Pages

Showing posts with label paintjob. Show all posts
Showing posts with label paintjob. Show all posts

Sunday, June 20, 2010

Wilson H22

Rating:★★★★
Category:Other
Wilson H22 เท่าที่ผมได้ยินมาเมื่อตั้งแต่ตอนต้นปีนั้นมันก็เป็นไม้ที่ Wilson ทำพิเศษขึ้นมาสำหรับนักเทนนิสที่ย้ายค่ายจาก Head มา Wilson แล้วยังหาไม้ Wilson ที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้ เท่าที่ผมได้ลองไม้ Wilson และ Head มาหลายตัวก็พบว่า ไม้ Head ที่เป็นรุ่นแข่งขันเช่น Radical มีคุณสมบัติบางอย่างที่ Wilson ProStaff ยังไม่มี ถ้าพูดถึง Wilson ProStaff ผมมักจะนึกถึงการเล่นแบบ serve & volley ซึ่งเป็นเกมของเทนนิสยุค 1990s ในขณะที่พูดถึง Head แล้วจะนึกถึงเกมส์แบบ baseline ไม้ wilson prostaff โดยทั่วๆไปจะมีก้านที่แข็งแต่ feel บนหน้าไม้จะออกนุ่มนวล เงียบๆ นิ่งๆเหมาะกับการวอลเลย์ ในขณะที่ Head Radical จะมีก้านที่อ่อนและ feel บนหน้าไม้ออกดิบๆคมๆเหมาะกับการเล่นจากท้ายคอร์ท เกมส์สมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบประเภท baseline ทำให้ Wilson ต้องพยายามหาไม้รุ่นใหม่ๆมาเสริมทัพ ถ้าใครได้ลอง nBlade 98 มาก่อนจะรู้เลยว่านี่มันคือ Head Radical ดีๆนี่เอง สำหรับนักเทนนิสมืออาชีพที่ตีเทนนิสวันละ 5-6 ชั่วโมงอย่างต่ำไม้เทนนิสมันก็อาจจะเป็นมากกว่าอุปกรณ์ อาจจะเรียกได้ว่ามันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่โตมากับเขาเลยก็ว่าได้ การที่จะเปลี่ยนไม้คงเป็นเรื่องยากพอๆกับการเปลี่ยนอวัยวะ เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมีไม้ประเภท paintjob ถูกสร้างขึ้นมา

Wilson H22 User ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Novak Djokovic ซึ่งเดิมใช้ Head Liquid Metal Radical Tour มาตั้งแต่ 2005 จนกระทั่งย้ายมาอยู่กับ Wilson เพื่อเปิดตลาดไม้แนว Baseliner ในปี 2007 ซึ่งตอนนั้น Novak เริ่มใช้ Wilson H22 ภายใต้ nBlade 98 paintjob แล้วปี 2008 พอ KBlade Tour ออกมา Novak ก็เปลี่ยน paintjob อีกทีนึงแล้วในปีนั้น Novak ก็ได้แชมป์ Australian Open 2008 ด้วย



Wilson H22: ดูกันชัดๆครับว่ามันเหมือน Head มากกว่า Wilson มั๊ย ผมลองน็อกกับกำแพง 2-3 บอลแรกก็บอกได้เลยว่านี่คือ Head แน่ๆ :)



First Impression: ก่อนที่จะได้รับ Wilson H22 ผมแจ้งกับทางฝั่งโน้นว่าช่วยถ่วงให้ไม้มี spec เดียวกับตอนที่ Novak Djokovic ใช้ยกเว้นขนาดกริปที่ขอคงไว้ที่ 4-3/8 ผลปรากฎว่าพี่แกอัด Silicone มาเต็มด้ามและที่หัวไม้ 12 นาฬิกามาตะกั่วยาวประมาณ 15 ซ.ม. แค่ 2 ชิ้นถ่วงไม้อยู่ (น้ำหนักรวมผมยังไม่ได้ชั่ง) balance หนักมาทางหัวเล็กน้อย แต่ก็ยัง head light อยู่ Paintjob โดยรวมไม่สวยเท่ากับ KBlade Tour :( ผมยังเสียวๆไม่รู้ว่าสีจะหลุดเมื่อไหร่

