Pages

Wednesday, August 11, 2010

Head YouTek Extreme MP VS. Babolat Pure Drive GT

Rating:★★★
Category:Other
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมเพิ่งได้ลองไม้ 2 ตัวคือ Babolat Pure Drive GT กับ Head YouTek Extreme MP ซึ่งทั้งคู่เป็นไม้ที่ spec คล้ายกันมากๆ จะต่างกันก็แค่รูปร่างของหน้าไม้ ที่ผ่านมามีพี่ๆหลายคนมาถามว่า ถ้าเริ่มเล่นจะใช้ไม้อะไรดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะตอบแบบเซฟๆว่า Babolat Pure Drive Team เพราะมันเป็นไม้ที่เล่นง่ายจริงๆ นุ่ม สบายมือ แต่พอมาหลังๆพอได้ลองไม้ตระกูล GT ก็พบว่า AeroPro Drive GT น่าจะดีกว่าเพราะมันยังมี feel ดีๆเหลืออยู่ ผมรู้สึกว่า Pure Drive GT มันเริ่มมีอะไรแปลกๆในแง่ของ feel แต่สิ่งที่หลายๆคนถามต่อก็คือ แล้วมีทางเลือกที่ 2 ด้วยมั๊ย มันก็เลยเป็นที่มาในการทดลองครั้งนี้ ผมลองไม้คู่นี้อยู่ชั่วโมงกว่าๆ (ให้พี่ท่านนึงลองด้วย) มีผลสั้นๆดังนี้ครับ



Sweet Spot: Babolat Pure Drive GT ใหญ่กว่านิดนึง ตีง่ายกว่า แต่ control power ยากมาก
Feel: Head YouTek Extreme MP แน่นและนิ่งกว่ามาก Babolat มันหลวมๆยังไงก็ไม่รู้ เหมือนขันน๊อตไม่แน่น ตีแล้วเสียงดังแป๊งๆ
Power: พอๆกัน แต่ผมชอบ YouTek Extreme ที่มัน control power ได้ดีกว่า Babolat มันเด้งหลุดออกไปเลย
Stability: เท่าที่ลองมาไม้หน้ากลมๆแบบนี้ทั้ง YouTek Speed Pro และ YouTek Extreme MP พบว่ามัน stable มากๆ volley ดีครับ
Spin & Slice: Spin พอๆกันแต่ Slice ของ Extreme จะ control ง่ายกว่า ของ Babolat มีเหินบ้าง

เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังหาไม้หน้า 100 ที่หนักประมาณ 300g ผมแนะนำให้ลอง demo ไม้ทั้ง 2 อันนี้ก่อนครับ

Wednesday, July 28, 2010

Toalson Recon Devil Spin VS. Prince PolySpin 3D

Rating:★★★★
Category:Other
หลังจากที่เห่อเอ็นโพลีแนวสปินของ PolyStar Turbo อยู่พักใหญ่ วันนี้มีเอ็นแนวนี้มาอีก 2 ตัวครับ แต่คราวนี้ลดจากสิบกว่าแฉกเหลือแค่ 3 แฉก

ตัวแรกเป็น Prince Poly Spin 3D ที่ผมเคยลองตีบนไม้ Prince (รุ่นอะไรก็ไม่รู้ แต่หน้าประมาณ 100) Power ดี Spin ดี ที่สำคัญคือ "นุ่ม" ไม่กระด้างเหมือน Poly ทั่วไป และ feel ก็ไม่ออกแนวพลาสติกแบบเอ็น Soft Poly ทั่วไป ตีสนุกครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนเอาไปขึ้นกับ YouTek Prestige Pro ซึ่งเป็นไม้ที่หน้าแคบกว่า Prince ผมรู้สึกว่ามันเริ่มแข็งขึ้นแฮะ แล้วก็เอ็นเคลื่อนนิดหน่อย ตอนนี้เลยสันนิษฐานว่าความแข็ง ส่วนนึงน่าจะเป็นเพราะความกว้างของหน้าไม้ ถ้าเอามาขึ้นกับไม้หน้า 100 อย่าง Babolat PureDrive หรือ AeroPro Drive น่าจะเวิร์คกว่า

