Pages

Saturday, July 25, 2009

Volkl and Boris Becker Strings

Rating:★★★★
Category:Other
Volkl Gripper: Feel is everything
ถ้าเน้นที่ feel ล้วนๆก็ต้อง Volkl Gripper เลยครับ เท่าที่ลองๆมา Gripper เป็นเอ็นที่รีดเอา feel ที่แท้จริงของไม้ออกมาได้ดีมากๆตัวนึง ผมเอา Gripper ไปขึ้นบน Head PC600 มาแล้วปรากฎว่า "ใช่เลย" Feel ออกดิบๆแน่นๆ ได้ใจมาก สปินดีเพราะเอ็นกัดบอลดีพอควร แต่ผมไม่ค่อยได้สังเกตถึงความนุ่มนวลเท่าไหร่นะ (ผมได้เอาไปลองขึ้นบน PB10 เหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะเวิร์คเท่ากับชุด hybrid) ใครมีไม้กราไฟต์เก่าๆที่มี feel ดีๆ หรือไม้ที่มีเอ็น 18x20 ผมแนะนำ Gripper เลยครับ ผมได้ไปลองเจ้าตัว Gripper มา 3 ครั้งแบบ full job บน Head PC600 (18x20) แล้วผลมีคร่าวๆดังนี้ครับ



- เทียบกับ Babolat Xcel Premium 17 ตัวเก่า (ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว ตัวใหม่ก็ไม่ค่อยเวิร์ค เด้งเกินไปหน่อย) ที่ความตึงเท่ากัน: power พอๆกันแต่เด้งน้อยกว่าและนุ่มน้อยกว่า ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะหลายๆคนมักจะมองหาความนุ่มนวลจากเอ็น multifilament แต่ Gripper นี่จะออกแนว Firm & Dead & Raw มากกว่า (แต่ก็ไม่แข็งโป๊กเหมือนพวกเอ็น Technifibre) โดยส่วนตัวผมชอบ feel ที่ออกแนวเอ็น dead แบบนี้นะมันรู้สึกว่านิ่งดี control ลูกก็ง่าย จุดเด่นอีกอย่างคือสปิน เอ็นกัดบอลดีมากขนาดไม้หน้าเล็ก 93 และเอ็นถี่ขนาด 18x20 ยังพอปั่นสปินได้

- เทียบกับ Pro Supex Maxim Touch 17 ที่ความตึง 50 lbs: คล้ายกันมากๆ คือเอ็นให้ความรู้สึกที่ดิบพอๆกัน power ก็พอๆกัน ไม่รู้ว่าเอ็นที่มาจาก German มันมาจากที่เดียวกันหรือเปล่า แต่มันก็มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือ Gripper รักษาสภาพเอ็นได้ดีกว่า ผิวเอ็นลื่นไม่โทรมเร็วเหมือน Pro Supex Maxim Touch เอ็นไม่ค่อยเคลื่อนเท่าบนไม้หน้า 18x20



Boris Becker Bomber: the pillow
เท่าที่ผมสังเกตช่วงนี้มีเอ็น co-poly ออกมาเยอะอยู่ ที่ผมได้ลองแล้วชอบมากๆก็มี Boris Becker Bomber ครับ Bomber ตัวนี้เป็น Co-Poly จากค่าย Boris Becker ทางตัวแทนจำหน่ายบอกว่านุ่มน้อยกว่า Gut อยู่นิดนึง ผมก็เชื่อครึ่งนึงเพราะที่ผ่านมา Boris Becker ทำเอ็น Hybrid (Sensor + B-Xtreme) ได้ดีถูกใจมาก กระด้างน้อยกว่า hybrid ตัวอื่นๆ ผมขึ้น Bomber บน KPS88 ที่ 55 ปอนด์ซึ่งเดิมขึ้น Pro Supex Maxim Touch ซึ่งเป็นเอ็น multifilament ไว้ทีประมาณ 50-52 ปอนด์ ปรากฎว่า Boris Becker Bomber นุ่มกว่าเยอะ นุ่มเหมือนหมอนหนุนเลยก็ว่าได้ น่าแปลกใจที่เอ็น Co-Poly นุ่มกว่าเอ็น Multi แล้ว power ก็เยอะกว่าด้วยทั้งๆที่ความตึงมากกว่า จะเรียกว่าเอ็นพลังช้างสารเลยก็ว่าได้ มันเลยทำให้ KPS88 เล่นง่ายกว่าเดิมเยอะเลย โดยรวมผมว่า Bomber เหมาะกับคนที่ชอบตีเน้น flat ครับ ใครที่ชอบเอ็นนุ่มๆแนว multi หรือ gut น่าจะลองเอ็นตัวนี้ดูครับ