Flexibility: ไม่น่าจะถึง 60RA แน่นอน Flex ใกล้เคียงกัย Head YouTek Radical Pro ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีความอ่อนตัวมาก ถึงแม้ว่าความหนาของเฟรมจะมากถึง 22 mm. จุด flex point ของไม้ตัวนี้อยู่ที่รอยต่อระหว่างด้ามไม้กับคอไม้ซึ่ง H22 ลดความหนาของเฟรมลงไปเหลือประมาณ 17-18mm ทำให้ความอ่อนตัวก็มีอยู่แค่ตรงที่ก้านไม้เพราะว่าที่บริเวณหัวไม้ยัง stiff มากๆ ตรงนี้จะผิดกับ Wilson KBlade Tour ซึ่งก้านแข็งมากและจะอ่อนตัวลงบริเวณหัว แต่ถ้าเทียบกับ Head PT57A ผมว่า flexibility ที่บริเวณก้านใกล้เคียงกัน แต่ PT57A จะมีความอ่อนตัวบริเวณหน้าไม้ด้วย ทำให้ PT57A ตีได้นุ่มนวลสบายมือกว่า

Feel: ความรู้สึกตอนตีบอล H22 ให้ความแน่นและความนิ่งแบบ "สำเนาถูกต้อง" เมื่อเทียบกับ Pro Stock ตัวอื่นเช่น Head PT57A หรือ Dunlop AG200 Berdych ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นที่วัสดุกราไฟต์และการวาง lay up ของวัสดุที่คล้ายๆกันที่ช่วย dampen แรงสะท้าน (after-shock vibration) ได้อย่างรวดเร็ว ตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดที่สำคัญมากสำหรับไม้ Pro Stock คือมันต้องสามารถกำจัดแรงสะท้าน after-shock ให้เร็วที่สุด ถ้าเทียบ feel กับพวกไม้คลาสสิคอย่าง Head Prestige Classic 600 หรือ Head Pro Tour 630 ก็ยังมีความต่างคือ PC600 กับ PT630 จะให้ความรู้สึกที่ดิบกว่าและมีแรงสะท้านอยู่บ้าง ในขณะที่ Wilson H22 กับ Head PT57A จะออกนิ่งเงียบและแทบจะไม่สะท้านเลย

Ground Stroke: ด้วยน้ำหนักที่มากมายประกอบกับความอ่อนตัวของก้านไม้มำให้ตีลูก flat ground stroke ได้รุ่นแรงหนักหน่วงมาก มากกว่า PT57A ซะอีกแต่ความคล่องตัวน้อยกว่าเห็นๆ sweet spot ของ H22 ค่อนข้างจะเล็กแต่ก็เป็น sweet spot ที่แบบรวมแรงซึ่งให้ power level สูงกว่าไม้ Mid Plus ในท้องตลาดทั่วไปที่จะกระจาย power level ไปตาม sweet spot ที่ใหญ่กว่า Backhand ต้องตีสองมือจะให้ผลดีกว่าเพราะ swing weight เยอะเหลือเกิน ตีได้แป๊บเดียวก็เหนื่อยแล้ว ผิดกับ PT57A ที่สบายมือสบายแขนกว่าเยอะ

Volley: ได้ยินคำร่ำลือกันมานานแล้วว่า Wilson H22 สามารถตี ground stroke ได้ดีเหมือน Head แต่ volley ได้คมเหมือน Wilson ตรงนี้ผมยังไม่ได้ลองอย่างจริงจังครับ แต่คร่าวๆผมว่ามันก็ลำบากอยู่เพราะความคล่องตัวน้อย ขอไว้ได้ลองแบบเจาะลึกก่อนจะมาอัพเดทอีกที :)

Verdict: ถ้าถามผม ณ. ตอนนี้ว่าระหว่าง Head PT57A กับ Wilson H22 จะเลือกอะไร ผมเลือก PT57A แน่นอนครับ เพราะว่ามันคล่องตัวกว่าเยอะ เล่น backhand มือเดียวได้ดี ในขณะที่ feel ดีเยี่ยมใกล้เคียงกัน วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ...

More Wilson H22 Review is coming soon!











Saturday, May 29, 2010

Head PT10

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้มีไม้ Pro Stock หรือ Paintjob อีกอันมาเล่าสู่กันฟังครับ คราวนี้เป็น Head PT10 ซึ่งเป็น code สำหรับ Head Prestige Classic 600 (PC600) ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัย 1990 แต่ว่ามาอยู่บน paintjob ของ FlexPoint Prestige ซึ่งถูกนำมาใช้ในช่วง 2006-2007 ผมมีโอกาสได้เล่นไม้นี้มาหลายชั่วโมงแล้วเหมือนกันก็คอนเฟิร์มเลยครับว่านี่คือ PC600 100%

สังเกตที่รู flexpoint ที่ทำสีให้เหมือนกับการเจาะรู

ด้านในของคอไม้จะไม่มี spec ของไม้เขียนไว้เลยนอกจาก code "PT10"


รูปร่างและน้ำหนัก: ผมเอามาวางเทียบกับ PC600 ก็ปรากฎว่าเท่ากันเป๊ะ ตาไก่สามารถใส่แทนกันได้ ต่างกันตรงที่ว่า PT10 ไม่มี collar ที่ขั้นอยู่ระหว่างคอไม้กับด้าม น้ำหนักตอนที่มาแรกๆผมว่าน่าจะเกิน 370g unstrung แน่นอนเพราะมีตะกั่วถ่วงอยู่ใต้ bumper ที่ตำแหน่งตั้งแต่ 3-9 นาฬิกา 2 ชั้น 2 ข้าง แถมยังมีการอัดซิลิโคนมาเต็มด้ามอีกต่างหาก ครั้งแรกที่ขึ้นเอ็นแล้วเอามาลองตี ไม่ไหวจริงๆครับ ต้องรื้อเอ็นทิ้งแล้วเลาะเอาตะกั่วบางส่วนออกให้เหลือไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเล็กน้อยเท่านั้น




Feel: พอหลังจากที่รื้อตะกั่วออกพร้อมกับขึ้นเอ็นใหม่ให้ได้ตามความชอบผมซึ่ก็คือ Volkl PowerFiber II (นุ่ม ดิบ และ power กำลังดี) ที่ 52 lbs ผมก็ได้ feel แบบ PC600 กลับมาเต็มที่ Ground Stroke จากไม้ PT10 ยังคงความนุ่ม แน่น และดิบเถื่อนได้ใจ :) Feel เป็นเรื่องที่พูดยาก ต้องมาลองด้วยตัวเอง ถ้าใครอยากลองก็หลังไมค์มาละกันครับ

Ground Stroke: Ground Stroke ถือว่าเป็นจุดเด่นของ PT10 เลยก็ว่าได้ เมื่อตี PT10 เปรียบเทียบกับ PC600 แบบ side-by-side ก็สามารถคอนเฟิร์มได้อีกทีว่ามันคือไม้เดียวกันครับ ในไม้ midsize ด้วยกันผมว่า PT10/PC600 สามารถซวิงได้ง่ายพอๆกับ Volkl PowerBridge 10 Mid ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเยอะกว่าก็ตาม และถ้าเทียบกับพวก Wilson K90 หรือ BLX90 แล้ว PT10/PC600 ก็กินขาดครับ รู้สึกได้ทันทีว่า K90/BLX90 ช้ากว่าเยอะ นอกจากจุดเด่นใน feel ที่ทำให้หลายๆคนติดใจแล้ว ความอ่อนตัวของก้านไม้ + หน้าไม้ที่ดูดลูกได้ดี ทำให้รู้สึกถึงความ "อ่อนและนุ่ม" ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆหาไม่ได้ในไม้รุ่นใหม่ๆ เหมาะกับคนที่ชอบเล่นแนว baseliner ที่เน้น rally กันนานๆ

Volley: ดีครับ PT10 วางลูกได้แม่นดี ด้วยน้ำหนัก บวกกับ head-light balance ช่วยให้คุมทิศทางทางได้ง่าย หน้าไม้นิ่งจากน้ำหนักของไม้ + box beam cross section ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี แต่อย่างไรก็ตามผมว่ายังไง volley ก็ยังเป็นรองพวก Wilson Pro Staff อยู่ Volley จากไม้ Pro Staff ลูกจะพุ่งกว่า

