Pages

Saturday, March 12, 2011

Volkl Organix 10 (325g) VS. Head YouTek IG Speed Pro (335g)

Rating:★★★★
Category:Other
เมื่อวันศุกร์ได้มีโอกาสลอง Volkl Oranix 10 325g อยู่เกือบชั่วโมงแล้วทำให้นึกถึงไม้ที่เคยลองมาอีกตัวคือ Head YouTek IG Speed Pro ครับ ไม้สองตัวนี้มีความคล้ายกันมากในแง่ของ playability คือเหมาะกับคนที่เล่น groundstroke จากท้ายคอร์ทเป็นหลัก ไม้มีน้ำหนักเยอะทั้งคู่ซึ่งจะช่วยในเรื่องความเสถียรของหน้าไม้และ plow-thru ทำให้เพิ่มความคงเส้นคงวาในการตีลูก groundstroke จาก baseline แต่น้ำหนักก็ไม่มากเกินไปสำหรับคนที่ชินกับพวก Head Prestige มาก่อน

First Touch: สีสันและคุณภาพของการทำสีผมให้ Speed Pro เหนือกว่าครับ นอกจากนี้ก็มี CAP Grommet แบบสีขาวขุ่นและกริปหนังสีขาวที่ทำให้ Speed Pro เป็นไม้ที่เลียนแบบได้ยากในขณะที่ Ogranix 10 ออกแบบเรียบๆ (แต่ยังไงก็ไม่มีใครเลียนแบบ Volkl อยู่แล้ว)

Ground Stroke: เมื่อลองจับไม้ทั้งคู่จะรู้สึกได้เลยว่า Speed Pro คล่องตัวกว่าทั้งๆที่น้ำหนักเยอะกว่า 10g ทั้งคู่ให้ความหนักแน่นในการตี forehand groundstroke พอๆกัน ลูกที่ออกจากหน้าไม้ได้ ball speed ที่ดีและพุ่งมาก แต่เนื่องจาก balance ของ Oragnix 10 มาทางหัวมากกว่าเลยทำให้ Speed Pro ซวิงได้ง่ายกว่า ผมชอบ groundstoke ของ Organix 10 มากกว่าเพราะมันเข้ากับ timing วงซวิงของผมมากกว่า ในส่วนของ backhand นั้น Organix จะได้เปรียบกว่าโดยเฉพาะคนที่ตี backhand มือเดียวเพราะรูปร่างของ Oraganix 10 เรียวมนกว่าในขณะที่ Speed Pro จะค่อนข้างกลมจะเหมาะกับการตี backhand สองมือมากกว่า Stiffness ของ Oranix 10 น้อยกว่าช่วยลดความกระด้างตอนตีบอลไปเยอะครับ

Feel: Organix 10 ให้ ball feel ที่ "นุ่มและคมชัด" กว่า IG Speed Pro ที่ค่อนข้างจะจืดๆไปซักนิด จืดกว่าตัวก่อนอีก เปลี่ยนเอ็นมาสองรอบยังไม่ได้ feel ที่ถูกใจเลย เอ็นที่ผมใช้บน Organix 10 เป็น hybrid ของ Weisscannon Scorpion กับ Explosiv! จะให้ feel ที่ นุ่ม คม และ แน่นกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องขึ้นกับไม้ที่เป็น 16x19

Power: IG Speed Pro จะได้เปรียบกว่า Power ของ Organix 10 จะน้อยกว่า จะว่าไปแล้วคล้ายๆกับ Power ที่ได้จากไม้ Yonex คือ ดังแต่ท่อล้อไม่ไป ถ้าใส่ไม่เต็มลูกมุดติดเน็ตแน่นอน

Volley: ชัดเจนว่า IG Speed Pro ดีกว่า ด้วยเฟรมที่บางกว่า, หัวเบากว่า, และก้านแข็งกว่า ทำให้ volley ได้แน่นอนและลุกพุ่งกว่าครับ

Spin & Slice: ทั้งคู่ไม่ได้เกิดมาเพื่อสปินโดยเฉพาะ สปินได้ครับแต่ต้องใช้ความพยายามมากๆทั้งคู่เนื่องจากไม้มีน้ำหนักสูง ถ้าตีท๊อปสปินบอลต่ำโดยปัดจากล่างขึ้นบน Organix 10 เหมาะกว่าเพราะหัวไม้เรียวกว่า ถ้าเป็นไซด์สปิน (side spin) ที่ต้องตีบอลสูงเหนือเอว (ตีแบบ Novak) ก็ IG Speed Pro ดีกว่าครับ

ปล. ผมไม่รู้สึกว่าเทคโนโลยี Optispot ของ Volkl Organix จะช่วยให้ตีแม่นขึ้น แต่ยอมรับว่า sweet spot ของ Organix 10 ตัวนี้ดีกว่า PB10 Mid Plus รุ่นที่แล้วเยอะ

ตอนนี้สามารถ comment ได้แค่นี้ครับ ไว้ถ้ามีโอกาสได้ลอง Speed Pro กับเอ็น Weisscannon แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังอีกรอบครับ

Volkl Organix 10 325g






Head YouTek IG Speed Pro




Friday, March 4, 2011

Babolat ProPulse 3

Rating:★★★★
Category:Other
เมื่อวานเอา Babolat ProPulse 3 ไปลองที่ CV อยู่ 4 ชม. มีผลคร่าวๆดังนี้ครับ



ภายนอก: 10/10 ดูแล้วกระฉากวัยอย่างได้ใจ ก่อนออกจากบ้านแม่ผมยังหยิบมาดูเลย ลวดลายดุดันฉีกแนวดั้งเดิมของ Adidas Barricade และความเรียบง่ายของ Nike Vapor ความเรียบร้อยของการตัดเย็บถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับ Adidas ครับ กาวไม่มีเลอะเยิ้่ม นอกคอร์ทใส่กับยีนส์ก็ยังดูดี

ขนาดและความฟิต: ให้ 10/10 ครับ ความกว้างของ Toe Box เบอร์ 9.5 ของ Babolat จะเท่าๆกับ 9.5 ของ mi Adidas Barricade 5 แต่ใหญ่กว่า Barricade 6 เนื่องจากขนาดเท้าที่กว้างกว่า ถ้าใครใส่ Barricade 6 เบอร์อะไรควรจะใส่ ProPulse 3 เล็กกว่าครึ่งเบอร์ครับ ผมอ่าน review จาก TW มาก่อนก็เตรียมทำใจเรื่องรองเท้ากัด แต่พอเอาไปลองจริงยังไม่เจอปัญหานี้นะ จะรู้สึกก็บริเวณด้านหลังที่มันจิกด้านหลังตาตุ่มนิดๆแต่ก็ไม่กัดครับ

การโอบอุ้มหลังเท้า: ให้ 10/10 เช่นครับ Upper Sole ของ ProPulse 3 ให้ความนุ่มนวลโอบรับเท้าได้ดีกว่าทุกๆรองเท้าที่ลองมา (Glove-Like Feel) ไม่แข็งเหมือน Barricade 6 ทั้งๆที่วัสดุส่วนบนเป็น PVC เหมือนกัน รองเท้าสวมใส่ง่าย แต่ระบบเชือกผูก (Lacing System) ยังเป็นรอง Nike Vapor ที่สามารถถอดใส่ได้เร็วมาก เข็มขัดรัดข้อเท้าและด้านหน้าช่วยให้อำนวยความสะดวกในการให้รองเท้ากระชับหลังผูกเชือกระหว่างการเล่น อันนี้ work ไม่ใช่ gimmick แน่นอนครับ

การเกาะพื้นผิวคอร์ท: 10/10 ระหว่างวิ่งๆหยุดๆ รองเท้าให้ความรู้สึกว่าเบาสบายคล่องแคล่วกว่า Barricade 5 & 6 และการเกาะพื้นคอร์ทที่ดีในระดับที่ดีมาก (จริงๆแล้วพื้นคอร์ท CV มันก็หนึบอยู่แล้วส่วนนึง เดี๋ยวต้องเอาไปลองคอร์ทปูนลื่นๆ) ตอนแรกเห็นดอกยางบางๆ นึกว่าจะไม่ค่อยเกาะ แต่ผมว่ามันก็พื้นคอร์ทได้ดีพอๆกับ Barricade นี่แหละครับ

ความมั่นคง: 9/10 การป้องกันด้านข้างในระหว่างที่วิ่งและหยุดซ้าย-ขวายังเป็นรอง mi Adidas Barricade 5 แต่ถ้าให้เลือกระหว่างตัวนี้กับ Barricade 6 ผมเลือก ProPulse 3 แน่นอน เพราะอย่างน้อยไม่บีบปลายเท้า ถ้าบริเวณ Toe Box เสริมด้านข้างให้แข็งอีกนิดนึงเหมือน Barricade ก็จะดีมาก

การรองรับแรงกระแทก: 8/10 เนื่องจากรองเท้าตัวนี้ถูกออกแบบให้เป็นรองเท้าแนว Low Profile - Fast Feeling คล้ายๆกับรองเท้าวิ่ง หรือประมาณ Nike Vapour, Asics Gel Resolution เพราะฉะนั้นพื้นค่อนข้างบางและเรียบ บางและเรียบแบนพอๆกับ Nike Vapor แต่ผมว่าพื้นบางไปหน่อยสำหรับคนน้ำหนักเยอะอย่างผมครับ ถ้าจะให้ดีอาจจะต้อง 1.) ใส่ถุงเท้าที่หนาขึ้น หรือ 2.) เปลี่ยนแผ่นรองด้านในหนาขึ้นเพิ่มความนุ่มนวล วันก่อนคุยกับน้องที่ CV เค้าแนะนำให้ไปสั่งทำพื้นรองเท้า ราคาแพงนิดนึงแต่มัน support เท้าได้เข้ารูปดีกว่าเยอะ