ตัวที่สองเป็น Toalson Recon Devil Spin ซึ่งเป็นเอ็นที่ยังไม่มีขายที่ใหนนอกจากญี่ปุ่น พอดีว่าได้ sample มาเลยเอามาลองกับ Head YouTek Speed Pro ซึ่งก็เป็นไม้หน้ากว้างกว่าไม้ mid plus ทั่วไป ผมลองมา 3 ครั้งแล้ว ประทับใจครับ จุดเด่นคือเรื่อง feel ตอนอัดลูก flat ที่รู้สึกว่ามันแน่นกว่า Soft Poly แบบเรียบที่เคยลองไปสองตัวก่อนหน้านี้ (Signum Pro Hyperion กับ Head Sonic Pro ซึ่งเท่าที่ลองมา หาข้อแตกต่างไม่ได้) ถ้าเทียบกับ Poly 3D แล้ว Devil Spin จะออก "คม" กว่า ส่วนเรื่อง Spin ก็ดีพอๆกันครับ เอ็นแนวนอนกับแนวตั้งล็อคตัวกันดีมาก เอ็นแทบไม่เคลื่อนเลย

สรุป: เอ็นทั้งคู่เหมาะสำหรับนักปั่นสปินที่ใช้ไม้หน้ากว้าง ถ้าชอบนุ่มก็ Prince Poly Spin 3D แต่ถ้าชอบคมก็ Toalson Recon Spin Devil ครับ




Head YouTek Prestige Mid (TGK 237.2)

Rating:★★★★
Category:Other
เมื่อเช้าวานนี้หลังจากที่รู้ว่า Head YouTek Prestige Mid เข้ามาแล้วผมก็รีบแจ้นไปดูทันทีที่ Sport Nova บางกรวย เห็นแล้วอดไม่ได้เนื่องจากไม้ PC600 กับ PT10 (paintjob) อันเป็นที่รักได้โดนขอซื้อไปหมดแล้ว พอไปเห็น YouTek Prestige Mid ก็ตัดสินใจได้ไม่ยากครับ เพราะว่าไม้สวยมาก (แค่นั้นจริงๆ) ยิ่งโดนแสงแดดยิ่งสวยใหญ่เลย ถ้าเป็น YouTek Radical จะสวยกลางคืน ต้องบอกก่อนนะครับว่ารูปทั้งหมดนี้มาจากกล้องมือถือ บางรูปอาจจะไม่ชัด




First Impression: ผมก็ไม่คาดว่าไม้ตัวนี้มันจะให้ feel ได้ดียอดเยี่ยมเหมือนกับ PC600 หรือ PT10 สักเท่าไหร่ ....แต่ผิดคาดครับ YouTek Prestige Mid (ขึ้น Volkl PowerFiber II) เป็นไม้ control ที่ดีที่สุดที่ได้ลองในปีนี้ครับ ถึง power จะโคตรน้อย แต่มันให้ feel ในการตี flat และ slice ได้เยี่ยมใกล้ๆกับ PC600 มาก ใกล้มากกว่าพวก Microgel, FlexPoint หรือ Liquid Metal เยอะ แต่มีข้อเสียอย่างเดียวคือ กริปดันเป็น synthetic ที่นุ่มเกินไป ไม่เข้ากับไม้แนวนี้ ขอเน้นว่า slice เยี่ยมมาก ลูกไม่เหินเลย ส่วนตี flat ก็แน่นและดิบเหมือน PC600 มากๆ ยิ่งได้ flex rating ประมาณ 63 RA ทำให้รู้สึกว่าไม้มันอ่อน (อ่อนกว่า Microgel ทั้งๆที่ spec บอก 63RA เท่ากัน) ตีอัดแรงๆแล้วสบายมือมาก

ด้วย feel ที่มันใกล้ PC600 และ PT10 ขนาดนี้มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมเคยตี YouTek มาหลายตัวตั้ง แต่ Speed Pro, Radical Pro, Prestige Pro, Radical MP เพราะฉะนั้นผมรู้ดีว่า feel ของไม้ตระกูล YouTek มันออกจืดๆไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ Prestige Mid ตัวนี้มันผิดจากตัวอื่นมาก feel มันไม่ดิบเท่า Prestige Classic เป๊ะๆ แต่ผมว่ามันก็ 90% up ของ PC600/PT10 แล้วล่ะ

