Pages

Sunday, June 20, 2010

Wilson H22

Rating:★★★★
Category:Other
Wilson H22 เท่าที่ผมได้ยินมาเมื่อตั้งแต่ตอนต้นปีนั้นมันก็เป็นไม้ที่ Wilson ทำพิเศษขึ้นมาสำหรับนักเทนนิสที่ย้ายค่ายจาก Head มา Wilson แล้วยังหาไม้ Wilson ที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้ เท่าที่ผมได้ลองไม้ Wilson และ Head มาหลายตัวก็พบว่า ไม้ Head ที่เป็นรุ่นแข่งขันเช่น Radical มีคุณสมบัติบางอย่างที่ Wilson ProStaff ยังไม่มี ถ้าพูดถึง Wilson ProStaff ผมมักจะนึกถึงการเล่นแบบ serve & volley ซึ่งเป็นเกมของเทนนิสยุค 1990s ในขณะที่พูดถึง Head แล้วจะนึกถึงเกมส์แบบ baseline ไม้ wilson prostaff โดยทั่วๆไปจะมีก้านที่แข็งแต่ feel บนหน้าไม้จะออกนุ่มนวล เงียบๆ นิ่งๆเหมาะกับการวอลเลย์ ในขณะที่ Head Radical จะมีก้านที่อ่อนและ feel บนหน้าไม้ออกดิบๆคมๆเหมาะกับการเล่นจากท้ายคอร์ท เกมส์สมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบประเภท baseline ทำให้ Wilson ต้องพยายามหาไม้รุ่นใหม่ๆมาเสริมทัพ ถ้าใครได้ลอง nBlade 98 มาก่อนจะรู้เลยว่านี่มันคือ Head Radical ดีๆนี่เอง สำหรับนักเทนนิสมืออาชีพที่ตีเทนนิสวันละ 5-6 ชั่วโมงอย่างต่ำไม้เทนนิสมันก็อาจจะเป็นมากกว่าอุปกรณ์ อาจจะเรียกได้ว่ามันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่โตมากับเขาเลยก็ว่าได้ การที่จะเปลี่ยนไม้คงเป็นเรื่องยากพอๆกับการเปลี่ยนอวัยวะ เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมีไม้ประเภท paintjob ถูกสร้างขึ้นมา

Wilson H22 User ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Novak Djokovic ซึ่งเดิมใช้ Head Liquid Metal Radical Tour มาตั้งแต่ 2005 จนกระทั่งย้ายมาอยู่กับ Wilson เพื่อเปิดตลาดไม้แนว Baseliner ในปี 2007 ซึ่งตอนนั้น Novak เริ่มใช้ Wilson H22 ภายใต้ nBlade 98 paintjob แล้วปี 2008 พอ KBlade Tour ออกมา Novak ก็เปลี่ยน paintjob อีกทีนึงแล้วในปีนั้น Novak ก็ได้แชมป์ Australian Open 2008 ด้วย



Wilson H22: ดูกันชัดๆครับว่ามันเหมือน Head มากกว่า Wilson มั๊ย ผมลองน็อกกับกำแพง 2-3 บอลแรกก็บอกได้เลยว่านี่คือ Head แน่ๆ :)



First Impression: ก่อนที่จะได้รับ Wilson H22 ผมแจ้งกับทางฝั่งโน้นว่าช่วยถ่วงให้ไม้มี spec เดียวกับตอนที่ Novak Djokovic ใช้ยกเว้นขนาดกริปที่ขอคงไว้ที่ 4-3/8 ผลปรากฎว่าพี่แกอัด Silicone มาเต็มด้ามและที่หัวไม้ 12 นาฬิกามาตะกั่วยาวประมาณ 15 ซ.ม. แค่ 2 ชิ้นถ่วงไม้อยู่ (น้ำหนักรวมผมยังไม่ได้ชั่ง) balance หนักมาทางหัวเล็กน้อย แต่ก็ยัง head light อยู่ Paintjob โดยรวมไม่สวยเท่ากับ KBlade Tour :( ผมยังเสียวๆไม่รู้ว่าสีจะหลุดเมื่อไหร่

Flexibility: ไม่น่าจะถึง 60RA แน่นอน Flex ใกล้เคียงกัย Head YouTek Radical Pro ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีความอ่อนตัวมาก ถึงแม้ว่าความหนาของเฟรมจะมากถึง 22 mm. จุด flex point ของไม้ตัวนี้อยู่ที่รอยต่อระหว่างด้ามไม้กับคอไม้ซึ่ง H22 ลดความหนาของเฟรมลงไปเหลือประมาณ 17-18mm ทำให้ความอ่อนตัวก็มีอยู่แค่ตรงที่ก้านไม้เพราะว่าที่บริเวณหัวไม้ยัง stiff มากๆ ตรงนี้จะผิดกับ Wilson KBlade Tour ซึ่งก้านแข็งมากและจะอ่อนตัวลงบริเวณหัว แต่ถ้าเทียบกับ Head PT57A ผมว่า flexibility ที่บริเวณก้านใกล้เคียงกัน แต่ PT57A จะมีความอ่อนตัวบริเวณหน้าไม้ด้วย ทำให้ PT57A ตีได้นุ่มนวลสบายมือกว่า