Boris Becker Sensor & Boris Becker B-Xtreme: the favorite hybrid
ตอนนี้ผมเริ่มติดใจ hybrid แล้ว ที่ชอบสุดๆก็เป็น Boris Becker Sensor กับ Boris Becker B-Xtreme ครับ เป็นชุด hybrid ที่เด่นในเรื่อง feel กับ power ตอนนี้ผมใช้เป็นเอ็นหลักบน Technifibre TF320 VO2 Max กับ Volkl PowerBridge 10 Mid ซึ่งมี 16x19 string pattern ทั้งคู่ เอ็นล็อคตัวกันดีมาก อาจเป็นเพราะเอ็น poly (B-Xtreme) ที่นุ่มกว่า poly ตัวอื่นๆทำให้มันเกาะกับเอ็น multi (sensor) ได้ดี ตีแล้วให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่า hybrid หลายๆชุดที่ลองมาครับ ผมว่าช่วงหลังๆนี่ Boris Becker ทำเอ็นออกมาได้โดนใจมากๆโดยเฉพาะเรื่อง"ความนุ่ม"






Volkl Cyclone: the spin maker
Volkl Cyclone เป็น Soft Co-Poly ที่ค่อนข้างจะ "เหลี่ยมจัด" ครับ มีประมาณ 10 เหลี่ยมได้มั๊งเนื้อเอ็น เมื่อขึ้นแบบ full job จะพบว่าหน้าไม้สากมาก ลูบๆนี่มือมีถลอกแน่นอน น่าจะกัดบอลได้ดี มีทั้งเบอร์ 17 และ 18 เท่าที่ลองเดาะดู Firm ดีครับ คนที่ใช้ MSV Hex มาน่าจะลองดูนะ ผมเอา Cyclone ไปขึ้นบน Volkl PB10 Mid ที่ 55 ปอนด์ปรากฎว่า stiff มากๆ รู้สึกเลยว่าหน้าไม้ weak ลงไปเยอะ power น้อย แต่ปั่นลูกได้หมุนติ่วสมชื่อ cyclone เลยทีเดียว ผมตั้งสมมติฐานไว้ว่ามันไม่น่าจะเหมาะกับไม้หน้าเล็กๆเท่าไหร่ ทีนี้ผมเอามาลองใหม่บนไม้ที่หน้าใหญ่ขึ้นเช่น Wilson K Pro Open (100 sq.in) กับ Volkl PowerBridge V1 (102 sq.in) ปรากฎว่าเวิร์คกว่าจริงๆด้วยเพราะมันลด power ที่มีอย่างมากมายในไม้เหล่านั้นลงมาในระดับที่ควบคุมได้ในขณะที่ได้ spin potential เพิ่มเข้ามา ใครที่จับกริปแบบ Extreme Western น่าจะชอบเอ็นตัวนี้








Special Thank: ขอขอบคุณ Sport Nova (081-836-7042) ที่ให้เอ็นมาลองครับ

Friday, May 22, 2009

Volkl Powerbridge 10 Mid

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้ทาง Sport Nova โทรมาบอกว่ามีไม้เข้ามาใหม่ 4 ตัว ในนั้นมี 2 ตัวที่น่าสนใจมากคือ Volkl PowerBridge 10 Mid และ Boris Becker Delta Core Legend โดยเฉพาะตัวหลังนี่ได้ข่าวว่าเป็นไม้ generation ใหม่ของ Puma Boris Becker Super ที่โด่งดังในอดีต ทางคุณเกียรติเจ้าของร้านใจดีมาก พอของมาปุ๊บขึ้นเอ็นใหม่ให้ลองกันเลย ต้องขอบคุณมากๆครับ ใครสนใจไปดูตัวจริงได้ที่ Sport Nova บางกรวยครับ