Slice & Spin: เนื่องจาก string pattern แบบ 18x20 แถมหน้าไม้เล็กอีก (93 sq.in แต่จริงแล้วอยู่ที่ประมาณ 89.5 sq.in) ทำให้รู้สึกว่าไม้นี้ spin และ slice ยากทั้งคู่ครับ slice ก็พอได้บ้าง ลูกออกจากหน้าไม้แน่นและวิ่งเลียดเน็ทดีแต่ถ้าเป็น spin นี่ปั่นไม่ขึ้นจริงๆ

บทสรุป: Head PT10 เป็นไม้ที่เหมาะกับ baseliner ที่เน้นลูก flat ใครที่ชอบ Head PC600 ก็คงจะชอบ PT10 เหมือนกัน นอกจากนี้มันก็เป็นไม้ที่หายากมากๆด้วย สำหรับคนที่ชอบสะสมไม่ควรพลาด Head PT10 ครับ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ ที่เหลือลองไปอ่านรีวิวเก่าเกี่ยวกับ Head PC600 ได้ที่ http://suppawat.multiply.com/reviews/item/21

Sunday, February 8, 2009

Dunlop Aerogel 200 Paintjob - Tomas Berdych

Rating:★★★
Category:Other
Dunlop Aerogel 200 Pro Issue - Tomas Berdych

วันนี้ผมขอรีวิวของเล่นอันใหม่ครับ มันเป็น Dunlop Aerogel 200 (Paintjob) ซึ่งเป็นไม้อะไรก็ไม่รู้ที่ Dunlop เค้า Customize ขึ้นมาเพื่อ Tomas Berdych ผมได้ไม้ตัวนี้มาจาก eBay เมื่อประมาณก่อน Australian Open ไม่นาน ราคาไม่ต้องพูดถึง


ต้องบอกว่า Custom Paintjob ตัวนี้ดูไม่เนี๊ยบเท่า AG200 ตัวจริงที่มีขายในท้องตลาด ตัวไม้ใช้สีกึ่งมันกึ่งด้านทั้งหมด (แต่ผมชอบนะ) ในขณะที่ AG200 ตัวจริงจะเป็นสีผิวมันทั้งหมด เนื้อสีค่อนข้างบอบบาง ผมไม่กล้าเอาเล็บไปขูดขีดเล่น กลัวสีหลุดออกมา


บนตัวไม้ที่ bridge มีการพิมพ์ชื่อของ Tomas Berdych เอาไว้ แต่สิ่งที่อยากให้ดูคือขนาดของกริป L3.5 ในท้องตลาดแล้วปกติจะไม่มีเบอร์นี้ จะมีก็ไม่ 3 (4-3/8") ก็ 4 (4-1/2") ไปเลย


มาถึง Highlight แล้วครับ เจ้าของเก่าบอกว่ากริปตัวนี้เป็น Custom Grip ของ Bosworth อยากจะบอกว่ากริปของไม้ตัวนี้เนี๊ยบมากกกกกกกกก Bosworth Grip Shape จะอยู่ระหว่าง Head กับ Wilson จับถนัดมือมากๆ ส่วนกริปหนังที่เห็นก็คุณภาพดีมากๆเช่นกัน ผิวกริปหนังเนียนละเอียด การติดตั้งกริปหนังก็เนี๊ยบดีเหลี่ยมมุมยังอยู่ครบ ผมเข้าใจว่าพวกโปรนี่เค้าจะให้ความสำคัญกับกริปค่อนข้างมาก สังเกตได้ว่าค่าอุปกรณ์ทำกริปอย่างเดียวก็ $48 (Pallet Installation = 30, Leather = 13, Butt Cap = 5) เข้าไปแล้วเปรียบเทียบกับค่าทำสีซึ่งผมตีค่าประมาณไม่เกิน $10


Balance เมื่อเปรียบเทียบกับ Dunlop Aerogel 200 จะพบว่าไม้ของ Berdych จะออกแนว Even Balance


Balance เมื่อเปรียบเทียบกับ Head Pro Tour 630/280 ตอนแรกผมคิดว่าไม้ตัวนี้เป็น Paintjob ของ PT630 ที่ไหนได้ คนละเรื่องเลยทั้ง balance และ feel ต่างกันสิ้นเชิง


เมื่อวางเปรียบเทียบกับ AG200 จะพบว่า string pattern ต่างกันสิ้นเชิง ไม้ของ Berdych นี่ String Pattern ค่อนข้างจะ open มากกว่า เจ้าของเก่าบอกว่ามันเป็น mold เดียวกับ Technifibre T335 แต่ว่า graphite layup เป็นคนละอย่างกัน เท่าที่ลองเดาะลูกกับกำแพงห้องดู พบว่าไม้ตัวนี้มีคตวาม Flex มากกว่า AG200 มากๆ แล้วก็น่าจะ flex ใกล้เคียงกับ Head Pro Tour 630


Field Test: วันนี้ไปลองหวดมาแล้ว ผมขึ้นเอ็น multi ไว้หย่อนๆ 52 lbs (พัฒนาขึ้นมาแล้วนะ เมื่อก่อนนี่แค่ 50 lbs เอง) ความรู้สึกต่างจาก AG200 ในท้องตลาดมากมาย ไม่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเลย แล้วมันก็ไม่คล้าย Head Pro Tour 630 ด้วย เอาเป็นว่ามันไม่คล้ายกับไม้ตัวไหนที่ผมเคยลองมาเลย

AG200: ก้านแข็งกว่า หัวเบากว่า หน้าไม้นิ่งกว่า ลูกดีดตัวออกจากหน้าไม้เกือบจะทันที
AG200 Berdych: ก้านไม้อ่อน หัวหนัก ลูกจะถูกดูดอยู่บนหน้าไม้ก่อนจะถูกดีดตัวออกไป

Weight: ตัวไม้ Swing Weight สูงมากๆ Strung weight น่าจะประมาณ 340g Balance ไม้หนักมาทางหัว ตีแบบใช้ข้อหรือตีสปินลำบากมากๆ

Feel: การตีลูก flat ให้ความรู้สึกที่ "ดิบ" และ "ซาบซ่าน"กว่า AG200 มาก ตัวเฟรมส่งฟีลลิ่งมาสู่แขนได้ดี ลูกดีดพุ่งหนักหน่วงไส้ทะลัก (heavy ball) ก้านไม้มีความ flex มากคล้ายๆกับไม้กราไฟท์รุ่นโบราณ เวลาง้างแล้วหวดเต็มๆรู้สึกเหมือนกับดีดลูกหินออกจากหนังสติ๊กยิงนก เวลาลูกกระทบหน้าไม้มันก็สั่นอยู่เหมือนกันผมต้องติด dampener ไว้ตลอด (ยิ่งเพิ่ม swing weight ให้หนักไปกันใหญ่)

Ground stroke: อย่างที่บอก...ซวิงลำบากลำบนเพราะ swingweight มันเยอะมากกว่าไม้ที่ผมเคยใช้ๆมา ผิดกับ AG200 ทั่วๆไปที่ซวิงได้ง่ายทั้งสองด้าน เวลาซวิงไม้ Berdych เหมือนมีคนมารั้งแขนไว้ตลอด (ไม่รู้ว่าเจ้าของเก่าได้ลงอาคมไว้หรือกำลังเล่นของอยู่หรือเปล่า) Backhand มือเดียวนี่ตวัดไม่ค่อยขึ้นเลย โดน off-center บ่อยมากเพราะ balance ของไม้มันไม่เอื้ออำนวยสอดคล้องกับ timing ของวงซวิงผมเลย แต่ถ้าเป็น 2 มือนี่ดีเลย ลูกออก flat พุ่งดีมาก แต่สรุปแล้วคือ ต้องฟิตมากๆครับถึงจะใช้ไม้ตัวนี้ได้

บทสรุป: สิ่งที่บอกได้ตอนนี้คือ ไม้ Berdych ถูกออกแบบมาสำหรับเจ้าตัวจริงๆครับ มันใช้อัด heavy ball ได้ดีถ้าร่างกายฟิตพอ ถ้า Dunlop ทำไม้รุ่นนี้ออกมาขาย ผมว่าน่าจะขายลำบากนะ...เพราะมัน Demanding เหลือเกิน ณ.นาทีนี้ผมเลือก AG200 รุ่นชาวบ้านดีกว่า ตีง่ายกว่าเยอะเลยถึงแม้ว่าจะไม่ได้ heavy ball เท่ากับไม้ของ Berdych ครับ