Feel: ความรู้สึกตอนตีบอล H22 ให้ความแน่นและความนิ่งแบบ "สำเนาถูกต้อง" เมื่อเทียบกับ Pro Stock ตัวอื่นเช่น Head PT57A หรือ Dunlop AG200 Berdych ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นที่วัสดุกราไฟต์และการวาง lay up ของวัสดุที่คล้ายๆกันที่ช่วย dampen แรงสะท้าน (after-shock vibration) ได้อย่างรวดเร็ว ตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดที่สำคัญมากสำหรับไม้ Pro Stock คือมันต้องสามารถกำจัดแรงสะท้าน after-shock ให้เร็วที่สุด ถ้าเทียบ feel กับพวกไม้คลาสสิคอย่าง Head Prestige Classic 600 หรือ Head Pro Tour 630 ก็ยังมีความต่างคือ PC600 กับ PT630 จะให้ความรู้สึกที่ดิบกว่าและมีแรงสะท้านอยู่บ้าง ในขณะที่ Wilson H22 กับ Head PT57A จะออกนิ่งเงียบและแทบจะไม่สะท้านเลย

Ground Stroke: ด้วยน้ำหนักที่มากมายประกอบกับความอ่อนตัวของก้านไม้มำให้ตีลูก flat ground stroke ได้รุ่นแรงหนักหน่วงมาก มากกว่า PT57A ซะอีกแต่ความคล่องตัวน้อยกว่าเห็นๆ sweet spot ของ H22 ค่อนข้างจะเล็กแต่ก็เป็น sweet spot ที่แบบรวมแรงซึ่งให้ power level สูงกว่าไม้ Mid Plus ในท้องตลาดทั่วไปที่จะกระจาย power level ไปตาม sweet spot ที่ใหญ่กว่า Backhand ต้องตีสองมือจะให้ผลดีกว่าเพราะ swing weight เยอะเหลือเกิน ตีได้แป๊บเดียวก็เหนื่อยแล้ว ผิดกับ PT57A ที่สบายมือสบายแขนกว่าเยอะ

Volley: ได้ยินคำร่ำลือกันมานานแล้วว่า Wilson H22 สามารถตี ground stroke ได้ดีเหมือน Head แต่ volley ได้คมเหมือน Wilson ตรงนี้ผมยังไม่ได้ลองอย่างจริงจังครับ แต่คร่าวๆผมว่ามันก็ลำบากอยู่เพราะความคล่องตัวน้อย ขอไว้ได้ลองแบบเจาะลึกก่อนจะมาอัพเดทอีกที :)

Verdict: ถ้าถามผม ณ. ตอนนี้ว่าระหว่าง Head PT57A กับ Wilson H22 จะเลือกอะไร ผมเลือก PT57A แน่นอนครับ เพราะว่ามันคล่องตัวกว่าเยอะ เล่น backhand มือเดียวได้ดี ในขณะที่ feel ดีเยี่ยมใกล้เคียงกัน วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ...

More Wilson H22 Review is coming soon!











Saturday, May 29, 2010

Head PT10

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้มีไม้ Pro Stock หรือ Paintjob อีกอันมาเล่าสู่กันฟังครับ คราวนี้เป็น Head PT10 ซึ่งเป็น code สำหรับ Head Prestige Classic 600 (PC600) ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัย 1990 แต่ว่ามาอยู่บน paintjob ของ FlexPoint Prestige ซึ่งถูกนำมาใช้ในช่วง 2006-2007 ผมมีโอกาสได้เล่นไม้นี้มาหลายชั่วโมงแล้วเหมือนกันก็คอนเฟิร์มเลยครับว่านี่คือ PC600 100%

สังเกตที่รู flexpoint ที่ทำสีให้เหมือนกับการเจาะรู

ด้านในของคอไม้จะไม่มี spec ของไม้เขียนไว้เลยนอกจาก code "PT10"


รูปร่างและน้ำหนัก: ผมเอามาวางเทียบกับ PC600 ก็ปรากฎว่าเท่ากันเป๊ะ ตาไก่สามารถใส่แทนกันได้ ต่างกันตรงที่ว่า PT10 ไม่มี collar ที่ขั้นอยู่ระหว่างคอไม้กับด้าม น้ำหนักตอนที่มาแรกๆผมว่าน่าจะเกิน 370g unstrung แน่นอนเพราะมีตะกั่วถ่วงอยู่ใต้ bumper ที่ตำแหน่งตั้งแต่ 3-9 นาฬิกา 2 ชั้น 2 ข้าง แถมยังมีการอัดซิลิโคนมาเต็มด้ามอีกต่างหาก ครั้งแรกที่ขึ้นเอ็นแล้วเอามาลองตี ไม่ไหวจริงๆครับ ต้องรื้อเอ็นทิ้งแล้วเลาะเอาตะกั่วบางส่วนออกให้เหลือไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเล็กน้อยเท่านั้น




Feel: พอหลังจากที่รื้อตะกั่วออกพร้อมกับขึ้นเอ็นใหม่ให้ได้ตามความชอบผมซึ่ก็คือ Volkl PowerFiber II (นุ่ม ดิบ และ power กำลังดี) ที่ 52 lbs ผมก็ได้ feel แบบ PC600 กลับมาเต็มที่ Ground Stroke จากไม้ PT10 ยังคงความนุ่ม แน่น และดิบเถื่อนได้ใจ :) Feel เป็นเรื่องที่พูดยาก ต้องมาลองด้วยตัวเอง ถ้าใครอยากลองก็หลังไมค์มาละกันครับ

Ground Stroke: Ground Stroke ถือว่าเป็นจุดเด่นของ PT10 เลยก็ว่าได้ เมื่อตี PT10 เปรียบเทียบกับ PC600 แบบ side-by-side ก็สามารถคอนเฟิร์มได้อีกทีว่ามันคือไม้เดียวกันครับ ในไม้ midsize ด้วยกันผมว่า PT10/PC600 สามารถซวิงได้ง่ายพอๆกับ Volkl PowerBridge 10 Mid ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเยอะกว่าก็ตาม และถ้าเทียบกับพวก Wilson K90 หรือ BLX90 แล้ว PT10/PC600 ก็กินขาดครับ รู้สึกได้ทันทีว่า K90/BLX90 ช้ากว่าเยอะ นอกจากจุดเด่นใน feel ที่ทำให้หลายๆคนติดใจแล้ว ความอ่อนตัวของก้านไม้ + หน้าไม้ที่ดูดลูกได้ดี ทำให้รู้สึกถึงความ "อ่อนและนุ่ม" ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆหาไม่ได้ในไม้รุ่นใหม่ๆ เหมาะกับคนที่ชอบเล่นแนว baseliner ที่เน้น rally กันนานๆ

Volley: ดีครับ PT10 วางลูกได้แม่นดี ด้วยน้ำหนัก บวกกับ head-light balance ช่วยให้คุมทิศทางทางได้ง่าย หน้าไม้นิ่งจากน้ำหนักของไม้ + box beam cross section ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี แต่อย่างไรก็ตามผมว่ายังไง volley ก็ยังเป็นรองพวก Wilson Pro Staff อยู่ Volley จากไม้ Pro Staff ลูกจะพุ่งกว่า

Slice & Spin: เนื่องจาก string pattern แบบ 18x20 แถมหน้าไม้เล็กอีก (93 sq.in แต่จริงแล้วอยู่ที่ประมาณ 89.5 sq.in) ทำให้รู้สึกว่าไม้นี้ spin และ slice ยากทั้งคู่ครับ slice ก็พอได้บ้าง ลูกออกจากหน้าไม้แน่นและวิ่งเลียดเน็ทดีแต่ถ้าเป็น spin นี่ปั่นไม่ขึ้นจริงๆ

บทสรุป: Head PT10 เป็นไม้ที่เหมาะกับ baseliner ที่เน้นลูก flat ใครที่ชอบ Head PC600 ก็คงจะชอบ PT10 เหมือนกัน นอกจากนี้มันก็เป็นไม้ที่หายากมากๆด้วย สำหรับคนที่ชอบสะสมไม่ควรพลาด Head PT10 ครับ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ ที่เหลือลองไปอ่านรีวิวเก่าเกี่ยวกับ Head PC600 ได้ที่ http://suppawat.multiply.com/reviews/item/21

Friday, May 7, 2010

Head PT57A

Rating:★★★★★
Category:Other
สวัสดีครับ เช้านี้ว่างๆเลยได้มานั่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ Pro Stock พิมพ์นิยมตัวนึงที่ PT57A ซึ่งปกติแล้ว Head ผลิตมาเพื่อนักเทนนิสระดับ Top 100 เท่านั้น แต่เผอิญว่าผมได้ไม้ตัวนี้มาตอนช่วงที่เค้าเปลี่ยน paint job จาก Microgel ไปเป็น YouTek ทางเจ้าตัวบอกว่าไม้ตัวนี้เคยเป็นของนักเทนนิสคนนึงจาก Serbia ที่มี ranking ต่ำๆหน่อย ก็ไม่รู้ว่าของใครเหมือนกัน แต่สุดท้ายเค้าย้ายไป PT57E ซึ่งแข็งกว่า PT57A คุณสมบัติทั่วๆไปของไม้รหัส PT คือ

1. เป็น Hi-Grade Graphite ผสม Twaron ไม่มีส่วนผสมของวัสดุใหม่ๆ เพราะฉะนั้น feel จะเหมือนไม้รุ่นเก่า
2. น้ำหนักเบากว่าไม้ท้องตลาด (<320g) เพราะทำไว้เผื่อถ่วงตะกั่ว ตามความชอบของนักเทนนิสแต่ละคน
3. ก้านค่อนข้างอ่อน (stiffness < 63) แต่มันก็มีหลาย stiffness ให้นักเทนนิสได้เลือกใช้



PT จะเป็นไม้ที่มาจาก mold ของไม้ตระกูล Prestige Classic 600 (mid size) และ Pro Tour 630 (mid plus)
PT10 = PC600 แต่เบากว่า
PT57A = Pro Tour 630 ที่เบาขึ้นและแข็งขึ้นเล็กน้อย
PT57E (ไม่เคยได้ยินว่ามี PT57B, PT57C, PT57D) = i.Prestige MP

ภาพรวม: หลายๆคนถามว่า PT57A มันเหมือนไม้ตัวใหนบ้าง ...เท่าที่ลองเล่นดูมา 2-3 ชั่วโมง PT57A มันไม่เหมือนกับไม้ตลาดตัวใหนเลยแม้กระทั่ง Pro Tour 630 ซึ่งเป็นต้นแบบ ถ้าเอาแบบใกล้เคียงผมว่ามันคล้ายๆกับ Dunlop AG200 Berdych ที่ผมมีอยู่ แต่ PT57A น้ำหนักเบา และก็เบากว่ากว่าพวก Prestige หรือ AG200 ด้วย เรียกว่ามันถูกออกแบบมาไว้สำหรับเพิ่มตะกั่วถ่วง balance โดยเฉพาะครับ

Feel: PT57A เป็นไม้ที่มีเสน่ห์ ตีง่ายมากตั้งแต่ลองครั้งแรก :) Head Shape รูปหยดน้ำพิมพ์นี้ลู่ลมสุดๆทำให้ไม้มีความคล่องตัวสูง ซวิงง่ายทั้ง forehand และ one-handed backhand ถึงแม้ว่า feel จะไม่ดิบเท่า Head PC600 หรือ PT630 แต่ก็แน่นและ"นิ่ง"มากๆ ผมว่าวัสดุที่ทำไม้พวกนี้มันช่วย dampen การสั่นสะเทือนได้ดีมากๆ ขนาดว่าผมขึ้นเอ็น Poly นะ feel ยังดีขนาดนี้เลย ลูกไม่เด้งออกจากหน้าไม้ทันที แต่จะหยุดจมอยู่บนหน้าไม้แป๊บนึง

Flex: ก้านไม้ค่อนข้างอ่อน (59RA) เวลาหวดไม้ออกไปตีลูกแบบ full-swing ทำให้เหมือนไม้อุ้มลูกอยู่แป๊บนึงก่อนจะดีดลูกออกไปทำให้คอนโทรลง่าย ตรงนี้คล้ายๆกับ KBlade Tour ที่ผมเคยใช้มาแต่ก้านไม่แข็งเท่า KBT สรุปง่ายๆก็คือ PT57A เป็นไม้ที่ control เยี่ยมสำหรับคนที่ชอบอัด flat แรงๆ (แนว Soderling, Murray หรือ Wawrinka)

Power: ดีกว่าที่คิด ดีกว่า PC600 ตีอัด flat มันส์มากๆเนื่องจาก flex ของไม้ช่วยดีดลูกได้ดี

Spin/Slice: ดีกว่าไม้ 18x20 ทุกๆตัวที่ลองมา แต่ส่วนนึงมาจากเอ็นด้วย ในวันที่ทดลองผมใช้ Polystar Turbo

สรุป: เป็นไม้ที่น่าใช้และน่าสะสม เพราะผมไม่คิดว่าไม้ประเภทนี้จะอยู่ใน Road Map ของ Head แน่นอน จะมีใกล้เคียงก็มี Head YouTek Radical Pro ที่ก้านอ่อน power มหาศาลแต่ไม่คล่องตัวเลย ผมว่ายังไง PT57A ก็เหนือกว่าหลายขุม

PT57A มาพร้อมกับกริปหนัง Head Finest Calfskin ซึ่งครั้งนึงผมเคยคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่หาซื้อยากมาก

ด้านในของไม้ Pro Stock จะไม่มี spec detail อะไรเลย มีแต่ code เท่านั้น






ข้อสังเกต: เท่าที่ลองไม้ Pro Stock ของ Berdych กับ Verdasco มา ผมว่าไม้โปรจะมีคุณสมบัติคล้ายๆแบบนี้หมดคือขอให้ Feel ได้ Flex ได้ก่อนแล้วก็เบาเข้าไว้ เพราะเราไม่สามารถแก้ไข Feel/Flex ได้เอง ส่วนที่เหลือ (น้ำหนัก บาลานซ์) ก็ไป customize กันเอง ตอนที่ผมใช้ ผมถ่วงตะกั่วข้างละ 3g ไว้ที่ 3 กับ 9 นาฬิกา ไม่งั้นจะเบาเกินไป แต่ที่สำคัญที่สุดผมรู้สึกว่า Mold มีก็มีส่วนมากๆด้วยเหมือนกัน Mold รูปหยดน้ำของ Head PT57A หรือ PT630 ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมเพราะผมลองเอามาวางเทียบกับไม้ Dunlop AG200 Berdych หรือ Technifibre TF320 VO2 Max Verdasco ปรากฎว่าด้านนอกเท่ากันจะต่างกันก็แค่การเจาะรู string pattern เท่านั้นเอง

PT57A วางเทียบกับ Pro Tour 630 สัดส่วนเท่ากัน



PT57A เมื่อวางเทียบกับ AG200 Berdych สัดส่วนเท่ากันเป๊ะ


PT57A เมื่อวางเทียบกับ TF320 Berdych สัดส่วนก็ยังเท่ากันอีก





Sunday, May 2, 2010

Polystar Classic, Energy, Strike, and Turbo

Rating:★★★★
Category:Other
Polystar String Review: Classic, Energy, Strike, and Turbo



หลังจากที่ได้ทดสอบกันมาพอสมควร วันนี้ได้ฤกษ์มานั่งเขียนรีวิวเอ็น 4 ตัวที่มีโอกาสได้ลองมาเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นเอ็น Poly ของ Polystar ซึ่งมีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน

1. Polystar Classic: เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้ลองไปครั้งนึงแล้ว http://www.pyramidtennis.com/board/viewtopic.php?t=1212

String Demo: วันนี้ได้เอา Speed Pro ไปลองมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมได้ลองเอ็น Polystar Classic ซึ่งเป็นเอ็น Poly ที่มีความยืดหยุ่นสูง (high elasticity) แต่ก็ไม่ได้ย้วยคืนตัวช้าเหมือน soft-poly ทั่วไป นะครับ power อย่างต่ำต้องหวดกันสุดแรง Spin/Slice ดีใช้ได้ ผิวเอ็นค่อนข้ามันแต่ไม่ลื่น เอ็นเคลื่อนง่ายแต่ไม่ค่อยกลับไปตำแหน่งเดิม แต่จัดเอ็นก็ไม่ยากเท่าไหร่ ถ้าดูจากกลุ่มของเอ็น Soft Poly ด้วยกันแล้วผมว่า Polystar Classic ให้ feel ทีดีกว่า Soft-Poly หลายๆตัวที่ลองมาครับ ไม่มีอาการเด้งเกินเหตุ หรือมี plastic feel แต่อย่างใด ผมว่าเอ็นตัวนี้น่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่าง Original Poly กับ Soft Poly นะ ...

แต่มาคราวนี้ผมได้เอาไปลองกับ Head PT10 ซึ่งเป็น Paintjob ของ Head Prestige Classic 600 (PC600) ที่ความตึง 50 ปอนด์ (ตอนทดสอบกับ Speed Pro ผมขึ้นที่ 55 ปอนด์) ผลปรากฏว่ามันเด้งกว่าคราวที่แล้ว feel ที่เคยดีๆก็หายไปเยอะเหมือนกัน เอาเป็นว่าให้ใช้ review จากคราวที่แล้วไปก่อนละกันครับ ผมว่าเอ็นมันยังไม่ได้แสดงพลังอย่างเต็มที่ที่ความตึงต่ำๆ


2. Polystar Energy:เมื่อ 2-3 เดือนก่อนเคยลองเอ็นตัวนี้กับไม้ mid+ ของน้องท่านนึง ผมจำไม่ได้นะว่าเค้าขึ้นไว้กี่ปอนด์ แต่คุ้นๆว่ามากกว่า 55 ปอนด์ feel ตอนอัดแรงๆดีครับ แน่นมากไม่มีเสียงวิ๊งๆเหมือนเอ็น poly อื่นๆ Power ดีตามคาดช่วยให้ส่งลูกถึงหลังได้ง่าย ...แต่พอผมเอาไม้ตัวเองมาขึ้นกลับเป็นหนังคนละม้วนเลย ผมขึ้น Polystar Energy บน Head PC600 ที่ความตึง 50 ปอนด์ พอได้เริ่มตีรู้เลยว่าหย่อนไป หน้าไม้เด้งมาก กะน้ำหนักลูกลำบาก แถมมีเสียงวิ๊งๆด้วย เอาเป็นว่าผมคงต้องไปลองเพิ่มความตึงแล้วทดสอบใหม่ แต่ถ้าใครสนใจจะลองเอ็นตัวนี้แนะนำให้ขึ้นเกิน 55 ปอนด์ ไม่ต้องห่วงว่าจะกระด้างตีไม่ได้ เอ็น Polystar ตัวนี้ค่อนข้างนุ่มคล้ายๆ Boris Becker Bomber ครับ


3. Polystar Strike: ตัวนี้เค้าคุยกันว่าเป็นคู่แข่งตรงของ Luxion ALU Power Rough ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบอัดหนักๆและต้องการคอนโทรลที่ดี ยิ่งถ้าผสม ALU Power กับ Gut นี่เยี่ยมเลย feel ดีมากๆ ขอนอกเรื่องนิดนึง ถ้าจะเปรียบ ALU+Gut ผมอยากจะให้นึกถึงหลักการทำงานของโช๊คอัพ (Shock Absorber) ของรถครับ มันจะต้องประกอบไปด้วยการทำงาน 2 ส่วน 1.) สปริงที่ทำหน้าที่รับแรงกดเมื่อรถวิ่งผ่านหลังเต่า ถ้ามีสปริงอย่างเดียวรถมันก็คงจะเด้งดึ๋งดั๋งกันไม่รู้จบ มันจึงต้องมี 2.) กระบอกไฮโดรลิกที่ทำหน้าที่ต้านการกดตัวของสปริงและลดการเด้งของรถลง

ทีนี้กลับมาที่เรื่องของเอ็นไฮบริด Gut ก็เปรียบเสมือนกับสปริงที่มีความยืดหยุ่นสูง ให้ power ดี แต่ก็คงจะเด้งเกินไปจึงต้องมี ALU ที่ stiff กว่ามาช่วยต้านการยืดตัวของ Gut และช่วยควบคุม power แต่ในครั้งนี้ผมไม่ได้ขึ้น hybrid นะครับ เพราะอยากจะรู้ feel ของเอ็นตัวนี้ตัวเดียว ผมขึ้น Polystar Strike บน Head Pro Tour 630 แบบเต็มหน้าที่ความตึง 50 lbs ผลออกมาเหมือนกับ case ของ Polystar Energy เลยครับ หน้าไม้เด้งมาก ยังบอก feel อะไรไม่ได้มากนัก มันเหมือนกับเอ็นยังไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ๆความตึงน้อยๆแบบนี้ ซึงก็เป็นข้อแตกต่างเมื่อเทียบกับ ALU ที่ทำงานได้ดีแม้ที่ความตึงต่ำๆ ถ้าใครอยากลองผมแนะนำให้ขึ้นที่ความตึงมากกว่า 55 ปอนด์เช่นกันครับ


4. Polystar Turbo: ตัวนี้เป็น highlight ของการทดสอบเลยครับ Polystar Turbo เป็นเอ็นหน้าตัด 15 เหลี่ยม ที่พวกนักเลงสปินคงจะติดใจ ไม่ใช่แค่ชอบใจนะ เอ็นตัวนี้ stiff กว่าทั้ง 3 ตัวที่ผ่านมา ทำงานได้ดีที่ความตึงต่ำๆ ผมขึ้นเอ็นตัวนี้ที่ความตึง 50 ปอนด์แบบเต็มหน้าเช่นกันบน Head PT57A ซึ่งเป็นไม้ pro stock ที่มีความอ่อนตัวสูง (stiffness < 59) โดยรวมแล้ว Power จากเอ็นตัวนี้กำลังดีเลยครับ เส้นนอนและเส้นตั้งล๊อคตัวกันดีมาก เอ็นไม่ค่อยเคลื่อนตัว Feel ค่อนมาทาง firm แต่ก็ไม่ได้แข็งเหมือน poly ทั่วไป เอ็น dampen ตัวเองได้ดีเหมือนกับพวก hybrid ของ Gut+Alu เวลาอัดแรงๆไม่สะท้านแขน ลูกพุ่งดีมากๆ ผิวเอ็นสากและกัดบอลดีมาก spin/slice เป็นไปได้ง่ายแม้จะขึ้นบนไม้ 18x20 ก็ตาม สรุปว่าประทับใจครับ วันนี้เลยรื้อเอ็น multi บนไม้ Pro Stock อีก 2 ตัวทิ้งแล้วมาขึ้น Polystar Turbo แทน ใครที่เคยขึ้น Volkl Cyclone ไปแล้วอยากแนะนำให้ลองตัวนี้ดูครับ Feel แน่น-นิ่ง-ดิบกว่า และ Power ก็ดีกว่าด้วย

Sunday, April 18, 2010

Babolat AeroPro Drive GT (Rafael Nadal)

Rating:★★★★
Category:Other
Happy Thai New Year ครับ คราวนี้ได้หยุดยาวแล้วผมก็มีเวลามานั่งรีวิว racquet กันอีกครั้ง สำหรับวันนี้เป็น Babolat AeroPro Drive GT (APDGT) ก่อนหน้านี้ผมได้เคยลองทั้ง AeroPro Drive Orignal กับ AeroPro Drive Cortex มาแล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ "เข้ามือ" ซะที คำว่าไม่เข้ามือไม่ได้หมายความว่าไม้มันไม่ดีนะครับ Babolat เป็นไม้ที่ตีง่าย sweet spot ใหญ่ สปินดี power สูง (แต่หลังๆเริ่มลดลงมาแล้ว) แต่ที่ผมมักจะใส่ใจก็คือเรื่อง Feel เป็นหลัก เนื่องจากไม้ Babolat ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ที่มีโครงสร้างที่หนากว่าไม้อื่นๆแต่จะมีชั้นวัสดุที่บางกว่า (ลองเคาะดูก็รู้) เพราะฉะนั้นไม้ Babolat Pure Drive และ Aero Pro Drive ส่วนใหญ่จะรู้สึกกลวงๆ เวลาลูกกระทบหน้าไม้จะไม่ค่อยมี Feel เท่าไหร่ คล้ายๆกับไม้ "บ้วน" ลูกออกไปโดยไม่ผ่านการเคี้ยว ถ้าคนที่เคยใช้ Wilson Pro Staff, Head Radical/Prestige หรือ Dunlop มาจะเข้าใจดี :)



ที่ผ่านมาผมเคยลอง Babolat มาหลายตัวเหมือนกัน ซื้อเองบ้าง ยืมเค้าบ้าง พอจะสรุปได้ดังนี้ครับ

Babolat Pure Drive Team (PD Team): เป็นไม้แรกของ Babolat ที่ได้ลอง ตีง่าย นุ่ม และเด้งดี
Babolat Pure Drive Roddick Plus (PDR): นุ่มนวลเหมือน PD Team แต่ Solid & Smooth กว่า ตีแฟลทสนุก และหน้าไม้ stable ดี เป็น Babolat ที่ผมชอบที่สุด
Babolat Pure Storm Limited (PSL): Classic มากๆ พาวเวอร์น้อยมาก คอนโทรลเยี่ยม

Babolat Aero Pro Drive Original (APD): สปินง่ายดี ตีแฟลทแล้วรู้สึกกลวงๆ ควบคุมทิศทางกับพาวเวอร์ของลูกแฟลทยาก
Babolat Aero Pro Drive Cortex (APDC): คล้ายๆกับ APD Original
Babolat Aero Storm Tour 2008 (AST 2008): ไม่กลวงเท่าไหร่นัก แต่ออกตื้อๆ Power น้อย ควบคุมทิศทางกับ power ของลูกแฟลทได้ดี หน้าไม้ stable ดี

Babolat Pure Drive GT (PDGT): Power ลดลงจาก PD Team กับ Roddick ให้ feel ในการกัดเคี้ยวบอลมากขึ้น แต่ก็ยังกลวงกว่า PD Team/Roddick อยู่ดี --> ใช้ PD Team ดีกว่า :(
Babolat Pure Drive Roddick GT (PDRGT): คล้ายๆกับ PDGT กลวงกว่า PD Team/Roddick เช่นกัน --> ใช้ PDR ตัวเดิมดีกว่า :(
Babolat Pure Storm Limited GT (PSLGT): กระพือเพราะ Flex มากขึ้น กลวงขึ้น --> ใช้ PSL ตัวเดิมดีกว่า :(
Babolat Aero Storm Tour GT (ASTGT): คล้ายๆกับ AST 2008 ตื้อๆ แต่มี feel ของการกัดเคี้ยวบอลขึ้นมาเล็กน้อย --> ควรอัพเกรดจาก AST 2008 :)

มาถึง APDGT กันบ้าง ผมลองตัวนี้มาได้เดือนกว่าแล้ว พยายามจะชอบนะเพราะสีไม้โดนใจเหลือเกิน :) ถ้าถามว่ามันต่างกับ APD รุ่นก่อนๆอย่างไรบ้างก็คงตอบสั้นๆว่า "เหมือนเดิมแต่ feel ดีขึ้น"

Feel: หลักๆเป็นเรื่องของ Feel ครับ ดีขึ้นมาชัดเจน ก่อนหน้านี้ผมลอง APD กับ APDC ด้วยเอ็น hybrid ชุดเดียวกัน (Babolat Xcel Premium กับ Pro Hurricane) พบว่า feel จากการตีและสปินบอลน้อยมาก แต่พอเป็น APDGT แล้ว ผมว่ามันกัดเคี้ยวบอลมากขึ้นทั้งๆทีผมใช้เอ็น Poly (Signum Pro Hyperion) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเอ็น Poly จะไม่ค่อยให้ feel ที่ดีเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกกลวงๆ (Hollow Feel) ก็ยังมีอยู่

Power: เรื่องของ Power มีทั้งดีและไม่ดี คือคนที่ผมเล่นด้วยบอกว่า ผมตีบอลหนักขึ้น ในขณะที่ผมเองไม่รู้สึกอย่างนั้น สรุปว่า APDGT ให้ความรู้สึกระหว่างแรงเหวี่ยงจากท่อนแขนกับสปิดบอลไม่สัมพันธ์หรือเชื่อมต่อกัน ไม้มันทุ่นแรงมากเกินไป ยิ่งถ้าตีแฟลทเหมือนฝากคนอื่นตีให้ ถ้าจะเอาบอลให้ลงในคอร์ทต้องใส่สปินเยอะๆซึ่งผมไม่ถนัดเลย แต่เด็กรุ่นใหม่ๆอาจจะชอบก็ได้ :)

Volley: ลำบากครับ เนื่องจากไม้น้ำหนักเบา stability ไม่ค่อยดี แถมพาวเวอร์ออกจะเกินๆกะได้ยากด้วย

Spin: ดีครับ โดยเฉพาะการปั่นสปินเพื่อเก็บบอลที่มาเลียดๆต่ำดีที่สุดในบรรดาไม้ที่ได้ลองๆมา แต่ถ้าเป็นลูกที่ลอยสูงขึ้นมาก็มีตัวเลือกอื่นที่แจ่มกว่าเช่น Head Speed Pro









บทสรุป: APDGT เป็นไม้ Power/Spin-oriented ที่เหมาะกับคนที่เรี่ยวแรงมหาศาลและต้องใช้เน้นสปินปั่นลูกให้ลงในคอร์ท ถามว่าควรจะอัพเกรดจาก APD หรือ APDC หรือไม่ตอบได้เลยว่า "ควร" ครับเพราะ Feel ดีกว่า และแน่นอน "สีสัน" โดนกว่า แต่อย่างไรก็ตามไม้ตัวนี้ไม่เหมาะกับคนที่ตีแฟลทเป็นหลักเนื่องจากพาวเวอร์มันอาจจะเยอะเกิน แล้วทางเลือกอื่นล่ะ มีมั๊ย? ผมพอจะนึกออกอยู่ 2 ไม้ครับ

1. Technifibre T-Fight 320 VO2 Max: น้ำหนักกำลังดี (335g รวมเอ็น) Power กำลังดี Spin อาจจะไม่จัดจ้านเหมือน APDGT แต่คล่องตัวกว่าแน่นอน

2. Head Speed Pro: เป็นไม้ Power/Spin Oriented เหมือนกันแต่จะต่างกันตรงที่ว่า APDGT พาวเวอร์เยอะเกินต้องใช้สปินช่วยให้ควบคุมให้ลูกลง แต่ Speed Pro เป็นไม้พาวเวอร์น้อยถ้าตีแฟลท ต้องปั่น Top spin เพื่อสร้างพาวเวอร์ขึ้นมา APDGT --> ใช้ Spin เพื่อลด Power, Speed Pro --> ใช้ Spin เพื่อเพิ่ม Power ข้อแตกต่างอีกอย่างคือ Volley ดีกว่ามากๆเนื่องจากน้ำหนักของไม้ช่วยไว้เยอะ (หนักประมาณ 350g รวมเอ็น) ทำให้บล็อกและวอลเลย์ลูกหน้าเน็ทได้ดีกว่า


จบครับ

Tuesday, February 16, 2010

Wilson Six One Tour BLX 90 (Roger Federer)

Rating:★★★★★
Category:Other
สวัสดีครับ วันนี้ได้มีโอกาสมาโชว์ความเห่อของใหม่กันอีกแล้ว :) คราวนี้เป็น Wilson Six One Tour BLX 90 ซึ่งเป็นไม้ตัวล่าสุดในตระกูล Pro Staff ที่ Roger Federer ใช้มาตั้งแต่เล่นเทนนิสอาชีพ ความโดดเด่นที่ของไม้ตัวนี้ที่ยั่วน้ำลายเป็นอย่างมากก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องลวดลายและสีสันที่ดูดุดันได้ใจเหลือเกิน คราวนี้ Wilson มาแนว Asymetric Design คือลวดลายสองข้างไม่เหมือนกัน แถมยังสื่อความหมายได้ดีอีกด้วย มาดูกันว่า Design Concept สื่ออะไรบ้าง

สีแดง = ธาตุไฟ ไม้ตระกูล BLX ทั้งหมดถูกออกแบบโดยใช้คุณลักษณะของธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ
สีดำ+ทอง = สีดั้งเดิมของไม้ Wilson ตระกูล Pro Staff
ลายเส้นขาวแดง = 1). สีธงชาติ Swiss ถ้าไม่มีคู่สีนี้ Federer คงไม่ยอมแน่นอน(มั๊ง) หรือ 2). ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ แล้ว BLX เป็นเทคโนโลยีของวัสดุที่มีส่วนประกอบเป็น Karophite กับเส้นไยหิน Basalt ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟนั่นเอง (อันนี้มั่วเอา)





Update 2/20/2010: วันนี้ได้ลองตีแป๊บนึงครับ ผมขึ้นเอ็นแบบ hybrid แบบเดิมคือ
+ เส้นตั้งเป็น Babolat VS Touch 16 ที่ 48 ปอนด์
+ เส้นนอนเป็น Luxilon ALU Power Rough 48 ปอนด์เช่นกัน

โดยทั่วไปผมคล้ายๆกับ K90 มาก มีข้อแตกต่างประมาณ 2 อย่างที่รู้สึกได้

1. Feel: เวลาอัดแรงๆ BLX90 ยังคงความเป็น Rock Solid & Stable คล้ายๆกับ K90 แต่ที่ต่างกันคือ "เสียง" ที่ทุ้มและเงียบกว่า (เสียงแหลมจากเอ็น ALU หายไป) แต่มันก็ไม่ถึงกับเงียบกริบเหมือนติด dampener นะ ผมจำได้ว่าตอนที่ขึ้น hybrid ชุดเดียวกันนี้บน K90 จะให้เสียงที่สดและแหลมกว่า ในขณะที่ BLX90 จะออกแนวทุ้มและเงียบคล้ายๆกับ Pro Staff 85 หรือ Pro Staff 95 Classic

1.1 นอกเรื่องนิดนึง: ตรงเรื่อง Feel ของ BLX90 นีผมขอมาคอนเฟิร์มอีกทีดีกว่า เพราะวันนี้ผมมัวแต่ติดใจกับการทดลองเอ็น MSV Multi Q10 ที่ขึ้นบน PC600 มากกว่า เอ็นตัวนี้น่าสนใจมากเพราะมันมีคุณสมบัติของเอ็นหลายๆประเภทอยู่ในตัวเดียวกัน ...ใครที่หาเอ็น multi ที่มีตวามยืดหยุ่นสูง power ดีๆเหมือน poly และ feel ออกแนวแน่นและคม (firm & crisp) ต้องตัวนี้เลยครับ แต่น่าเสียดายว่าที่เมืองไทยจะไม่นำเข้า http://msvtennis.com/multi-q10/25-multi-q10.html

2. Balance: ผมรู้สึกกว่า BLX90 หัวเบากว่า K90 นิดนึง เพราะผมตีแบ็คแฮนด์มือเดียวได้ง่ายขึ้น ตรงนี้ผมติดใจมากๆเพราะมันให้ความรู้สึกว่าคล่องตัวคล้ายๆกับ Pro Staff 85 (แถม feel ก็คล้ายๆกันด้วย) เลยตีแต่ backhand ซะส่วนใหญ่ แต่พอเวลาตี Forehand ผมยังปรับ timing ไม่ค่อยได้ เลยตีไม่ค่อยโดน sweet zone

วันนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ...









Update 2/25/2010

Feel: เปลี่ยนไปนิดหน่อย เสียงเงียบลงคล้ายๆ Wilson PS85 ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือน K90 วันนี้ผมก็เพิ่งเอาไปลงคอร์ทมาอีกรอบแล้วก็ตีอัดกับ Knocker จะว่าไปแล้วมันก็นุ่มใช้ได้เหมือนกันนะ

Ground Stroke: Forehand ตีได้หนักแน่น ลึกถึงท้ายคอร์ท และแม่นดี วันนี้ผมตีเน้น Cross-Court เกือบตลอด ส่วน Backhand มือเดียวก็ตีพลาดน้อยลง แป๊กน้อยลงมากและวางลูกฉีก Cross-Court ได้ง่ายกว่า K90 (Cross อีกแล้ว) ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าทำไมไม้นี้มันตี Cross ได้สนุกกว่าไม้อื่น ผมเริ่มติดใจแล้วเหมือนกัน แต่พอตีตรงๆหรือพยายามไล่เส้นก็ไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก คราวหน้าจะเริ่มลอง Spin กับ Slice นะครับ :)

Volley: ได้ลองแป๊บนึง ผมว่ามันไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่เพราะไม่มันหนัก แต่ถ้าเป็น half-volley นี่จะบังคับทิศทางได้ดี มีข้อดีอย่างนึงคือหน้าไม้นิ่งมากๆ

Paint Quality: พอๆกับ K90 คุณภาพสีของ Wilson ยังไงก็สู้ Head หรือ Volkl ไม่ได้แน่นอน ผมก็กลัวมันถลอกเหมือนกัน แต่เชื่อเหอะว่าโดยรวมๆไม้มันดูดีกว่าในรูปแน่นอน โดยเฉพาะด้านสีดำที่มีเขียน BLX เห็นแล้วนึกถึงพวกโฆษณาช็อคโกแล็ตสวิสอยูเหมือนกัน






เช้านี้ลองรื้อกริปดู โอ้โห... สีของหนังหลุดติดมาด้วย

ด้านในของกริปยัดโฟมมาเต็มๆ น่าจะเป็นที่มาของ Muted Feel และเสียงที่หายไป...