แล้วด้วยความบังเอิญว่ากริปเล็กเกินผมก็เลยอยากจะเปลี่ยนจาก 4-1/4 เป็น 4-3/8 ก็เลยต้องจับ YT Prestige Mid ตัวนี้มาผ่าตัดตั้งแต่วันที่ admit เลย หลังจากที่แกะ pallet ออกมา ความสงสัยก็หมดไป Head YouTek Prestige Mid ตัวนี้ (น่าจะบอกว่าล็อตนี้ด้วย) เป็นรหัส TGK 237.2 ครับ ซึ่งเดิมเป็น Pro Stock ที่ Marat Safin ใช้เมื่อตอนปี 2008 ทาง TW เคยเอามาขายอยู่พักนึงแต่เป็น 16x19 วางขายได้คืนเดียวหมดเกลี้ยง ใครเคยตีไม้ pro stock มาจะรู้ครับว่า feel มันดิบกว่าและอ่อนกว่า ไม้ที่ขายทั่วไปเยอะมาก


Frame Customization: ไม้ตัวนี้ตอนเป็น stock form ผมว่ามันเบาไปหน่อย ก็เลยต้องมีการ modify กันบ้าง

การถ่วงตะกั่ว: หลังๆนี้ผมเปลี่ยนจากถ่วง 3 + 9 นาฬิกามาเป็น 12 นาฬิกา + ด้าม แทนเพราะรู้สึกว่ามันเข้ากับ timing วงซวิงของผมมากกว่า ผมชอบ CAP grommet ของ Head เพราะว่ามันสอดตะกั่วเข้าไปง่ายดีครับ ไม่ต้องแปะที่ตัวเฟรมให้ความสวยของไม้ลดลงและเสี่ยงต่อสีลอกด้วย จะเพิ่มหรือลดน้ำหนักตะกั่วก็ทำได้ง่าย แค่แง้ม bumper แล้วก็ขยับตะกั่วได้เลย




ความสามารถส่วนตัว ผมถ่วงตะกั่วระหว่างรถติด ...ไม่ควรทำตามนะครับ :)


การเปลี่ยนขนาดกริปจาก 4-1/4 เป็น 4-3/8: เบื้องหลังการผ่าตัดกริป อันนี้ทำในรถไม่ได้ นี่ก็เป็นข้อดีของไม้ Head อีกอย่างนึงครับ กริปเป็น pallet โฟมอัดแน่นสองชิ้นประกบกัน สามารถถอดเปลี่ยนขนาดได้ ใครสนใจอะไหล่ ก็หาซื้อได้ที่ Tennis Warehouse Europe ครับ ข้อควรปฏบัติมีอย่างเดียวคือ ทำช้าๆครับ ลองดูตามรูปละกัน











การติดตั้งกริปหนัง: กริป synthetic ที่มากับ YouTek Prestige Mid มันไม่ค่อยเข้ากับ feel ของไม้ ก็เลยต้องมีการเปลี่ยนกันบ้าง กริปหนังผมแนะนำ Volkl Calfskin ครับ เพราะมันเป็นหนังลูกวัวที่นุ่ม บางกำลังดี (แต่ไม่บางเท่า Head Calfskin) เข้ามุมง่าย ไม่เสียเหลี่ยมของด้ามไม้มาก ข้อควรปฏิบัติในการติดกริปหนังคือ
1) ใช้เทป 2 หน้า หุ้ม buttcap และรอตต่อระหว่าง butt cap กับด้ามเพื่อให้กริปหนังมันถูกดึงเข้ามุมได้แนบด้ามที่สุด
2) เริ่มพันจาก ด้าน flat ที่สุด ถ้าเป็นของ Head ผมมักจะเริ่มจากด้านตรงที่ logo กลับหัว
3) พันด้ามแล้วดึงด้วยความตึงที่สม่ำเสมอ







ทิ้่งท้าย: ไม่เกี่ยวอะไรกับ Head แต่ผมว่านางแบบ Adidas น่ารักดีครับ คนไทยด้วย ถ่ายจาก SuperSport เซ็นทรัลปิ่นเกล้า :)