มาดู spec คร่าวๆของ Volkl PowerBridge 10 MID

- 93 sq.in
- 330g unstrung
- 19mm beam width
- 16x19 string pattern

Day 1: วันนี้ฝนไม่ตก เลยเอาไปลองน๊อคดูปรากฎว่า SURPRISE!!!! เป็น Volkl ไม้แรกที่ผมว่าออกแบบมาได้ลงตัวที่สุด ไม้ที่ผมใช้ขึ้นเอ็น hybrid ของ Boris Becker ไว้ รู้สึกจะเป็นรุ่น Extreme (poly) กับ Sensor (multi) ที่ 53 lbs

วันนี้ตีไปเกือบ 2 ชั่วโมงพบว่าจุดเด่นของ PB10 Mid คือ
1. ซวิงง่ายเป็นธรรมชาติมาก Volkl ตัวอื่นๆที่ว่าซวิงง่ายแล้ว PB10 Mid นี่ง่ายกว่าอีก
2. Feel ตอนลูกกระทบเอ็น หนักแน่นมากๆ แน่นกว่า Volkl ทุกตัวที่ลองมา หน้าไม้นิ่ง stable กว่าหน้า 98 และ BB 11 Mid เยอะ อาจเป็นเพราะ swingweight ของไม้มันแมทช์กับ timing ของผมแล้วก็การออกแบบที่เสริมน้ำหนักตรงบริเวณ 3 และ 9 นาฬิกาที่ช่วยถ่วงให้หน้าไม้นิ่งขึ้น
3. Power เยอะกว่าที่คิดไว้ครับ ไม่ต้องโหมเหวี่ยงกันทั้งแขน ถ้าเล่นแบบเน้นข้อมือจะเวิร์คมากๆ ลูกพุ่งดีดตัวดี

ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยชอบไม้ของ Volkl เท่าไหร่ แต่ตัวนี้อย่างที่บอกครับว่าชอบมาก หลังจากตีเสร็จก็ว่าจะเอาไปคืนที่ร้าน แต่นึกไปนึกมาก็เสียดายที่จะปล่อยไม้ดีๆไป เลยตัดสินใจซื้อเก็บไว้เองเลย (สงสัยเร็วๆนี้อาจต้องมีปล่อยของเก่าออกกันบ้าง) ใครอยากได้ รีบๆหน่อยละกัน ราคาไม่แรงอย่างที่คิด







Day 2:
Groundstroke: หัวไม้ที่เร็วกว่าทำให้หลายๆ shot มันง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องโถมกันทั้งตัว การตีแบบเน้นข้อมือจะเหมาะกับไม้ตัวนี้มาก
Stability: หน้าไม้นิ่งพอๆกันเพราะปริมาณเนื้อ graphite ที่พอกตรง 3 และ 9 นาฬิกา ช่วยไว้ได้เยอะ แล้ว Volkl ก็พอกได้เนียนกว่าพวก PWS ของ Wilson เยอะเลย ดูรูปด้านล่างละกัน
Power: PB10 Mid ให้ power ที่มากกว่า แต่ power ที่ได้จะมาจากการเร่งสปีดหัวไม้เป็นหลัก ไม่เหมือนกับ Tour 10 ที่ power มาจากโมเมนตัมของน้ำหนักไม้
Spin: ง่ายเพราะหัวเบา ผมลองตีเปรียบเทียบกับ PS85 ปรากฎว่า PB10 Mid ปั่นลูกที่กระดอนต่ำได้ดีพอๆกับ PS85 เลยทีเดียว
Slice: รู้สึกว่าฟัน backhand slice ได้มั่นใจขึ้น ฟันลูกได้ขาดและเต็มวง ถ้าเทียบกับ PS85 แล้ว PS85 ก็ slice ดีแต่เหมือนว่าฟันได้ไม่ค่อยขาดเท่าไหร่แต่ลูกพุ่งลึกกว่า ถ้าเป็น PB10 Mid ก็จะลูกหมุนกว่าแต่จะไปตกสั้นกว่า


Boris Becker Delta Core Legend -- Demo

Rating:★★★
Category:Other
คราวนี้มาถึงคิวของ Boris Becker Delta Core Legend ซึ่งหลายๆคนคาดการณืกันว่าเป็นไม้ generation ใหม่ของ Puma Boris Becker Super ที่โด่งดังในอดีต เห็น spec แล้วก็น่าจะเป็นไม้ classic ได้เลย

- 98 sq.in
- 18x20
- Nearly box beam (20mm)
- 330g unstrung
- Even balance
- No shock absorbing handle
- Full CAP grommet