บทสรุป: Babolat ProPulse 3 เป็นรองเท้าที่น่าสนใจตัวนึงที่เหมาะกับคน Asia ซึ่งมีหน้าเท้ากว้าง ระบบเข็มขัดสองจุด work มากๆ Upper Sole ของรองเท้าได้จุดเด่นในเรื่องความนุ่มสบายของ mi Adidas Barricade 5 และ Outsole หนึบเกาะพื้นคอร์ทดีใช้ได้และให้ความรู้สึกเบา-คล่องแคล่ว ของ Nike Vapor คนน้ำหนักเยอะอาจจะเจอปัญหาเรื่องการรองรับน้ำหนักบ้างถ้าเล่นเทนนิสวันละหลายๆชั่วโมง แนะนำให้เสริมพื้นดีกว่า ส่วนเรื่องความทนทานผมยังไม่สามารถตอบได้ แต่ตอนนี้พวกเด็กแข่งเริ่มเอาไปใช้กันแล้ว อีก 3 เดือนรู้ผลครับ

Tuesday, February 8, 2011

DONNAY X-Blue 94 กับเอ็น Solinco Tour Bite + Vanquish โดย Thai Tennis User

Rating:★★★★
Category:Other


รีวิว DONNAY X-Blue 94 กับเอ็นไฮบริด Solinco Tour Bite กับ Solinco Vanquish รีวิวชุดนี้เป็นของน้องชายวัยฉกรรจ์คนเดิมครับ ต้องขอขอบคุณที่สละเวลาสำหรับการรีวิวในครั้งนี้ครับ

เป็นครั้งแรกที่ผมถือ DONNAY ลงสนามครับ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ลอง Solinco Tour Bite ครับ Tour Bite เอ็นเหลี่ยมและคมได้ใจมากครับ DONNAY เมื่อขึ้น Setup นี้แล้ว power ของไม้ ไม่ค่อยจะคมและแน่นเท่าที่ควร จะออกไปทาง นุ่ม และ แฝงไปด้วยพลังมากกว่า ไม่เหมือนพวก RPM ที่ power เยอะอย่างเห็นได้ชัด บีม 15 mm ทำให้ power ที่ได้จะสูงพวก Midsize ตัวอื่นไม่ได้เลย จะมีก็แค่ความนึ่งและความคล่องตัวเท่านั้นที่กินขาด ไม้ออกแนวสไตล์ PT10 ครับ คือมีความคล่องตัวสูง

การสไลด์บอล คือว่ากินขาดครับ สำหรับไม้และเอ็นชุดนี้ ถือว่าสุดยอดมากๆ มีแต่คนชมว่าสไลด์บอลได้ดีไม่ลอย แถมพุ่งเลียดขอบเน็ท ส่วน Feel ของเอ็นชุดนี้ ถือว่า ออกแนวตีสบายไม่นุ่ม ไม่แข็ง เน้น Control มากกว่า power ถอนขนบอลได้ดีเสียด้วย ขนาด Hybrid กับ Vanquish แล้ว

สรุปแล้ว DONNAY X-Blue 94 เป็นไม้ที่น่าตื่นเต้นมาก มันเหมาะกับคนที่มีสไตล์การเล่นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะ serve + volley + baseline ตอนนี้ผมยังไม่ได้จับ X-Black 94 แล้วก็ไม่จับ Technifibre VO2 Max (Verdasco paintjob) ด้วยเพราะกำลังมันส์กับ X-Blue 94 ผมคิดว่า set up นี้ มันตอบโจทย์ผมได้มาก เพราะผมชอบไม้กับเอ็นที่ให้ Control มากกว่า power เพราะ power ผมสร้างเองได้ หน้าเน็ตนิ่งมาก แล้วก็เลือกได้ ผมพัฒนาหน้าเน็ตได้ดีมากก็เพราะ X-blue และ setup เอ็นชุดนี้ ลงตัวมากๆครับ

แต่ผมแปลกใจว่าทำไม กระแส ต่อต้านมันมีรุนแรงบ้าง ทั้งๆที่ไม้ก็ตีได้ดีมากๆเลย อัดกับเด็กแข่งแรงๆ ไม้ยังนิ่ง สู้กับพวก PD GT ได้สบายๆ แถมดีกว่า mid size หรือ MP บางตัวเสียด้วย

X-Blue 94 วางเทียบกับ DONNAY Borg Pro


DONNAY X-Blue 94 ตอนโดนแสง


ข้อมูลเชิงเทคนิค ของ DONNAY X-Blue 94
ขนาดหน้าไม้: 94 ตารางนิ้ว
น้าหนักไม่รวมเอ็น: 320 กรัม
บาลานซ์ไม่รวมเอ็น: 310มม.
น้าหนักซวิงไม่รวมเอ็น: 290
บาลานซ์ไม่รวมเอ็น: 8 Points HL
น้าหนักซวิงรวมเอ็น: 328
แพ็ทเทิร์นของเอ็น: 18x20
ความแข็ง: RA67
วัสดุด้ามจับ: หนัง
ความตึงเอ็น: 50lbs (+/- 5)
ความหนาของเฟรม (หัว/คอ/ก้าน): 15/17/17 มม.

เทคโนโลยีที่ใช้

XēneCore™: คือเทคโนโลยีการผลิตเส้นใยที่ใช้ความดันสูงเพื่อสร้างและเสริมความแกร่งเส้นใยกราไฟต์ผสมซึ่งทำให้เพิ่มความแกร่งของวัสดุและสามารถลดขนาดความหนาของแร็กเก็ตลงไปเหลือเพียง 15 มม. นั่นหมายถึงความคล่องตัวและพาวเวอร์ที่เพิ่มขึ้นในการตีบอล การที่เส้นใยกราไฟต์ถูกผลิตที่ความดันสูงนั้นยังมีผลช่วยให้ลดแรงสั่นสะเทือนซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความล้าและอันตรายที่แขนได้ เทคโนโลยี XēneCore™ ในแร็กเก็ตตระกูล X-Series™ เป็นปัจจัยหลักช่วยสร้างพาวเวอร์ให้กับไม้ที่เน้นคอนโทรล แร็กเก็ตชนิดเฟรมกว้างที่มีอยู่ในท้องตลาดสามารถสร้างพาวเวอร์ได้ แต่ไม่สามารถควบคุมลูกบอลได้ดี พาวเวอร์ที่ซ่อนอยู่ในแร็กเก็ตเฟรมบางที่ใช้วัสดุ XēneCore™ จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถโฟกัสอยู่กับ ความรู้สึกในการตี และ คอนโทรล ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพาวเวอร์

Hexagonal Molding - กระบวนการผลิตที่มีการฝังรูร้อยเอ็น แบบหกเหลี่ยม 10 ชิ้นในแต่ละข้างของแร็กเก็ตลงไปก่อนขั้นตอนการหลอมและอบเพื่อลดความเสี่ยงในการแตกร้าวของโครงสร้างภายใน และยังเพิ่ม Torsional Stability ระหว่างการตีลูก Top Spin


Power Map เมื่อเทียบกับไม้ตัวอื่น จะเห็นว่าให้ power ที่ตำแหน่งขอบไม้ 3 และ 9 นาฬิกาสูงกว่าไม้ที่มี spec ใกล้เคียงกัน

เทียบกับไม้หน้า 90-93


เทียบกับไม้หน้า 95

Sunday, January 30, 2011

Weisscannon MatchPower โดย Thai Tennis Users

Rating:★★★★
Category:Other
รีวิวอันนี้เป็นของน้องชายวัยฉกรรจ์ท่านนึงที่พัฒนาเกมส์ของตัวเองได้เร็วมาก

Weisscannon MatchPower เป็น Poly ที่ดีมากครับ ผมใช้มันโดยไม่ได้ใส่กันสะเทือน ผลก็คือไม่มีแรงสั่นหรือความกระด้างเลยครับ เกาะบอลดีมากครับ ถ้าดึดสปินเร็วๆบอลจะมุดหลังเน็ตตลอด ถ้าตี Flat บอลก็จะพุ่ง แต่ลงพื้นแล้วจะไม่ค่อยเด้งขึ้นมามาก ผมชอบ Poly ผิวเรียบ มากกว่าพวก เหลี่ยม หรือ เหลี่ยม + เกลียว เพราะ Feel มันดีกว่ามากครับ ถ้านึกภาพถึงคนที่ใช้พวก Babolat Pure drive GT , babolat Aero pro drive gt , YT Radical Mp , K blade tour , YT Prestige MP แล้วตีแบบเน้นข้อมือ ผมว่าบอลจะ Spin ที่รุนแรงมากแน่ๆครับ Weisscannon MatchPower ทำให้ผมนึกถึง Boris Becker Bomber แต่ Power ความนุ่ม ของ Weiss cannon MatchPower ดีกว่ามาก




ส่วน Feedback อันนี้เป็นของผมเอง ผมขึ้นเอ็นตัวนี้บนไม้ pro stock ของ Jurgen Melzer ซึ่งเนื้อในคือ Dunlop Revelation 95 Tour ซึ่งได้ชื่อว่าแข็งนรก power น้อยเอ็น Weisscannon MatchPower เป็นเอ็นเส้นกลมผิวลื่น ถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับ "hard hitter เท่านั้น" จะเอามาตีเล่นๆนี่...ผมว่าดูตัวอื่นดีกว่าครับ This is not a toy!

Power: น้อยมาก ต้องใส่กันเต็มที่ แต่ข้อดีคือเอ็นเวลาอัดแรงๆแล้ว stringbed นิ่งมากๆ หน้าไม้ไม่สะบัด ด้วยความที่มัน power น้อยทำให้ลูกไม่ค่อยหลุดออกทั้ง groundstroke และ volley เอ็นผิวลื่นทำให้เอ็นสามารถเคลื่อนตัวไปมาได้สะดวก ไม่ต้องจัดเอ็น

Spin: เหมาะกับ spin รอบสูงเนื่องจากเอ็นไม่มีเหลี่ยมคมมาเสริมช่วยสปินรอบต่ำ แต่ข้อดีของเอ็นตัวนี้คือผิวมันลื่น ซึ่งจะช่วยให้เอ็นดีดตัวกลับได้เร็วเมื่อตอนยืดออกจะช่วยในเรื่องการปั่นบอล

Feel: นุ่มนอก แข็งใน นิ่งเงียบ คล้ายๆกับ Kirschbaum Pro Line II ไม่มีอาการแป๊งๆแต่อย่างใด เอ็นอุ้มลูกดี บอลที่ออกจากหน้าไม้ไปมีความหนักหน่วงดีใช้ได้

ผมว่าเอ็นตัวนี้สามารถใช้กับไม้ได้หลายประเภทโดยเฉพาะไม้กึ่ง power อย่าง Babolat Pure Drive และ AeroPro Drive ครับ นอกจากนี้ผมยังขึ้นเอ็นตัวนี้เป็น hybrid กับเอ็นมัลติด้วย ปรากฎว่า feel ไม่ค่อยได้ ปล่อยให้เป็นแบบ fulljob ดีกว่าครับ ใครที่ได้ลองเอ็นตัวนี้แล้ว แวะเข้ามา feedback กันด้วยนะครับ



มีอีก feedback นึงครับ

User Profile: ใช้ไม้ head extreme team เป็นไม้ Power มากสักหน่อย ขึ้นเอ็นที่ความตึงเส้นตั้ง 59 เส้นนอน 57 ปอนด์

ผลของการทดลอง ในเรื่องสปีดบอลเล็กน่อย วันแรกผมนำไม้ไปขึ้นเอ็นสัก 3 โมงเย็น 5 โมงเย็น นำมาเล่นทันที วันแรกเล่นไป 2 เซต มีความรู้สึกว่าเอ็นกระด่างเล็กน้อยและไม่ค่อยเกาะบอลควบคุมบอลไม่ค่อยได้ ทั้งเพาเวอร์มากไปหน่อยหลุดท้ายคอร์ดบ่อย แต่เมื่อเล่นจนเอ็นเข้าที่ต่อมาเป็นวันที่ 2 และวันที่ 3 อาการควบคุมบอลไม่ค่อยได้และเพาเวอร์จะลดลงเรื่อยๆและความกระด้างก็ไม่มี นับว่าเป็นเอ็นที่ดีให้ความรู้สึกคล้ายๆกับTopspin Cyber Flash ที่ผมใช้อยู่ แต่ยังเป็นรอง Cyber Flash ในเรื่องสปีดบอลเล็กน่อย ตามความรู้สึกของผม Cyber Flash เวลายึงแรงๆสปีดบอลจะเร็วกว่าเล็กน้อยครับ

Weisscannon Black5Edge Power โดย Thai Tennis users

Rating:★★★★
Category:Other
วันนี้มีผลทดสอบของ Weisscannon Black5Edge Power มาฝากกันครับ Black5Edge เป็นเอ็นโพลี-ห้าเหลี่ยม-เกลียว-สีดำตัวใหม่ของ Weisscannon ที่ถูกสร้างขึ้นมาบน base ของเอ็นเกรดสูงอย่าง Weisscannon Silverstring ซึ่งถือว่ามีความนุ่มเมื่อเทียบกับเอ็น Luxilon ALU Power ที่ทาง Weisscannon อ้างว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน (hard hitter string) การทดสอบเอ็นทำโดย user หลายๆคนใน Thai Tennis ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านด้วยครับ




User 1 Profile: ผมเอง ทดสอบเอ็นตัวนี้สามวาระในสองที่ - บางกรวย กับ สนามเป้า

ครั้งที่ 1: ขึ้น full job ที่ 50 lbs - ทั้งบางกรวยและสนามเป้าเห็นตรงกันว่า แข็งมาก เอ็นไม่ค่อยยืดตัว และทันทีที่ลูกสัมผัสหน้าไม้ ลูกเด้งออกทันที เอ็นไม่อุ้มลูกเหมือนกับ soft poly ตัวอื่นๆ ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยหนักแน่น


ครั้งที่ 2: ขึ้น hybrid โดยเอา Black5Edge Power ตั้งที่ 50 lbs และ Polyfibre TP Select (soft synthetic) นอนที่ 50 lbs เช่นกัน คราวนี้ตีง่ายขึ้นเยอะ รู้สึกถึงความนุ่มขึ้นมาบ้าง เปลี่ยนจาก stiff เป็น firm แทน เอ็นล็อกตัวกันดี เสียงแป๊งๆลดลงไปเยอะ Power & Spin ดีใช้ได้ feel โดยรวมถือว่าแน่นกว่าการขึ้นแบบ full job

ครั้งที่ 3: ขึ้นบน DONNAY X-Black 99 แบบเต็มหน้าซี่งเป็นไม้แกนตันที่ 55 ปอนด์ ...แปลกมาก! ผมไม่พบปัญหาเหมือนสองครั้งแรกเลย เอ็นให้ feel ที่ firm กว่าครั้งที่ 2 อีก และ power ดีมากๆ spin ยังดีเหมือนเดิม เป็นไปได้ว่าเอ็นแข็งๆน่าจะเหมาะกับไม้แกนตันมากกว่าไม้กลวงๆ โดยเฉพาะเวลาตี flat ball


User 2 Profile
ไม้เทนนิส: Babolat Aero Pro Drive GT
เคยใช้เอ็น Barbwire ,RPM , Hurricane tour

หลักจากที่ได้รับเอ็นมาแล้ว Pack อยู่ในซองใสเป็นอย่างดี ดูจากลักษณะภายนอกแล้ว เอ็นมีสีดำเข้มสวยมาก เมื่อนำมาขึ้นกับไม้เทนนิส เอ็นมีอยู่ 5 เหลี่ยมและยังมีลักษณะบิดเกลียวบวกเข้าไปอีกนิดหน่อย ทำให้ความรู้สึกถึงการรีดพลัง spin ออกมาได้เป็นอย่างดี (เหลี่ยมอาจจะไม่มากเท่า Barb Wire แต่ก็มากกว่า RPM อย่างชัดเจน) และลองใช้มือลูบเอ็นบนหน้าไม้ดู เอ็นจะไม่นุ่มลื่นเหมือน RPM แต่เอ็นก็ไม่ได้สากมากมือมากเหมือน Barb Wire ผมให้อยู่กลางๆ

ที่นี้ลองจับมาตีจริงบ้างล่ะ... Feel แรกที่ลูกได้ระทบลงบนหน้าไม้ ทำให้มั่นใจเลยว่าเอ็นตัวนี้อยู่ในจำพวกเดียวกับเอ็น Barb Wire และ Volkl Cyclone อย่างไม่ต้องสงสัย เหมาะกับคนที่มีแรงตีอย่างเหลือเฟือ หรือพวกที่ชอบตี Spin จัดๆ รับรองได้เหงื่อแน่นอนครับ ส่วนคนทั่วไปก็สามารถตีได้เช่นกัน แต่ผมแนะนำว่าควรขึ้นต่ำกว่าเอ็นทั่วไปสัก 2-3 ปอนด์ เพราะเพาเวอร์ของเอ็นน้อยไปหน่อย และเนื้อเอ็นมีลักษะแข็ง

เริ่มแรกจับไม้เทนนิสมาน๊อค.. รู้สึกว่า Feel มันคล้ายๆ Barb Wire นะ การควบคุมบอล การสปินทำได้ดีมากความแม่นยำในการตีลูกทำได้อย่างที่คิดไว้ การสไลด์บอลก็ทำได้ดีเช่นกัน ลูกเกาะบอล ดึงบอลได้ดี ต่อมาผมทำการทดสอบการเสริฟ เปอร์เซ็นต์การเสริฟผมทำได้ดีขึ้นจากที่ใช้เอ็นเดิม (RPM) ลูกลงเส้นและการวางลูกเสริฟทำได้ดีมาก แต่ผมก็รู้สึกว่าผมเสียเพาเวอร์ในการเสริฟลดลงไปจากเดิมมากเช่นกัน ประมาณ 10-20%

โดยรวม….ใครที่ชอบตีเทนนิสแนว Spin เอ็นแข็งๆ ตีแล้วเสียงดังมั่นใจ เวลาตีเอ็นแทบจะไม่ขยับตัว เอ็นตัวนี้สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้าตีท้ายคอร์ดและจับกริป Extreme Western แล้วตีปั่นสปินไปแบบหนักๆ และถ้าให้เทียบพลังในการ Spin ผมให้ Barb Wire เหนือกว่าอยู่นิดหน่อย แต่ถ้าเป็นเอ็น RPM ก็จะออกแนวนุ่มและเพาเวอร์มากเกินไป

User 3 Profile: อายุ 19 ใช้ไม้ Yonex RDS 001 MP ประสบการณ์ตีเเต่เอ็น polyมา 3ปีครับ ผมเคยสั่งเอ็นตัวนี้จากทาง Sport nova เเล้วครับ ตามกระทู้ก่อนๆที่พี่เเซมเคยเเนะนำผมมาเมื่อก่อน ผมขึ้นเอ็นเเบบ4 ปมครับ เส้นตั้ง 58 เส้น นอน 57 จับgrip เเบบ West ครับ

วิจารณ์ : สัมพัสเเรกที่ขึ้นมาเเล้วไปตีครับ รับรู้ได้เลยว่าเเกะบอลดีมาก เเต่เเข็งกว่า Tornado ครับ เเต่ถ้าเรื่องสปินผมว่า Black5Edge Power ทำได้ดีกว่าครับ feel ผมว่า Tornado ตีเเล้วรู้สึกสบายมากกว่าความทนทาน Tornado ผมตีไปประมาน 6-7 เดือนอาทิตย์ละ 2-3วันถึงจะขาด เเต่ Black5Edge Power ใช้เวลา 3 อาทิตย์ถึงจะขาด

**โดยส่วนตัวเเล้วผมใช้ Signum มาตลอดครับ

สรุปโดยประมาน

Power: Signum pro Tornado > Weisscannon Black5Edge Power
Comfort: Signum pro Tornado > Weisscannon Black5Edge Power
Feel (คม ไป นุ่ม) : Weisscannon Black5Edge Power > Signum pro Tornado
Durability: Signum pro Tornado > Weisscannon Black5Edge Power

Monday, January 10, 2011

เอ็นโพลี Weisscannon Mosquito Bite, Scorpion และเปรียบเทียบ Weisscannon Explosiv! กับเอ็นมัลติตัวอื่นๆ

Rating:★★★★
Category:Other
Weisscannon Mosquito Bite: เป็น soft poly ที่มีขนาดเส้นเล็กที่สุด guage 18 เนื้อเอ็นเป็นผิวเรียบแต่ "กัดบอล" ดีมาก power สูงแต่ control ได้ และให้ feel ที่นุ่มนวลแม้จะอัดแรงๆ ผมขึ้นเอ็นตัวนี้กับ Head Pro Tour 630 ซึ่งเป็นไม้ graphite รุ่นเก่าผลปรากฎออกมาดีเกินคาด feel "นุ่มแน่น" ไม่รู้สึกก๊องแก๊งหรือมีเสียง ping แต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะขึ้นบนไม้ที่มีเอ็นแบบ 18x20 แต่ Mosquito Bite ก็ให้ spin ที่ดีพอสมควร ตอนแรกคิดว่าไม้ graphite เก่าๆจะเหมาะกับเอ็น natural gut, multifilament และ synthetic gut เท่านั้น ถ้าใครที่กำลังจะย้ายจากเอ็น multi หรือ synthetic gut มาสู poly ผมแนะนำตัวนี้เลยครับ






Weisscannon Scorpion: มีคุณสมบัติที่คล้ายๆกับ Weisscannon Mosquito Bite คือ power และ spin ดี แต่ให้ feel ที่ firm กว่า เหมาะกับพวกที่ชอบอัด flat แรงๆเพราะให้ feel ที่ solid ดีมาก ผมขึ้นเอ็นตัวนี้บน Head Radical Tour Agassi ซึ่งเป็นไม้ Oversize ที่มี string pattern 18x19 ก็ถือว่าใช้ได้ power ของเอ็นช่วยให้ไม่ต้องลากซวิงกันยาวๆ แต่ feel ออกจะแข็งนิดๆ แต่ถ้าใครเป็นคอ hybrid ผมแนะนำให้ขึ้น Weisscannon Scorpion เป็นเส้นตั้งและใช้ Weisscannon Explosiv! เป็นตัวนอนจะให้ feel ที่ "นุ่มคม" ดีมากๆ และเอ็นล็อกตัวกันดีเยี่ยม ถ้าใครใช้ไม้ที่มี string patter 16x19 และรู้สึกว่าไม้ขาด feel ผมแนะนำ hybrid ของ scorpion+explosiv! ครับ







Weisscannon Explosiv!: เป็นเอ็น mulitifilament ที่นุ่มนวลมากที่สุดเท่าที่เคยลองมาครับ เหมาะกับคนที่มีปัญหาปวดแขนหรือข้อศอก เอ็นอุ้มลูกดีพอสมควร power ดี ครับ ข้อเสียคือเอ็นเคลื่อนมากมาย เหมาะกับการนำมา hybrid มากกว่า แต่ถ้าไม่ชอบอะไรที่นุ่มเกินไปผมแนะนำ Solinco Vanquish ซึ่งจะให้ feel ที่ firm ขึ้นมานิดนึงครับ แต่ถ้าอยากได้ที่ feel ที่ firm และคม สุดๆ ต้องรอเอ็นตัวใหม่ (XN16) ที่พวกผมกำลังทดสอบกันอยู่ครับ






เมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งทดสอบเอ็น multi ทั้งสามตัวบนไม้ประเภทเดียวกัน มีผลแบบคร่าวๆดังนี้

Power: Weisscannon Explosiv! > Solinco Vanquish > เอ็นทดสอบ XN16
Comfort: Weisscanon Explosiv! > Solinco Vanquish > เอ็นทดสอบ XN16
Feel (คม ไป นุ่ม) : เอ็นทดสอบ XN16 > Solinco Vanquish > Weisscannon Explosiv!
Durability: เอ็นทดสอบ XN16 > Solinco Vanquish > Weisscannon Explosiv!

Solinco Vanquish และ เอ็นทดสอบ XN16 บน Head PT10 Pro Stock



เอ็นทดสอบ XN16: ดูผลทดสอบได่จากที่นี่ครับ http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=thaitennis&topic=13682


ความหมายของ Feel และความแตกต่างของตัวกันสะเทือน (Vibration Dampener) ประเภทต่างๆ

Rating:★★★★
Category:Other
Feel: หลายๆคนมีคำถามว่า Feel ของอุปกรณ์เทนนิสต่างๆ มีความหมายอย่างไร ผมทำสรุปจากประสปการณ์มาให้ดังนี้ครับ

นุ่ม (soft) = ความรู้สึกที่เอ็นสัมผัสลูกบอลแล้วรู้สึกถึงแรงปะทะที่ลดลงเนื่องมาจากหน้าเอ็น (stringbed) ยุบตัวเพื่ออุ้มลูกนานขึ้น เอาง่ายๆลองนึกภาพที่เราเอามือชกลงไปที่หมอน หมอนจะยุบตัวเพื่ออุ้มมือเราไว้ ความนุ่มส่วนใหญ่มาจากเอ็นครับ

แน่น (solid) = ความรู้สึกที่หน้าเอ็นสัมผัสบอลอย่างเต็มที่ตอนตีบอล โดยที่หน้าไม้ไม่พลิกหรือสั่นกระพือเนื่องจากมวลของไม้ช่วยต้านไว้ และให้เสียงที่หนักแน่น ไม้เฟรมบาง (<20mm) ที่หน้า 90-98 เอ็น 18x20 ที่หนักมากกว่า 300g จะให้ solid feel ที่ชัดเจน เนื่องจากชั้นของวัสดุที่หนากว่า

กลวง (hollow) = ความรู้สึกที่มาจากการตีไม้ที่มีข้างในมีความกลวงส่วนใหญ่มาจากไม้ที่มีขนาดเฟรมหนา (>20mm) น้ำหนักเบา (<300g) มีชั้นวัสดุที่บาง และ string patter แบบเปิด (16x18 หรือ 16x19) เมื่อตีลูกเสียงจะดังแป๊งๆ เหมือนเคาะกระป๋องเปล่า ไม่แน่นเหมือนไม้ solid และบางครั้งหน้าไม้มีการสะบัดมากกว่าไม้ solid เนื่องมาจากการตี off-center ทำให้ควบคุมทิศทางลูกลำบาก

นอกจากนี้ก็จะมีความรู้สึก "อ่อน" หรือ flexible ซึ่งตรงข้ามกับ "แข็ง" หรือ stiff ซึ่งเป็นการอธิบายถึงความยืดหยุ่นของก้านไม้ ไม้ที่อ่อนคือไม้ที่ stiffness ต่ำกว่า 63RA ในขณะที่ไม้มี่มี stiffness มากกว่า 63RA จะรู้สึกได้ถึงความแข็ง โดยทั่วๆไปไม้ที่แข็งกว่าจะให้ power ที่สูงกกว่า แต่มันก็จะส่งผ่านแรงสะท้านมาที่แขนสูงกว่า โอกาสเกิด Tennis Elbow ก็เยอะตามไปด้วย ถ้าถามว่าแล้วไม้ที่ดีควรเป็นอย่างไร คำตอบคือมันขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน ถ้าเป็นผม ผมตี flat เป็นหลัก แรงปะทะจากลูกมากกว่าการตีสปิน และต้องการไม้ที่ feel the ball ดีเหมือนกับจับลูกขว้างเอง เพราะฉะนั้นผมจะเลือกไม้ที่มีโครงสร้างคล้ายๆกับแขนของตัวเอง คือ flexible, soft, solid เพื่อจะให้รู้สึกว่าแขนและแร็กเก็ตเป็นท่อนเดียวกัน สามารถกะน้ำหนักลูกได้ดี และใช้ความแน่นและอ่อนของแร็กเก็ตมาลดแรงปะทะจากการตีบอล แต่ถ้าเป็นคนที่ตีสปินเป็นหลัก แรงปะทะลูกจะน้อยกว่า feel อาจจะไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ น้ำหนักไม้ที่เบา หัวเร็ว ปั่นลูกได้ดี และ power สูง คือตีเฉี่ยวๆก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะได้ไม้อีกแบบนึงครับ

Dampener: แต่ใหนแต่ไรมาผมเล่นเทนนิสไม่เคยใช้ตัวกันสะเทือน (Vibration Dampener) มาก่อนเลย อาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนใช้แต่เอ็น multifilament กับไม้ classic ที่วัสดุกราไฟต์ยุคเก่าจะทำหน้าที่เป็น dampener ไปในตัว แต่พอมาหลังๆนี่เอ็น Poly เริ่มเข้ามาในชีวิตมากขึ้น ผมก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะรับแรงสั่นสะเทือนจากการใช้เอ็นเหล่านี้ เลยหันมาใช้ตัวกันสะเทือนมากขึ้น หลังจากที่ได้ลองตัวกันสะเทือนมาหลายตัวหลายแบบ ผมมีข้อสรุปที่พอจะแชร์ได้ประมาณนี้ครับ



Wilson (แถวบน): ทำจากยางแบบอ่อนเหมือนยางลบ พวกนี้จะลด shock ไปประมาณครึ่งนึงทำให้ยังเหลือ feel อยู่บ้างพวก ใครชอบ feel เดิมๆของไม้กับเอ็นแต่ต้องการลด shock และเสียง ping บางส่วนลงไปก็ใช้ตัวนี้ครับ

Tourna (o-ring), Donnay, Babolat Aero (แถวกลาง): ทำจากยางอ่อนเช่นกันแต่เจาะรูตรงกลาง พวกนี้จะลด shock และเสียง ping ไปเกือบทั้งหมด ถ้าใครชอบ feel แบบเงียบๆ classic ก็ตัวนี้เลยครับ

Head Djokovic (สีส้มแถวล่างทั้งซ้ายและขวา): ตัวนี้จะคล้ายๆกับของ Wilson ซึ่ง Head ทำขึ้นมาให้ Djokovic ใช้โดยเฉพาะ เดิม Novak Djokovic ใช้ของ Wilson หน้ายิ้ม

Head Logo (ตัวสีดำด้านล่าง): มาพร้อมกับไม้ของ Head ทำจากยางชนิดแข็ง ช่วยลด shock ได้น้อยที่สุด

หนังสติ๊ก (Rubber band): อันนี้จะให้ feel เกือบเป็นศูนย์เหมือน Tourna, Donnay และ Babolat Aero

นอกจากเรื่องของ feel แล้วอย่าลืมว่าการติดตัวกันสะเทือนลงไปบนหน้าไม้จะทำให้ balance เปลี่ยนไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องถ่วงตะกั่ที่ด้ามไม้เพิ่มขึ้นด้วย