Sunday, June 20, 2010

Wilson H22

Rating:★★★★
Category:Other
Wilson H22 เท่าที่ผมได้ยินมาเมื่อตั้งแต่ตอนต้นปีนั้นมันก็เป็นไม้ที่ Wilson ทำพิเศษขึ้นมาสำหรับนักเทนนิสที่ย้ายค่ายจาก Head มา Wilson แล้วยังหาไม้ Wilson ที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้ เท่าที่ผมได้ลองไม้ Wilson และ Head มาหลายตัวก็พบว่า ไม้ Head ที่เป็นรุ่นแข่งขันเช่น Radical มีคุณสมบัติบางอย่างที่ Wilson ProStaff ยังไม่มี ถ้าพูดถึง Wilson ProStaff ผมมักจะนึกถึงการเล่นแบบ serve & volley ซึ่งเป็นเกมของเทนนิสยุค 1990s ในขณะที่พูดถึง Head แล้วจะนึกถึงเกมส์แบบ baseline ไม้ wilson prostaff โดยทั่วๆไปจะมีก้านที่แข็งแต่ feel บนหน้าไม้จะออกนุ่มนวล เงียบๆ นิ่งๆเหมาะกับการวอลเลย์ ในขณะที่ Head Radical จะมีก้านที่อ่อนและ feel บนหน้าไม้ออกดิบๆคมๆเหมาะกับการเล่นจากท้ายคอร์ท เกมส์สมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบประเภท baseline ทำให้ Wilson ต้องพยายามหาไม้รุ่นใหม่ๆมาเสริมทัพ ถ้าใครได้ลอง nBlade 98 มาก่อนจะรู้เลยว่านี่มันคือ Head Radical ดีๆนี่เอง สำหรับนักเทนนิสมืออาชีพที่ตีเทนนิสวันละ 5-6 ชั่วโมงอย่างต่ำไม้เทนนิสมันก็อาจจะเป็นมากกว่าอุปกรณ์ อาจจะเรียกได้ว่ามันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่โตมากับเขาเลยก็ว่าได้ การที่จะเปลี่ยนไม้คงเป็นเรื่องยากพอๆกับการเปลี่ยนอวัยวะ เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมีไม้ประเภท paintjob ถูกสร้างขึ้นมา

Wilson H22 User ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Novak Djokovic ซึ่งเดิมใช้ Head Liquid Metal Radical Tour มาตั้งแต่ 2005 จนกระทั่งย้ายมาอยู่กับ Wilson เพื่อเปิดตลาดไม้แนว Baseliner ในปี 2007 ซึ่งตอนนั้น Novak เริ่มใช้ Wilson H22 ภายใต้ nBlade 98 paintjob แล้วปี 2008 พอ KBlade Tour ออกมา Novak ก็เปลี่ยน paintjob อีกทีนึงแล้วในปีนั้น Novak ก็ได้แชมป์ Australian Open 2008 ด้วย



Wilson H22: ดูกันชัดๆครับว่ามันเหมือน Head มากกว่า Wilson มั๊ย ผมลองน็อกกับกำแพง 2-3 บอลแรกก็บอกได้เลยว่านี่คือ Head แน่ๆ :)



First Impression: ก่อนที่จะได้รับ Wilson H22 ผมแจ้งกับทางฝั่งโน้นว่าช่วยถ่วงให้ไม้มี spec เดียวกับตอนที่ Novak Djokovic ใช้ยกเว้นขนาดกริปที่ขอคงไว้ที่ 4-3/8 ผลปรากฎว่าพี่แกอัด Silicone มาเต็มด้ามและที่หัวไม้ 12 นาฬิกามาตะกั่วยาวประมาณ 15 ซ.ม. แค่ 2 ชิ้นถ่วงไม้อยู่ (น้ำหนักรวมผมยังไม่ได้ชั่ง) balance หนักมาทางหัวเล็กน้อย แต่ก็ยัง head light อยู่ Paintjob โดยรวมไม่สวยเท่ากับ KBlade Tour :( ผมยังเสียวๆไม่รู้ว่าสีจะหลุดเมื่อไหร่

