๆก็ไปถึงหลังได้อย่างง่ายดาย หน้าไม้ไม่มีอาการพลิกแต่อย่างใด ถ้าขึ้นเอ็นขอให้ขึ้นตึงไปเลยครับ เลือกเอ็นเส้นโตๆขึ้น 55 ปอนด์จะดีมาก เอ็นที่ผมลองอยู่เป็นโพลีที่ทำงานได้ดีที่ความตึงสูงเลยเข้ากับไม้ตัวนี้ได้ดี ไม่มีอาการแข็งกระด้าง หรือยืดย้วยแต่อย่างใด

นอกจากเรื่องความง่ายในการตีแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของไม้ APD 2013 คือความสามารถในการปั่นบอลตีท๊อปสปิน ผมไม่ใช่คนที่ตีท๊อปสปินเป็นหลักแต่ก็สามารถสังเกตุได้ว่ารอบการหมุนของบอลที่เกิดจาก APD 2013 มีมากกว่าไม้ตัวอื่นๆที่ผมกำลังทดสอบในเวลาเดียวกันเช่น Head G-Speed Pro, Dunlop F3.0 Tour, Yonex VCore Tour 97 อย่างชัดเจน เป็นไปได้เพราะว่า string pattern ที่เปิดกว้างกว่า (16x19) เลยกัดบอลได้ดีกว่า แต่ผมว่ามีปัจจัยอื่นๆในไม้ตัวนี้มาช่วยในเรื่องในการตีท๊อปสปินแน่นอน เรื่องท๊อปสปินยังจะเป็นจุดขายของไม้ APD 2013 ได้อีกนานครับ ก็ไม่แปลกที่ไม้ Aero Pro Drive ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นปัจจุบันดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย 

Tuesday, December 11, 2012

Guru Talk: เรื่องของ Carbon Fiber วัสดุหลักที่ใช้ทำไม้เทนนิส

ต่อจากตอนที่แล้วเรื่องของวัสดุไฮเทคทั้งหลายที่แต่ละบริษัทเอามาโฆษณา คราวนี้ก็มาถึงเรื่องเนื้อๆของวัสดุหลักแล้วครับ นั่นคือ Carbon Fiber บางคนเรียก Carbon Graphite

ทำไมต้อง Carbon Fiber: เพราะว่ามันมีกำลังต้านทานแรงดึงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเองและดูดซับแรงสะท้านได้ดี ลองดูตารางด้านล่างเกี่ยวกับ Ultimate Tensile Strength ของวัสดุประเภทต่างๆจะเห็นว่า Carbon Fiber เกือบจะเบาที่สุดแต่กำลังรับแรงดึงสูงกว่าเหล็ก อลูมิเนียม และไม้ ในขณะที่วัสดุตัวอื่นๆอย่าง Titanium, Liquid Metal และ Tungsten รับแรงดึงได้น้อยกว่าแถมยังน้ำหนักมาก 3-10 เท่าตัว นี่แหละคือเหตุผลที่ผมไม่เชื่อว่าในไม้เทนนิสเบาๆจะมีวัสดุเหล่านี้อยู่ แต่ถ้าบอกว่ามี Aramid หรือ Kevlar หรือ Twaron อยู่ผมว่าฟังแล้วมีเหตุผลมากกว่า



ที่มา:
http://en.wikipedia.org/wiki/Ultimate_tensile_strength 

Carbon Fiber Cloth: คือ Carbon Fiber เป็นมัดๆมาถักทอเป็นผืน ในแต่ละมัด (tow) จะประกอบไปด้วย Carbon Fiber เส้นเล็กๆหลายพันเส้นซึ่งมีตั้งแต่ 1000 (1k), 3000 (3k), 6000 (6k), 12000 (12k) ในอดีต 3k ถือว่าเป็นมัดที่นิยมมากที่สุดเพราะให้ feel ในไม้เทนนิสที่ดีสุด แต่ในปัจจุบัน 3k หายากมากและราคาแพงทางผู้ผลิตเลยหันมาใช้ 6k แทน ส่วนไม้ pro stock หลายๆอันโดยเฉพาะจากค่าย Dunlop และ Head ยังใช้ 3k อยู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมไม้ retail กับไม้ pro stock ให้ feel ที่ไม่เหมือนกัน
 