Short Review: โดยรวมแล้วผมคิดว่าเป็นไม้ที่อยู่ในระดับที่โอเคครับ ไม่มีอะไรที่โดดเด่นออกมาอย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะ spec ที่ใกล้เคียงกับ Dunlop Aerogel 200 ที่ผมใช้อยู่ ความคาดหวังเลยสูงตามขึ้นไปด้วย

Groundstroke: ผิดจากที่คาดกับไม้ Boris Becker ครับ ไม้หัวไม่เบาเหมือนที่คิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ CAP grommet ที่ทำให้น้ำหนักหัวเพิ่มขึ้นหรือเปล่า โฟร์แฮนด์ต้องซวิงกันเต็มๆวงแล้วก็ลากยาวๆ แต่ถ้าแบ็คแฮนด์มือเดียวนี่เด็ดมาก ทั้ง flat และ slice ตีได้แน่นและลูกพุ่งดี แต่ถ้าเทียบกับ AG200 ผมว่า BB Legend ต้องออกแรงเยอะกว่า ตีแล้วเหนื่อยเร็ว ไม่ค่อยเหมาะกับคนที่เล่นแนว baseliner เท่าไหร่
Power: ต่ำกว่าที่คาดและก็ต่ำกว่า AG200 อยู่เยอะเหมือนกัน แต่ถ้าคนที่เล่น agressive game อาจจะชอบนะ ผมว่ามันคล้ายๆกับไม้ตระกูลพวก Head Radical หรือ Wilson KBlade 98 นะ เพราะมันเหมาะกับการยิงจากกลางคอร์ทมากกว่า
Feel: กลวงๆตื้อๆ (Hollow & Muted) ถ้าเทียบกับ Dunlop AG200 ยังห่างไกลอยู่ครับ






Friday, May 8, 2009

miAdidas - Create Your Own Shoes

Rating:★★★★★
Category:Other
miAdidas - Barricade V

วันก่อนไปเดินเล่นแถว Central World ก็ไปพบอะไรอย่างนึงน่าสนใจที่ Adidas Shop ผมเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้รองเท้ากีฬาเค้า customize กันได้แล้ว บริการแบบนี้เค้าเรียกว่า miAdidas ครับ สำหรับรองเท้าเทนนิส เค้ามี Mold ที่เป็น Barricade 5 ที่เราสามารถเลือกสี ความแข็งของพื้น วัสดุบุภายใน พื้น และที่สำคัญ "ความกว้างของเท้า"

ผมเป็นคนที่มีปัญหากับเรื่องขนาดความกว้างรองเท้ามาก ถ้าวัดแค่ขนาดความยาวเท้า ผมจะใส่แค่เบอร์ 8.5-9 แต่เนื่องจากเป็นคนเท้ากว้าง ที่ผ่านมาเลยต้องซื้อเบอร์ 10 ตลอดเพื่อให้ใส่ได้ แต่พอใช้ไปเรื่อยๆก็เกิดปัญหาว่ามันเหลือพื้นที่ตรงส่วนปลายเท้ามากเกินไป เวลาวิ่งแล้วมันไม่ค่อยกระชับ แล้วตอนเขย่งส้นเท้าก็เกือบจะล้นออกมา

วันแรกๆที่ไปดูทางร้านเค้าก็แนะนำให้ไปลอง customize ดูในเว็บไซท์ก่อน http://www.miadidas.com/us/Main.action


จนกระทั่งเมื่อวานเลยตัดสินใจลองดู เอาวะ! ไม่ลองก็ไม่รู้ ผมเลือกแบบที่ Tsonga ใช้อยู่ซึ่งออกแนวเหลือง-ดำ แบบ Bumblebee ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่
1. วัดความกว้าง-ยาว: Adidas เค้ามีรองเท้าให้ลองเกือบทุกเบอร์ แต่ละเบอร์มร 3 ความกว้าง Narrow, Standard, Wide
2. น้ำหนัก: ถ้า 85 กก. ขึ้นไปควรเลือกพื้นแบบ Firm
3. เลือกสีด้านนอก-ใน และเชือก ซึ่งมีประมาณ 7-8 สีให้เลือก
4. เลือกสีรูตาไก่: เงิน-ทอง
5. เลือกวัสดุบุด้านใน: Standard หรือ Comfort
6. ประเภทพื้นให้เหมาะกับพื้นคอร์ท: Hard Court หรือ Clay Court
7. เลือกลายธงชาติเพื่อปักบนลิ้นรองเท้า ถ้าไม่เอาก็จะเป็นลาย Adidas ธรรมดา
8. เลือกพิมพ์ชื่อบนส้นรองเท้าตรงที่เคยมีคำว่า Barricade