Flexibility: ไม่น่าจะถึง 60RA แน่นอน Flex ใกล้เคียงกัย Head YouTek Radical Pro ซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีความอ่อนตัวมาก ถึงแม้ว่าความหนาของเฟรมจะมากถึง 22 mm. จุด flex point ของไม้ตัวนี้อยู่ที่รอยต่อระหว่างด้ามไม้กับคอไม้ซึ่ง H22 ลดความหนาของเฟรมลงไปเหลือประมาณ 17-18mm ทำให้ความอ่อนตัวก็มีอยู่แค่ตรงที่ก้านไม้เพราะว่าที่บริเวณหัวไม้ยัง stiff มากๆ ตรงนี้จะผิดกับ Wilson KBlade Tour ซึ่งก้านแข็งมากและจะอ่อนตัวลงบริเวณหัว แต่ถ้าเทียบกับ Head PT57A ผมว่า flexibility ที่บริเวณก้านใกล้เคียงกัน แต่ PT57A จะมีความอ่อนตัวบริเวณหน้าไม้ด้วย ทำให้ PT57A ตีได้นุ่มนวลสบายมือกว่า

Feel: ความรู้สึกตอนตีบอล H22 ให้ความแน่นและความนิ่งแบบ "สำเนาถูกต้อง" เมื่อเทียบกับ Pro Stock ตัวอื่นเช่น Head PT57A หรือ Dunlop AG200 Berdych ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นที่วัสดุกราไฟต์และการวาง lay up ของวัสดุที่คล้ายๆกันที่ช่วย dampen แรงสะท้าน (after-shock vibration) ได้อย่างรวดเร็ว ตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดที่สำคัญมากสำหรับไม้ Pro Stock คือมันต้องสามารถกำจัดแรงสะท้าน after-shock ให้เร็วที่สุด ถ้าเทียบ feel กับพวกไม้คลาสสิคอย่าง Head Prestige Classic 600 หรือ Head Pro Tour 630 ก็ยังมีความต่างคือ PC600 กับ PT630 จะให้ความรู้สึกที่ดิบกว่าและมีแรงสะท้านอยู่บ้าง ในขณะที่ Wilson H22 กับ Head PT57A จะออกนิ่งเงียบและแทบจะไม่สะท้านเลย

Ground Stroke: ด้วยน้ำหนักที่มากมายประกอบกับความอ่อนตัวของก้านไม้มำให้ตีลูก flat ground stroke ได้รุ่นแรงหนักหน่วงมาก มากกว่า PT57A ซะอีกแต่ความคล่องตัวน้อยกว่าเห็นๆ sweet spot ของ H22 ค่อนข้างจะเล็กแต่ก็เป็น sweet spot ที่แบบรวมแรงซึ่งให้ power level สูงกว่าไม้ Mid Plus ในท้องตลาดทั่วไปที่จะกระจาย power level ไปตาม sweet spot ที่ใหญ่กว่า Backhand ต้องตีสองมือจะให้ผลดีกว่าเพราะ swing weight เยอะเหลือเกิน ตีได้แป๊บเดียวก็เหนื่อยแล้ว ผิดกับ PT57A ที่สบายมือสบายแขนกว่าเยอะ

Volley: ได้ยินคำร่ำลือกันมานานแล้วว่า Wilson H22 สามารถตี ground stroke ได้ดีเหมือน Head แต่ volley ได้คมเหมือน Wilson ตรงนี้ผมยังไม่ได้ลองอย่างจริงจังครับ แต่คร่าวๆผมว่ามันก็ลำบากอยู่เพราะความคล่องตัวน้อย ขอไว้ได้ลองแบบเจาะลึกก่อนจะมาอัพเดทอีกที :)

Verdict: ถ้าถามผม ณ. ตอนนี้ว่าระหว่าง Head PT57A กับ Wilson H22 จะเลือกอะไร ผมเลือก PT57A แน่นอนครับ เพราะว่ามันคล่องตัวกว่าเยอะ เล่น backhand มือเดียวได้ดี ในขณะที่ feel ดีเยี่ยมใกล้เคียงกัน วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ...

More Wilson H22 Review is coming soon!











Saturday, May 29, 2010

Head PT10

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้มีไม้ Pro Stock หรือ Paintjob อีกอันมาเล่าสู่กันฟังครับ คราวนี้เป็น Head PT10 ซึ่งเป็น code สำหรับ Head Prestige Classic 600 (PC600) ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัย 1990 แต่ว่ามาอยู่บน paintjob ของ FlexPoint Prestige ซึ่งถูกนำมาใช้ในช่วง 2006-2007 ผมมีโอกาสได้เล่นไม้นี้มาหลายชั่วโมงแล้วเหมือนกันก็คอนเฟิร์มเลยครับว่านี่คือ PC600 100%

สังเกตที่รู flexpoint ที่ทำสีให้เหมือนกับการเจาะรู

ด้านในของคอไม้จะไม่มี spec ของไม้เขียนไว้เลยนอกจาก code "PT10"


รูปร่างและน้ำหนัก: ผมเอามาวางเทียบกับ PC600 ก็ปรากฎว่าเท่ากันเป๊ะ ตาไก่สามารถใส่แทนกันได้ ต่างกันตรงที่ว่า PT10 ไม่มี collar ที่ขั้นอยู่ระหว่างคอไม้กับด้าม น้ำหนักตอนที่มาแรกๆผมว่าน่าจะเกิน 370g unstrung แน่นอนเพราะมีตะกั่วถ่วงอยู่ใต้ bumper ที่ตำแหน่งตั้งแต่ 3-9 นาฬิกา 2 ชั้น 2 ข้าง แถมยังมีการอัดซิลิโคนมาเต็มด้ามอีกต่างหาก ครั้งแรกที่ขึ้นเอ็นแล้วเอามาลองตี ไม่ไหวจริงๆครับ ต้องรื้อเอ็นทิ้งแล้วเลาะเอาตะกั่วบางส่วนออกให้เหลือไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเล็กน้อยเท่านั้น




Feel: พอหลังจากที่รื้อตะกั่วออกพร้อมกับขึ้นเอ็นใหม่ให้ได้ตามความชอบผมซึ่ก็คือ Volkl PowerFiber II (นุ่ม ดิบ และ power กำลังดี) ที่ 52 lbs ผมก็ได้ feel แบบ PC600 กลับมาเต็มที่ Ground Stroke จากไม้ PT10 ยังคงความนุ่ม แน่น และดิบเถื่อนได้ใจ :) Feel เป็นเรื่องที่พูดยาก ต้องมาลองด้วยตัวเอง ถ้าใครอยากลองก็หลังไมค์มาละกันครับ

Ground Stroke: Ground Stroke ถือว่าเป็นจุดเด่นของ PT10 เลยก็ว่าได้ เมื่อตี PT10 เปรียบเทียบกับ PC600 แบบ side-by-side ก็สามารถคอนเฟิร์มได้อีกทีว่ามันคือไม้เดียวกันครับ ในไม้ midsize ด้วยกันผมว่า PT10/PC600 สามารถซวิงได้ง่ายพอๆกับ Volkl PowerBridge 10 Mid ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเยอะกว่าก็ตาม และถ้าเทียบกับพวก Wilson K90 หรือ BLX90 แล้ว PT10/PC600 ก็กินขาดครับ รู้สึกได้ทันทีว่า K90/BLX90 ช้ากว่าเยอะ นอกจากจุดเด่นใน feel ที่ทำให้หลายๆคนติดใจแล้ว ความอ่อนตัวของก้านไม้ + หน้าไม้ที่ดูดลูกได้ดี ทำให้รู้สึกถึงความ "อ่อนและนุ่ม" ที่เป็นเอกลักษณ์มากๆหาไม่ได้ในไม้รุ่นใหม่ๆ เหมาะกับคนที่ชอบเล่นแนว baseliner ที่เน้น rally กันนานๆ

Volley: ดีครับ PT10 วางลูกได้แม่นดี ด้วยน้ำหนัก บวกกับ head-light balance ช่วยให้คุมทิศทางทางได้ง่าย หน้าไม้นิ่งจากน้ำหนักของไม้ + box beam cross section ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี แต่อย่างไรก็ตามผมว่ายังไง volley ก็ยังเป็นรองพวก Wilson Pro Staff อยู่ Volley จากไม้ Pro Staff ลูกจะพุ่งกว่า