การทอ Carbon Fiber Tow: มีหลายแบบ ที่ใช้กันมากคือ 
  • Unidirectional หรือการทอทางเดียว ข้อดีคือให้กำลังรับแรงดึงสูงสุด และ มีความอ่อนตัว เลยถูกนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักของไม้เทนนิส
  • 2D Braided คือการทอแบบเส้น Tow ตั้งฉากกัน สามารถรับแรงได้สองแกนตามทิศทางของ Tow และมีลวดลายมีความสวยงาม ไม้เทนนิสหลายๆรุ่นมีการโชว์ลาย 2D เพื่อให้ดูแพงขึ้น
  • 3D Braided คือการทอแบบ 3 Tow ทำ Tow 1 ทำมุม 0 องศา, Tow 2 ทำมุม 45 องศา และ Tow 3 ทำมุม -45 องศา สานกันอยู่ ข้อดีคือสามารถนำมาใช้ในส่วนที่ต้องรับแรงบิดหลายทิศทางและทำให้โครงสร้างส่วนนั้นมีความแข็ง (Stiffness) สูงขึ้น แต่ข้อเสียคือรับแรงดึงได้ไม่สูงเท่า Unidirectional
- ไม้ Dunlop รุ่นเก่าๆใช้โครงสร้าง 3D Braided ในหัวไม้โดยที่ Tow กลางเป็น 3k เลยทำให้ไม้ Dunlop รุ่นเก่าๆอย่าง MW 200g มี feel ที่ดีถึงแม้ว่าหน้าไม้จะแข็ง 
- ไม้ Wilson Pro Staff ใช้ 3D Braided เกือบทั้งไม้ แต่เค้าจะสานกับ Kevlar ซึ่งเป็นวัสดุที่อ่อนและยืดหยุ่นกว่า เลยทำให้ไม้ Pro Staff มี feel ที่อ่อนนุ่มคลาสสิก
- ไม้ Head รุ่นเก่าๆใช้ Unidrectional Graphite แยกชั้นกับ Twaron ไม้ Head รุ่นเก่าๆอย่าง PT630 เลยอ่อนนุ่มและดิบ 


โครงสร้างไม้เทนนิส: ประกอบด้วย Carbon Fiber Cloth มาซ้อนๆรวมกันอย่างน้อย 8 ชั้น (lay up) แต่เนื่องจาก Carbon Fiber มีราคาสูงขึ้น 25% ใน 6 ปีที่ผ่านมาทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องลดจำนวนชั้น Carbon Fiber ลงเหลือ 6 หรือ 7 ซึ่งผลคือ feel ไม่แน่นเหมือนไม้รุ่นเก่าๆ Carbon Fiber Cloth จะผสานกันได้ด้วย Epoxy Resin ซึ่งเป็นเหมือนกาวที่เชื่อม Carbon Fiber Cloth แต่ละชั้นไว้ด้วยกัน สาร Epoxy มักจะถูกเคลือบมาบน Carbon Fiber Cloth อยู่ก่อนแล้วเรียกว่า Pre-Preg แล้วพอนำมาอบเค้าจะใส่ตัว Catalyst เข้าไปเพิ่มเพื่อให้ Epoxy ประสานกันที่ความร้อนสูง คุณสมบัติของ Epoxy จะคล้ายกับคอนกรีตคือรับแรงดึงไม่ดีแต่รับแรงเฉือน (Shear Strength) ได้ดีมาก จะว่าไปแล้วการทำไม้เทนนิสก็เหมือนการหล่อโครงสร้างคอนกรีตเสิรมเหล็ก

Carbon Fiber Lay-Up: หรือการนำ Carbon Fiber Cloth มาตัดเป็นชิ้นๆแล้ววางซ้อนกันในรูปแบบต่างๆเพื่อให้เกิดคุณสมบัติการรับแรงในจุดต่างๆที่ไม่เหมือนกัน เช่นในโครงสร้างหลักของหน้าไม้และก้านเป็น Unidirectional เพื่อรองรับแรงดึงที่เกิดจากเอ็นเส้นตั้งหรือนอนในบริเวณหน้าไม้ และเพื่อรองรับการโก่งตัวของก้านไม้จากการตีบอล ส่วนที่ต้องมีการเจาะรูร้อยเอ็น (ก็ทั้งหน้าไม้นั่นแหละ) เค้าจะเสริมด้วย 2D แต่จะว่างแนวทะแยง +45/-45 องศาแทนที่จะเป็น 0/90 ส่วนในบริเวณ 2, 6, 7, 10 นาฬิกาเป็นจุดที่ต้องรับเอ็นทั้งแนวตั้งและแนวนอน มีโอกาศบิดตัวสูงกว่า เลยต้องมีโครงสร้างแบบ 3D Braided มาเสริมครับ