miAdidas - Bumblebee: Designed by Tsonga



Personalize ได้ด้วย


สีแนว Navy Blue นี่ก็ดูแจ่มกว่าสีเงินหรือสีขาวที่เป็นตัว retail ในปัจจุบันเยอะเลย



คู่นี้ผมลอง custom ให้ Federer ดูครับ



หลังจากเสร็จเรียบร้อยทางร้านจะส่ง order ไปตัดที่เมืองจีนซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ราคาต่อคู่อยู่ที่ 7,500 บาทแต่ถ้าเป็น US จะอยู่ที่ $140 ซึ่งก็แพงเอาเรื่องอยู่ แต่เท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการเล่นเทนนิสครับ ถามว่าคุ้มมั๊ยผมว่ามันเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เท่าที่ถามๆเพื่อนผมที่ Singapore มาเค้าบอกว่า miAdidas มันอยู่ได้นานเกินกว่า 1 ปีซึ่งก็นานกว่า Barricade ทั่วไปเพราะมันฟิตดีกว่าทำให้ลดการเสียดสีภายใน รองเท้าเลยไม่ขาดง่าย แล้วเค้าก็ค่อนข้างจะพอใจกับรองเท้ามากๆ ลองอ่าน BLOG ของ Nawin ดูครับ

http://www.regentville.com/2008/01/mi-adidas-custom-barricade-tennis-shoes.html

สำหรับผู้ที่สนใจ miAdidas ในเมืองไทยมีที่เดียวคือที่ Central World แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ไปอีกนานแค่ใหน ถ้ามีโอกาสลองแวะไปดูครับ

Update 5/30/2009: มาแล้วครับ หลังจากรอมาเกือบ 3 อาทิตย์ Adidas Barricade V Tsonga ตัวจริงดูดีกว่าในรูป สีสันกัดตาสุดๆ ลองใส่ดูแล้ว ฟิตเปรี๊ยะ กระชับมาก เดี๋ยวเสาร์-อาทิตย์นี้จะเอาไปลองแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังครับ ตอนนี้ดูรูปกันไปก่อน






Tuesday, May 5, 2009

Babolat Pure Drive GT Standard and Roddick

Rating:★★★
Category:Other
มาแล้วครับ Flagship ตัวล่าสุดของ Babolat คราวนี้ Pure Drive ทำสีฟ้าแปร๋นแสบตามากๆ เห็นในทีวีครั้งแรกก็รู้สึกว่าสีมันไม่เข้าท่าเลย แต่พอได้เห็นตัวจริงก็ปิ๊งเลยครับ แล้วยิ่งตอนนี้อารมณ์ 16x19 กำลังขึ้นด้วย อะไรที่ออกมาใหม่เป็น 16x19 ก็อยากลองไปซะหมด จริงๆแล้วอยากได้ตัว Roddick มากกว่า แต่เผอิญว่าเพื่อนที่เมืองนอกมันอยากได้ตัว Standard เร็วๆ ก็เลยเป็นธุระจัดหาให้ แต่สุดท้ายมันบอกไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องเก็บไว้เอง

สีที่สดใสขึ้นทำให้ไม้ดูอ้วนขึ้นเยอะเหมือนกัน ตรงที่เห็นเป็นเงาสะท้อนแสงนั่นไม่ใช่เงาจริงนะครับ แต่เค้าทำสีให้เหมือนกับเป็นเงาจริงๆ


ไม้ตัวนี้ขึ้นกล้องตรงด้านข้างครับ เพราะสัดส่วนสี ฟ้า-ดำ-ขาว มันลงตัวกันมากกว่ามองจากด้านหน้าซึ่งเห็นแต่สีฟ้าเต็มไปหมดอย่างกับท่อ PVC


Quick Review: ผมได้ลอง Pure Drive GT มา 3 ครั้งแล้ว ถ้าเทียบกับ Pure Drive Team (ตัวก่อน Cortex) ผมว่ามันก็คล้ายๆกันในแง่ spec แต่จริงๆแล้วต่างกันเยอะพอสมควร ที่ชัดๆเลยมี 2 เรื่องครับ Power กับ Feel

Power: ข้อแตกต่างที่เห็นชัดๆเลยคือ Power น้อยลงมาก ตี flat นี่ลูกตกสั้นตลอด หรือไม่ก็ติดเน็ตไปเลย ต้องอัดหนักหรือไม่ก็ต้องสปินไปเลย จะว่าไปแล้วเหมือนกับไม้มันบังคับให้เราต้องใส่ top spin ไปด้วย ซึ่งอาจจะดีกับหลายๆคนก็ได้เพราะ Pure Drive ตัวก่อนๆได้ชื่อว่าเป็นไม้ที่ over-power อยู่พอควรจน ลูกเหิน ตีออกหลัง เป็นเรื่องปกติ

Feel: ดีขึ้นแต่ออกมามาทางกระด้างนิดๆ ไม่ค่อยรู้สึกว่า Woofer มันทำให้ไม้เด้งดึ๋งดั๋งเหมือนก่อนแล้ว sweet zone ยังกว้างใหญ่เหมือนเดิม แต่ถ้าตีหลุด sweet zone ไม่พลิกค่อนข้างเยอะ (ไม้ที่ใหญ่กว่าและเบากว่าก็จะพลิกเยอะกว่า) ถามว่าถ้าติดตะกั่วจะช่วยมั๊ย...ผมว่ามันก็ช่วยแหละ คงจะ stable ขึ้นแน่นอน แต่ผมว่าก็ไม่ควรอยู่ดี เพราะไม้มันถูกออกแบบมาให้คุณต้องใส่สปิน ถ้าถ่วงตะกั่วเข้าไปอาจไม่เวิร์คก็ได้

รุ่นนี้ยังมี Cortex ที่ช่วยลด shock อยู่ครับ


รายละเอียดด้านในของคอไม้


ตัวไม้มีการเปลี่ยนวัสดุจาก Graphite + Kevlar มาเป็น Graphite + Tungsten


กริปเป็น Synthetic เหมือนเดิม


บทสรุป: Babolat Pure Drive GT เป็นไม้ที่ผมกล้าพูดได้ว่าเป็นไม้ประเภท low-powered ที่ต้องอาศัยสปินในการปั่นลูกข้ามเน็ท จริงแล้วมันน่าจะหลุดออกจากคำว่า Tweener Racquet ไปได้แล้ว ในบรรดาไม้ Babolat ที่ผมได้ลองๆมาแล้วคิดว่าลงตัวที่สุดคือ Pure Drive Roddick ครับ น้ำหนักที่มากกว่าช่วยให้ไม้ stable กว่ารุ่นธรรมดาเยอะเลย เพราะส่วนใหญ่ผมตี flat แต่คุณเน้นปั่นสปินมากๆโดยไม่ค่อยเน้น feel กับ stability ก็ไป AeroPro Drive เลยครับ แต่ถ้าจะเอาทั้ง flat กับ spin ก็ Pure Drive GT นี่แหละครับ

หรือถ้าอยากลองหาทางเลือกกับไม้ที่น้ำหนักใกล้ๆกัน ผมแนะนำ Boris Becker Pro ครับ ผมเคยรีวิวไว้แล้วที่นี่ http://suppawat.multiply.com/reviews/item/54

Update: เมื่อเช้านี้ได้ลองตี Babolat Pure Drive Roddick GT อยู่พักนึงครับ ตัวนี้ขึ้นเอ็น Pro Hurricane ไว้ โดยรวมผมว่าดีกว่ารุ่น Standard นิดนึงในเรื่อง stability ส่วน power ก็ใข้ได้ มากกว่าตัว Standard อย่างเห็นได้ชัด Swing Weight ก็ไม่มากเกินจนตี Backhand มือเดียวไม่ได้ไป แต่ในเรื่อง Feel ก็ยังคง Hollow เหมือนเดิม ถ้าใครอยากได้ตัวนี้จริงๆ ผมแนะนำเป็น Roddick ตัวเก่าดีกว่าครับ เพราะตัวนั้นเป็น Graphite ผสม Kevlar ซึ่งให้ Feel ที่แน่นกว่าเยอะเลย http://suppawat.multiply.com/reviews/item/7