Slice & Spin: เนื่องจาก string pattern แบบ 18x20 แถมหน้าไม้เล็กอีก (93 sq.in แต่จริงแล้วอยู่ที่ประมาณ 89.5 sq.in) ทำให้รู้สึกว่าไม้นี้ spin และ slice ยากทั้งคู่ครับ slice ก็พอได้บ้าง ลูกออกจากหน้าไม้แน่นและวิ่งเลียดเน็ทดีแต่ถ้าเป็น spin นี่ปั่นไม่ขึ้นจริงๆ

บทสรุป: Head PT10 เป็นไม้ที่เหมาะกับ baseliner ที่เน้นลูก flat ใครที่ชอบ Head PC600 ก็คงจะชอบ PT10 เหมือนกัน นอกจากนี้มันก็เป็นไม้ที่หายากมากๆด้วย สำหรับคนที่ชอบสะสมไม่ควรพลาด Head PT10 ครับ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ ที่เหลือลองไปอ่านรีวิวเก่าเกี่ยวกับ Head PC600 ได้ที่ http://suppawat.multiply.com/reviews/item/21

Friday, May 7, 2010

Head PT57A

Rating:★★★★★
Category:Other
สวัสดีครับ เช้านี้ว่างๆเลยได้มานั่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ Pro Stock พิมพ์นิยมตัวนึงที่ PT57A ซึ่งปกติแล้ว Head ผลิตมาเพื่อนักเทนนิสระดับ Top 100 เท่านั้น แต่เผอิญว่าผมได้ไม้ตัวนี้มาตอนช่วงที่เค้าเปลี่ยน paint job จาก Microgel ไปเป็น YouTek ทางเจ้าตัวบอกว่าไม้ตัวนี้เคยเป็นของนักเทนนิสคนนึงจาก Serbia ที่มี ranking ต่ำๆหน่อย ก็ไม่รู้ว่าของใครเหมือนกัน แต่สุดท้ายเค้าย้ายไป PT57E ซึ่งแข็งกว่า PT57A คุณสมบัติทั่วๆไปของไม้รหัส PT คือ

1. เป็น Hi-Grade Graphite ผสม Twaron ไม่มีส่วนผสมของวัสดุใหม่ๆ เพราะฉะนั้น feel จะเหมือนไม้รุ่นเก่า
2. น้ำหนักเบากว่าไม้ท้องตลาด (<320g) เพราะทำไว้เผื่อถ่วงตะกั่ว ตามความชอบของนักเทนนิสแต่ละคน
3. ก้านค่อนข้างอ่อน (stiffness < 63) แต่มันก็มีหลาย stiffness ให้นักเทนนิสได้เลือกใช้



PT จะเป็นไม้ที่มาจาก mold ของไม้ตระกูล Prestige Classic 600 (mid size) และ Pro Tour 630 (mid plus)
PT10 = PC600 แต่เบากว่า
PT57A = Pro Tour 630 ที่เบาขึ้นและแข็งขึ้นเล็กน้อย
PT57E (ไม่เคยได้ยินว่ามี PT57B, PT57C, PT57D) = i.Prestige MP

ภาพรวม: หลายๆคนถามว่า PT57A มันเหมือนไม้ตัวใหนบ้าง ...เท่าที่ลองเล่นดูมา 2-3 ชั่วโมง PT57A มันไม่เหมือนกับไม้ตลาดตัวใหนเลยแม้กระทั่ง Pro Tour 630 ซึ่งเป็นต้นแบบ ถ้าเอาแบบใกล้เคียงผมว่ามันคล้ายๆกับ Dunlop AG200 Berdych ที่ผมมีอยู่ แต่ PT57A น้ำหนักเบา และก็เบากว่ากว่าพวก Prestige หรือ AG200 ด้วย เรียกว่ามันถูกออกแบบมาไว้สำหรับเพิ่มตะกั่วถ่วง balance โดยเฉพาะครับ

Feel: PT57A เป็นไม้ที่มีเสน่ห์ ตีง่ายมากตั้งแต่ลองครั้งแรก :) Head Shape รูปหยดน้ำพิมพ์นี้ลู่ลมสุดๆทำให้ไม้มีความคล่องตัวสูง ซวิงง่ายทั้ง forehand และ one-handed backhand ถึงแม้ว่า feel จะไม่ดิบเท่า Head PC600 หรือ PT630 แต่ก็แน่นและ"นิ่ง"มากๆ ผมว่าวัสดุที่ทำไม้พวกนี้มันช่วย dampen การสั่นสะเทือนได้ดีมากๆ ขนาดว่าผมขึ้นเอ็น Poly นะ feel ยังดีขนาดนี้เลย ลูกไม่เด้งออกจากหน้าไม้ทันที แต่จะหยุดจมอยู่บนหน้าไม้แป๊บนึง

Flex: ก้านไม้ค่อนข้างอ่อน (59RA) เวลาหวดไม้ออกไปตีลูกแบบ full-swing ทำให้เหมือนไม้อุ้มลูกอยู่แป๊บนึงก่อนจะดีดลูกออกไปทำให้คอนโทรลง่าย ตรงนี้คล้ายๆกับ KBlade Tour ที่ผมเคยใช้มาแต่ก้านไม่แข็งเท่า KBT สรุปง่ายๆก็คือ PT57A เป็นไม้ที่ control เยี่ยมสำหรับคนที่ชอบอัด flat แรงๆ (แนว Soderling, Murray หรือ Wawrinka)

Power: ดีกว่าที่คิด ดีกว่า PC600 ตีอัด flat มันส์มากๆเนื่องจาก flex ของไม้ช่วยดีดลูกได้ดี

Spin/Slice: ดีกว่าไม้ 18x20 ทุกๆตัวที่ลองมา แต่ส่วนนึงมาจากเอ็นด้วย ในวันที่ทดลองผมใช้ Polystar Turbo

สรุป: เป็นไม้ที่น่าใช้และน่าสะสม เพราะผมไม่คิดว่าไม้ประเภทนี้จะอยู่ใน Road Map ของ Head แน่นอน จะมีใกล้เคียงก็มี Head YouTek Radical Pro ที่ก้านอ่อน power มหาศาลแต่ไม่คล่องตัวเลย ผมว่ายังไง PT57A ก็เหนือกว่าหลายขุม

PT57A มาพร้อมกับกริปหนัง Head Finest Calfskin ซึ่งครั้งนึงผมเคยคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่หาซื้อยากมาก

ด้านในของไม้ Pro Stock จะไม่มี spec detail อะไรเลย มีแต่ code เท่านั้น






ข้อสังเกต: เท่าที่ลองไม้ Pro Stock ของ Berdych กับ Verdasco มา ผมว่าไม้โปรจะมีคุณสมบัติคล้ายๆแบบนี้หมดคือขอให้ Feel ได้ Flex ได้ก่อนแล้วก็เบาเข้าไว้ เพราะเราไม่สามารถแก้ไข Feel/Flex ได้เอง ส่วนที่เหลือ (น้ำหนัก บาลานซ์) ก็ไป customize กันเอง ตอนที่ผมใช้ ผมถ่วงตะกั่วข้างละ 3g ไว้ที่ 3 กับ 9 นาฬิกา ไม่งั้นจะเบาเกินไป แต่ที่สำคัญที่สุดผมรู้สึกว่า Mold มีก็มีส่วนมากๆด้วยเหมือนกัน Mold รูปหยดน้ำของ Head PT57A หรือ PT630 ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมเพราะผมลองเอามาวางเทียบกับไม้ Dunlop AG200 Berdych หรือ Technifibre TF320 VO2 Max Verdasco ปรากฎว่าด้านนอกเท่ากันจะต่างกันก็แค่การเจาะรู string pattern เท่านั้นเอง

PT57A วางเทียบกับ Pro Tour 630 สัดส่วนเท่ากัน



PT57A เมื่อวางเทียบกับ AG200 Berdych สัดส่วนเท่ากันเป๊ะ


PT57A เมื่อวางเทียบกับ TF320 Berdych สัดส่วนก็ยังเท่ากันอีก