Feel & Vibration: การวาง lay-up ของ Carbon Fiber Cloth ในแบบต่างๆทำให้เกิด feel ที่แตกต่างกันออกไป ถ้าใครอ่านรีวิวในบล็อกผมบ่อยๆจะเห็นว่าผมอ้างถึง "นุ่ม-แน่น" อยู่หลายครั้ง นี่คือที่มาครับ
- ความแน่นเกิดจากจำนวนชั้น Carbon Fiber อย่างที่บอกว่าควรมี 8 ชั้นขึ้นไปถ้ามี 6 หรือ 7 ความแน่นก็ลดลงไป ผมเชื่อว่าทุกคนต้องการไม้ที่ให้ feel แน่น แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าไม้เทนนิสที่เรามี Carbon Fiber กี่ชั้น ...เรื่องนี้ผู้ผลิตไม่บอกกันแน่นอนครับ ต้องลองเอามาตีเอง แล้วความแน่นก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการถ่วงตะกั่วด้วย
- ความแข็ง-นุ่มจะเกิดจาก Carbon Fiber ชุดหลักที่เดินรอบหัวไม้ครับ ถ้าในหัวไม้มี 3D Braided เยอะหน้าไม้ก็จะแข็งๆ แต่ถ้าเป็น Unidirectional หน้าไม้ก็จะนุ่มนวลกว่า แล้วความนุ่ม-แข็งก็ไม่สามารถแก้ไขด้วยการถ่วงตะกั่วเช่นกัน

Feel มักจะมาพร้อมกับแรงสะท้านหรือ Vibration การลดแรงสะท้านที่ถูกหลัก คือการทำให้แรงสะท้านสูญเสียพลังงานไปตามรอยต่อของ Carbon Fiber Cloth ในแต่ละจุดครับ จำนวนจุดยิ่งเยอะแรงสะท้านก็ยิ่งสลายได้ดี ในไม้รุ่นเก่าๆรอยต่ออาจจะมีมากถึง 38 จุดแต่ค่าแรงในการทำจะสูงมาก ไม้รุ่นใหม่ๆรอยต่อน่าจะลดลงไปเพื่อไม่ให้ค่าแรงบานปลาย การลดแรงสะท้านของไม้เทนนิสถือว่าเป็นศิลปะและความชำนาญของผู้ผลิตในแต่ละเจ้าครับ

ความเห็นส่วนตัวเรื่อง Feel: Feel เป็นเรื่องของความชอบของแต่ละบุคคล ผมบอกไม่ได้ว่า feel แบบใหนดีสุด แต่โดยส่วนตัวผมชอบ feel ที่นุ่มและแน่น นั่นหมายความว่าต้องมีจำนวนชั้นของ Carbon Fiber Cloth ที่มากกว่า 8 ชั้นซึ่งหนาพอสมควรและมีส่วนประกอบของ 3k Carbon Fiber หรือเทียบเท่าอยู่ในนั้น ผู้ผลิตหลายรายอ้างว่าตัวเองใช้วัสดุที่บางเบาและแข็งแกร่งขึ้นแต่มันขัดแย้งกับสิ่งที่ผมเชื่อเพราะ

1) ถึงแม้วัสดุจะแน่นบางและแกร่งแค่ใหน แต่ถ้าความหนาไม่พอหรือเนื้อวัสดุแข็งเกินไป มันก็จะไม่สามารถทำให้ feel นุ่ม-แน่นได้
2) มันเป็นไปได้ยากที่ผู้ผลิตจะเอาวัสดุราคาแพงกว่ามาทดแทน Carbon Fiber

วันนี้ขอจบเท่านี้ก่อน ไว้เจอกันคราวหน้า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ

Saturday, December 8, 2012

Mini Review: Dunlop Biofiber F3.0 Tour กับ Head IG Radical MP

เมื่อวันศุกร์ไปลองอุปกรณ์ใหม่มาสองชุดครับ



ชุดแรกเป็น Dunlop Biofiber F3.0 Tour (18x20) ที่ขึ้นเอ็น Solinco Outlast 17 ไว้ (กี่ปอนด์ก็ไม่รู้) ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่ฉีกแนว Dunlop 300 Tour เดิมๆมากเพราะให้ feel ที่ modern คล้ายๆกับพวก ไม้ตระกูล Aero ของ Babolat จะว่าไปแล้วคล้ายๆ Wilson BLX Blade 98 รวมกับ Babolat AeroPro Drive รูปร่างหน้าตัดก้านเป็นตัว "D" ซึ่งเป็นแนวโน้มของการออกแบบไม้รุ่นใหม่ๆ ทั้ง Wilson Blade และ Angell ก็ใช้ดีไซน์แบบนี้ สิ่งที่รู้สึกได้จาก D-Beam คือความไวและความนิ่งของหน้าไม้ หน้าไม้ไม่พลิกเหมือน Dunlop 300/300Tour รุ่นก่อนๆ แต่ความไวของหน้าไม้ไวช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับการตีบอลใกล้ตัวได้ดี โดยรวมตีง่ายและนิ่งกว่า 300 Tour ตัวเก่า คอนโทรลทิศทางดี ความแข็งของก้านไม้ระบุว่า 64RA แต่ตอนตีแข็งกว่านั้น น่าจะ 67RA เป็นอย่างต่ำ power ไม่จัดเท่า Babolat แต่คนที่บ้าพลังน่าจะชอบตัวนี้โดยเฉพาะถ้าตีแฟลตเพราะคอนโทรลดี อัดแรงๆแล้วไม่ปลิ้นในขณะที่ไม้ Babolat จะเหมาะกับคนที่ตีสปินมากกว่า จุดที่หลายๆคนอาจจะไม่ชอบคือรูปร่างหน้าไม้ที่บานๆเหมือนไม้ oversize ครับ

ชุดที่สองเป็น Head IG Radical MP ที่ขึ้น Solinco Tour Bite 17 ชุดนี้ให้ feel ที่เป็นคนและแนวกับชุดแรกเลย ในขณะที่ Dunlop จะให้ความรู้สึก "ตีง่าย" แต่ Head จะให้ความรู้สึก "ตีมันส์" ไม้กับเอ็นเข้ากันมากๆ ไม้ก้านอ่อนกับเอ็นเฟิร์มเหมาะกับคนที่ชอบอัดบอลแรงๆและเล่นเกมรุก รูปร่างหน้าไม้เป็นรูปไข่สวยงามตามสไตล์ของ Head Radical MP ก้านไม้เป็นแบบ aero ไม่ box beam เหมือนรุ่นเก่าๆแล้ว ไม้คล่องตัวพอๆกับชุดแรก และคอนโทรลดีพอๆกัน แต่ส่วนตัวแล้วผมว่า IG Radical MP ยิงบอลได้หนักหน่วงกว่าและคงเส้นคงวากว่า Dunlop F3.0 Tour อาจจะเป็นเพราะการกระจายน้ำหนักมาทางหัวไม้มากกว่า ความนิ่งของหน้าไม้เป็นรอง Dunlop ครับ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากได้ไม้ที่ให้ feel โดยรวมคล้ายๆ Head IG Radical MP แต่รูปร่างเป็น D-Beam จะเยี่ยมมากๆ

ระหว่างไม้ power เอ็น spin กับ ไม้ spin เอ็น power

อาทิตย์ก่อนมีคนถามเรื่องการเลือกใช้ไม้และเอ็นระหว่าง ไม้ power กับเอ็น spin หรือไม้ spin หรือเอ็น power ดี แล้วผมก็มีโอกาสได้ตอบคำถามซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนเลยเอามาแชร์กันครับ

ถ้าเทคนิคเท่าๆกันแล้วอุปกรณ์ประภทใหนจะเอื้ออำนวยในการตี topspin มากกว่า

1) ทั้งไม้และเอ็นมีผลต่อการเอื้ออำนวยในการตีสปิน มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสไตล์ผู้เล่นครับว่าซวิงช้าหรือเร็ว เริ่มที่ไม้ก่อน ผมใช้คำว่าเอื้ออำนวยในการตีสปิน (spin friendly) เพราะว่าจากผลการทดสอบของ TW ไม้หลายๆตัวมี spin potential ใกล้เคียงกันมาก แยกแทบไม่ออก Head Prestige MP มี spin window และ ball trajectory พอๆกับ Babolat AeroPro Drive ทั้งๆที่เป็นไม้คนละประเภท แต่ไม้แบบใหนล่ะที่จัดช่วยให้คุณปัดบอลได้ดีกว่าตรงนี้แค่ spec ตอบไม่ได้ คุณต้องลองเองครับ แต่จากประสปการณ์ คนที่ซวิงช้าไม้หัวไวอย่าง Prince EXO3 จะช่วยได้เยอะมาก ส่วนคนที่ซวิงเร็วๆไม้อย่าง Babolat AeroPro จะเข้ากันได้ดีกว่าเพราะมันจะบังคับให้คุณตีสปินอยู่ตลอดเวลาเพื่อคอนโทรลไม่ให้ตีลูกออก

ตีบอล 30 องศา


ตีบอล 45 องศา


เอ็นก็มีส่วนทำให้เกิดสปินมากหรือน้อย (โดยส่วนตัวผมคิดว่าเอ็นอาจจะมีผลมากกว่าไม้) สปินเกิดจาก snap-back effect ของเอ็นคือเอ็นเส้นตั้งยืดตัวด้านข้างไปตามแนวเอ็นเส้นนอนและดีดตัวกลับในเสี้ยววินาทีเพื่อปั่นบอลให้มีรอบการหมุนที่สูงขึ้น เอ็น spin ส่วนใหญ่จะมีผิวสัมผัสน้อยๆเพื่อให้เอ็นสามารถเคลื่อนตัวไปมาได้ดีครับ ข้อสังเกตของเอ็นสปินคือ ยืดตัวดี แต่ผิวแข็งมาก ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าผิวไม่แข็ง เอ็นจะเป็นรอยง่าย พอเป็นรอยหรือเอ็นกัดกัน มันก็จะเคลื่อนตัวไปมาได้ไม่ดีแล้วก็จะลดประสิทธิภาพสปิน ทั้ง Wilson และ Luxilon ศึกษาและเชื่อเรื่อง snap-back effect มานานแล้ว ลองไปอ่านดูได้ครับ
http://www.tennis.com/gear/2012/09/gear-talk-wilsons-john-lyons-part-1/39374/ หรือไม่ก็บทความใน TW http://twu.tennis-warehouse.com/learning_center/stringmovementPart2.php

2) ถ้าให้เลือกอุปกรณ์ 2 แบบ ไม้ spin กับไม้ power ในตลาดมักเป็นไม้ประเภทเดียวกันเพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมาก แต่มีสิ่งนึงที่จะแนะนำคือรูปร่างหน้าตัดเฟรมซึ่งหลายคนมองข้ามแต่ผมว่ามันมีผลมากๆว่าจะตีได้หรือไม่ได้ ที่เคยเจอมา คนตี box beam มาก่อนมักจะตี aero beam ไม่ค่อยได้ แต่คนที่ตี aero beam มาจะตี box beam พอได้

ส่วนเรื่องเอ็นผมก็คงเลือกเอ็นสปินครับ เพราะความชอบส่วนตัว แต่เอ็นสปิน (poly) ก็มี 2 แบบหลักๆตามประเภทของ feel

2.1 Dead feel: จะให้ feel เกาะบอลมาก แข็งนิดๆ ไม่ค่อยเด้ง power น้อย แต่คอนโทรลดี เอ็นในกลุ่มนี้ได้แก่ Luxlilon ALU Power/Power Rough, Solinco Tour Bite, Solinco Barb Wire


2.2 Lively feel: จะให้ feel ที่นุ่มนวลกว่า เด้ง และ power ดี  เอ็นในกลุ่มนี้ได้แก่ Babolat RPM Blast, Volkl Cyclone, Solinco Revolution, Weisscannon Mosquito Bite, MSV Focus, Topspin Cyber Blue

ไม่มีคำตอบว่า feel แบบใหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับความชอบครับ