Pages

Tuesday, May 5, 2009

Babolat Pure Drive GT Standard and Roddick

Rating:★★★
Category:Other
มาแล้วครับ Flagship ตัวล่าสุดของ Babolat คราวนี้ Pure Drive ทำสีฟ้าแปร๋นแสบตามากๆ เห็นในทีวีครั้งแรกก็รู้สึกว่าสีมันไม่เข้าท่าเลย แต่พอได้เห็นตัวจริงก็ปิ๊งเลยครับ แล้วยิ่งตอนนี้อารมณ์ 16x19 กำลังขึ้นด้วย อะไรที่ออกมาใหม่เป็น 16x19 ก็อยากลองไปซะหมด จริงๆแล้วอยากได้ตัว Roddick มากกว่า แต่เผอิญว่าเพื่อนที่เมืองนอกมันอยากได้ตัว Standard เร็วๆ ก็เลยเป็นธุระจัดหาให้ แต่สุดท้ายมันบอกไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องเก็บไว้เอง

สีที่สดใสขึ้นทำให้ไม้ดูอ้วนขึ้นเยอะเหมือนกัน ตรงที่เห็นเป็นเงาสะท้อนแสงนั่นไม่ใช่เงาจริงนะครับ แต่เค้าทำสีให้เหมือนกับเป็นเงาจริงๆ


ไม้ตัวนี้ขึ้นกล้องตรงด้านข้างครับ เพราะสัดส่วนสี ฟ้า-ดำ-ขาว มันลงตัวกันมากกว่ามองจากด้านหน้าซึ่งเห็นแต่สีฟ้าเต็มไปหมดอย่างกับท่อ PVC


Quick Review: ผมได้ลอง Pure Drive GT มา 3 ครั้งแล้ว ถ้าเทียบกับ Pure Drive Team (ตัวก่อน Cortex) ผมว่ามันก็คล้ายๆกันในแง่ spec แต่จริงๆแล้วต่างกันเยอะพอสมควร ที่ชัดๆเลยมี 2 เรื่องครับ Power กับ Feel

Power: ข้อแตกต่างที่เห็นชัดๆเลยคือ Power น้อยลงมาก ตี flat นี่ลูกตกสั้นตลอด หรือไม่ก็ติดเน็ตไปเลย ต้องอัดหนักหรือไม่ก็ต้องสปินไปเลย จะว่าไปแล้วเหมือนกับไม้มันบังคับให้เราต้องใส่ top spin ไปด้วย ซึ่งอาจจะดีกับหลายๆคนก็ได้เพราะ Pure Drive ตัวก่อนๆได้ชื่อว่าเป็นไม้ที่ over-power อยู่พอควรจน ลูกเหิน ตีออกหลัง เป็นเรื่องปกติ

Feel: ดีขึ้นแต่ออกมามาทางกระด้างนิดๆ ไม่ค่อยรู้สึกว่า Woofer มันทำให้ไม้เด้งดึ๋งดั๋งเหมือนก่อนแล้ว sweet zone ยังกว้างใหญ่เหมือนเดิม แต่ถ้าตีหลุด sweet zone ไม่พลิกค่อนข้างเยอะ (ไม้ที่ใหญ่กว่าและเบากว่าก็จะพลิกเยอะกว่า) ถามว่าถ้าติดตะกั่วจะช่วยมั๊ย...ผมว่ามันก็ช่วยแหละ คงจะ stable ขึ้นแน่นอน แต่ผมว่าก็ไม่ควรอยู่ดี เพราะไม้มันถูกออกแบบมาให้คุณต้องใส่สปิน ถ้าถ่วงตะกั่วเข้าไปอาจไม่เวิร์คก็ได้

รุ่นนี้ยังมี Cortex ที่ช่วยลด shock อยู่ครับ


รายละเอียดด้านในของคอไม้


ตัวไม้มีการเปลี่ยนวัสดุจาก Graphite + Kevlar มาเป็น Graphite + Tungsten


กริปเป็น Synthetic เหมือนเดิม


บทสรุป: Babolat Pure Drive GT เป็นไม้ที่ผมกล้าพูดได้ว่าเป็นไม้ประเภท low-powered ที่ต้องอาศัยสปินในการปั่นลูกข้ามเน็ท จริงแล้วมันน่าจะหลุดออกจากคำว่า Tweener Racquet ไปได้แล้ว ในบรรดาไม้ Babolat ที่ผมได้ลองๆมาแล้วคิดว่าลงตัวที่สุดคือ Pure Drive Roddick ครับ น้ำหนักที่มากกว่าช่วยให้ไม้ stable กว่ารุ่นธรรมดาเยอะเลย เพราะส่วนใหญ่ผมตี flat แต่คุณเน้นปั่นสปินมากๆโดยไม่ค่อยเน้น feel กับ stability ก็ไป AeroPro Drive เลยครับ แต่ถ้าจะเอาทั้ง flat กับ spin ก็ Pure Drive GT นี่แหละครับ

หรือถ้าอยากลองหาทางเลือกกับไม้ที่น้ำหนักใกล้ๆกัน ผมแนะนำ Boris Becker Pro ครับ ผมเคยรีวิวไว้แล้วที่นี่ http://suppawat.multiply.com/reviews/item/54

Update: เมื่อเช้านี้ได้ลองตี Babolat Pure Drive Roddick GT อยู่พักนึงครับ ตัวนี้ขึ้นเอ็น Pro Hurricane ไว้ โดยรวมผมว่าดีกว่ารุ่น Standard นิดนึงในเรื่อง stability ส่วน power ก็ใข้ได้ มากกว่าตัว Standard อย่างเห็นได้ชัด Swing Weight ก็ไม่มากเกินจนตี Backhand มือเดียวไม่ได้ไป แต่ในเรื่อง Feel ก็ยังคง Hollow เหมือนเดิม ถ้าใครอยากได้ตัวนี้จริงๆ ผมแนะนำเป็น Roddick ตัวเก่าดีกว่าครับ เพราะตัวนั้นเป็น Graphite ผสม Kevlar ซึ่งให้ Feel ที่แน่นกว่าเยอะเลย http://suppawat.multiply.com/reviews/item/7






Friday, May 1, 2009

Technifibre T-Fight 320 VO2 Max: The State Of The Art in Tennis

Rating:★★★★★
Category:Other
ช่วงวันหยุดยาวๆนี้ได้มีโอกาสลองของเล่นใหม่ๆเยอะครับ วันนี้ขอมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับไม้เทนนิสที่ในบ้านเราไม่มีการนำเข้าคือ Techifibre T-Fight 320 ซึ่งกำลังเป็นที่คุยกันให้แซ็ดในกลุ่มผู้รักเทนนิสแบบเข้าเส้นเลือดใหญ่ T-Fight VO2 Max ตัวนี้เรียกว่า "Art ตัวแม่" กันเลยทีเดียว Concept แรงมากๆ สีสันและลวดลายมีความหมายลึกซึ้งจริงๆ

ใครได้เห็น T-Fight 320 VO2 Max ตัวจริง บอกได้เลยว่ามี "คัน" (กระเป๋าตังค์)แน่นอน

ดูกันตัวเต็มๆก่อน รูปทรง mold ต่างจาก TFight รุ่นก่อนๆอยู่เหมือนกัน รุ่นนี้ออกจากติดเหลี่ยมนิดๆ


ซองใส่กำมะหยี่ปักลาย ดูสวยคลาสสิกได้ใจมากๆ แต่ดูๆไปแล้วเหมือนซองใส่ซออู้มากกว่า


Detail ตรงคอไม้ แดงครึ่ง ดำครึ่ง สลับกับลายตัวละครญี่ปุ่่น ผมก็นั่งตีความอยู่นาน จนในที่สุดก็ อ๋อ.....


Design Concept: ผมคิดว่าทางผู้ออกแบบจินตนาการว่า T-Fight คืออาวุธของนักรบที่ผ่านการสมรภูมิมาอย่างโชกโชน (มันถึงได้มีคำว่า Fight ในชื่อรุ่น)


ความหมาย: หน้าตัวละครญี่ปุ่นบนไม้น่าจะหมายถึงนักรบญี่ปุ่นโบราณหรือซามูไร สีดำหมายถึงสมรภูมิรบ และสีแดงน่าจะหมายถึงคราบเลือดบนดาบซามูไรนั่นเอง แหม ...ช่างคิดได้ แต่ Concept นี้แรงดีครับ สื่อความหมายได้ดีกว่าไม้ยี่ห้ออื่นๆเยอะเลย


VO2 technology ที่ทาง Technifibre อ้างว่าจำลองการทำงานมาจากการหายใจเข้า-ออกของมนุษย์ หรือ Breathing น่าจะประมาณว่าตอนที่ลูกกระทบเอ็นคือการหายใจเข้า และเมื่อลูกดีดออกไปคือการหายใจออก


Box beam design แบบเดิมที่ไม้ classic เค้ามีกัน


T-Fight 320 VO2 Max ชื่อรุ่นยาวจัง


ลวดลายตรงคอไม้เนี๊ยบมากๆ


มาดูซองใส่กันชัดๆอีกครั้งนึง เห็นแล้วน่าจะให้รางวัล Best Racquet Design 2009 จริงๆ


On the Playtest: วันนี้วันนี้เพิ่งเอาไปขึ้นเอ็นมาครับ ผมขึ้นด้วยเอ็นมัลติ 53 ปอนด์เพื่อให้ได้ feel ของไม้อย่างเต็มที่ เสร็จแล้วก็ลองเอาไปน็อคบอร์ดดู จริงแล้ววันนี้ก็ไม่ได้กะไปน็อคนานเพราะไม่ได้ใส่รองเท้าเทนนิส แถมใส่กางเกงเด็กแร็พยาวรุ่มร่ามเลยเข่าอีกต่างหาก ตอนแรกก็กะลองแค่ 5 นาทีเพื่อดูว่า feel แบบคร่าวๆว่าเป็นไงบ้าง แต่สุดท้ายก็ตีไปชั่วโมงกว่า

Feel: สัมผัสแรกๆไม่ต่างกับไม้ modern เท่าไหร่ แต่พอใช้ไปสักพักขอบอกว่ามัน "นุ่มลึก" หรือที่ฝรั่งเค้าชอบบอกว่า "buttery feel" ความรู้สึกถึงการกระแทกน้อยมาก ...นุ่มลึกคืออะไร? ความนุ่มอาจจะไม่ต้องบรรยายว่ามันคืออะไร แต่ "ความลึก" นี่สิน่าสนใจและเป็นสิ่งที่หาไม่ค่อยได้ในไม้รุ่นใหม่ๆ Technifibre นิยามว่า "breathing" ผมเริ่มพอจะเข้าใจแล้ว จริงๆมันก็คือการที่ลูกจมอยู่บนหน้าไม้นานกว่าปกติ (KBlade Tour ก็เป็นแบบนี้) ข้อดีที่เด่นๆก็คือมันลดแรงกระแทกตอนลูกบอลดีดตัวออกจากหน้าไม้ อีกอย่างคือมันควบคุมทิศทางได้ดี ข้อดีต่างๆเหล่านี้ผิดจากที่ผมคาดไว้เยอะครับ เพราะเคยใช้ TF335 ตัวเก่าที่ออกจะแข็งๆเลยไม่ค่อยคาดหวังอะไรจาก VO2 Max ตัวนี้ ถ้าจะจินตนาการก็ลองนึกภาพที่ คุณกำลังสับเนื้อด้วยปังตอ คุณจะรู้สึกถึงแรงกระแทกระหว่างปังตอกับเขียงใช่มั๊ยครับ แต่สำหรับ TF320 VO2Max ตัวนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนใช้มีดคมๆแร่เนื้อมากกว่า ผมไม่สามารถบรรยายได้มากกว่านี้ ต้องลองดูเองครับ :)

Swingweight: ไม่รู้เป็นตัวเลขแน่นอน แต่มัน "ซวิงธรรมชาติ" มากๆคล้ายกับ Pro Staff 85 เลย ตีแบบเน้นข้อมือได้ว่องไวมาก หน้าไม้ aerodynamic พอควร ผมว่ามันเป็นไม้ที่คล่องและตีลูกประชิดตัวหรือตีบล็อกได้ดีมากๆ จะว่าไปแล้วมันก็น่าจะเหมาะกับผู้ฝึกสอนที่ต้องคอยป้อนลูกให้นักเรียนตีอัดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่านะครับ อย่างที่บอกผมกะว่าไปลองแค่ 5 นาทีแต่ด้วย Friendly Swingweight ทำให้ผมตีได้นานกว่าชั่วโมงทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อม

Slice and Spin: "กัดลึก" อย่างที่บอกว่าลูกมันจมอยู่บนหน้าไม้นานกว่าและซวิงง่าย-ลู่ลม ทำให้ความสามารถในการปั่นลูกมีสูง ต้องบอกว่ามันกัดลูกลึก (ลึกอีกแล้ว) ใช้ได้ครับ ขนาดตั้งใจตี flat ยังได้ spin เป็นของแถมเลย ตีไป 10 นาทีขนลูกติดบนหน้าไม้เต็มเลย

Control: ยังไม่ได้ลองอะไรมาก แต่จะบอกว่ามันเป็นไม้ 16x19 ที่ผมตีได้ "ตรง" ที่สุด (ไม่รู้ว่าตรงนี้เป็นอานิสสงค์ของ Breathing หรือเปล่า)

Power: มากกว่าไม้ control ทั่วไป มากกว่าพวก Wilson KBlade หรือ K95 ตี heavy ball ได้ดีกว่าแน่นอนเพราะว่า 1) มัน power มันเกิดจากการ"ดีด"มากกว่าการกระแทก และ 2) มันมักจะติดสปินเป็นของแถมแม้ว่าจะตั้งใจตี flat แค่ใหนก็ตาม

Groundstroke: "ลื่นไหล" และ "หนักแน่น" ทั้ง Forehand และ Backhand โดยเฉพาะ Backhand มือเดียวนี่นิ่งและตรงมาก ต้องย้ำว่า "ตรง" หลายๆครั้งหน่อยเพราะมันเด่นเหลือเกิน แต่เดี๋ยวขอไปลองตีในสนามจริงๆก่อนแล้วจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมครับ :)

Babolat Pure Storm Limited (Demo) - The Three Musketeers

Rating:★★★★
Category:Other
มาแล้วครับ Babolat Pure Storm Limited (PSL) ที่เลื่องลือกันมานานตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีขายในเมืองไทยเลย ก็เหมือนกับว่า Babolat หลอกให้อยากแล้วจากไป จนกระทั่งมาขายที่เมืองไทย ความอยากที่ build กันมานานข้ามปีก็ได้หายไป แต่พอดีว่าเมื่อช่วงหลังสงกรานต์ได้ไปล่อซื้อ Technifibre TFight 320 VO2 Max มา ก็เลยได้เจ้า PSL มาให้ลอง demo เป็นของแถม ต้องบอกว่า "ของเค้าดีจริง"

Appearance: ตอนที่ได้ไม้มานั้นก็มืดพอสมควรเลยไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่ ก็ได้แค่ลูบๆคลำๆ ก็ผิวเนียนเป็นผู้ดีใช้ได้ แต่พอตื่นเช้ามาถึงได้มีโอกาสจับมาถ่ายรูป โอ้แม้เจ้า...ไม้ตัวนี้ขึ้นกล้องจริงๆครับ หน้าตาหล่อเหลา sexy ติดเรท "ฉ" ได้เลย

ดูกันตัวเต็มๆก่อน สีสันดูแล้วต่างกับสายพันธุ์ Babolat แบบเดิมๆโดยสิ้นเชิง ขนาดหน้าไม้ก็ลดลงมาเหลือ 95 sq.in ถ้าดูแค่ภายนอก PSL ตัวนี้ดูๆแล้วก็ได้เชื้อจากทางบรรพบุรุษไม้ classic รุ่นเก่าๆมาเยอะเหมือนกัน อย่างแรกเลยคือเรื่องสี ดำ เหลือง แดง ขาว (ดูแล้วเยอรมันมากๆ) ซึ่งออกแนวๆ Wilson Pro Staff Classic อย่างที่สองก็คือ Box Beam และสุดท้ายก็กริปหนังที่ถือว่าเป็นสูตรสำเร็จไม้ classic


เปรียบเทียบกับ Classic ตัวพ่อ: Wilson Pro Staff 85 St.Vincent สังเกตที่สี


เปรียบเทียบกับ Classic ตัวอารอง: Wilson Pro Staff 85 China สังเกตที่สี...อีกที


เปรียบเทียบกับ Classic พี่ใหญ่: Wilson K Pro Staff 88 สังเกตที่สี...อีกที...เหมือนเดิมเด๊ะ


และแล้วก็ถึงตาของ Baby Classic: Babolat Pure Storm Limited โทนสี ดำ-แดง-เหลือง-ขาว เหมือนกันเลย แต่ Babolat นี่ติดเหลืองเยอะกว่า


ผมได้เล่นเป็นชั่วโมงที่ 3 แล้วผลพอสรุปได้สั้นๆว่า มันไม่มีความเป็น Babolat เหลืออยู่เลย Woofer Feel ที่เด้งดึ๋งดั๋งหายไปหมด (เอ็นที่มากับไม้เป็นไฮบริด Babolat Xcel กับ Hurricane แล้วก็น่าจะตึงมากกว่า 55 ปอนด์) แต่ PSL กลับมีคุณสมบัติเด่นของไม้ระดับ Tour อยู่ 3 ชนิดด้วยกันจนสามารถเรียกได้ว่าเป็น The Three Musketeers เลยก็ว่าได้ เพราะพี่แกถอดแบบมาจากไม้ต้นฉบับได้เนียนมากๆ

Ball Impact Feel: นอกจากสีสันคล้ายๆกับ Wilson Pro Staff 85 แล้ว Feel ก็คล้ายๆกับ Pro Staff 85 มากๆด้วยเหมือนกัน (แต่ซวิงง่ายกว่า) ยิ่งถ้าตีโดนตรงกลาง sweet zone (ที่เล็กมากๆ) ด้วยละก็ Solid & Muted แบบ Wilson ยังไงยังงั้นเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ stable เท่ากับ PS85

Power: ต่ำมากๆคล้ายกับ Head Radical คือต้องตวัดหน้าไม้เร็ว หรือไม่ก็ต้องหวดกันแบบแขนพันอ้อมไปถึงด้านหลังกันเลยทีเดียว ยิงลูก power winner ยากมาก เพราะน้ำหนักไม้มันเบาไปหน่อย ไม่ค่อยจะได้ momentum จากไม้มาช่วยเลย แต่ถ้าเน้น Precision Game ก็จะน่าจะเหมาะกว่า นอกจากนี้ Plow-Thru ต่ำด้วย ถ้าเป็นไม้ classic อย่าง PC600 นี่แค่กำไม้หลวมๆแล้วดันไม้ไปข้างหน้า ลูกมันก็พุ่งไปได้แล้ว แต่ PSL นี่ผมต้องกำกริปแน่นๆแล้วใส่กันสุดๆ ลูกมันถึงจะออก สรุปว่าเหนื่อยครับ ถ้าใครเล่นเพื่อเน้นออกกำลังกาย PSL นี่น่าจะเหมาะครับ :P

Swingweight and stability: คล้ายๆกับ Volkl PB10 ถ้าใครได้ตีไม้ Volkl มาก่อนจะรู้ว่าไม้ Volkl ส่วนใหญ่จะค่อนข้าง aerodynamic ซวิงง่ายเหลือเกิน เร่งสปีดหน้าไม้ได้ดี แต่กับตัว PSL นี่ผมทึ่งนะ เพราะรูปร่างมันไม่ค่อยจะลู่ลมเท่าไหร่ แต่มันกลับซวิงได้เบาและลื่นไหลพอๆกับ Volkl PB10 เลย แต่ถ้าเปรียบเทียบกับ Wilson PS85 และ Head PC600 ก็ต่างกันมากอยู่

- PSL กับ Volkl PB10 น้ำหนักหัวค่อนข้างเบาและลู่ลม ต้องออกแรงซวิงจนครบวง (Full Swing)
- PS85 กับ PC600 น้ำหนักมากกว่า ต้องออกแรงช่วงครึ่งวงแรกมากพอควร แต่ช่วงครึ่งหลังที่เป็น follow-thru น้ำหนักไม้มันจะพาไม้ไปครบวงเอง ซวิงเป็นธรรมชาติมากกว่า

ข้อเสียอีกอย่างนึงคือเรื่อง stability ทั้ง Volkl PB10 และ PSL มีปัญหานี้ทั้งคู่ ผมคิดว่าควรจะต้องถ่วงตะกั่วเพิ่มตรง 3 และ 9 นาฬิกาเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ครับ

บทสรุป: ชอบครับ ผมชอบ feel กับความคล่องตัว ปัจจัยหลักที่ผมใช้ในการเลือกไม้ก็คือ feel อย่างเดียวเลย เพราะ feel มันแก้ไขกันยากครับ มันเป็นเรื่องของโครงสร้างไม้ กับ graphite lay-up ที่ตะกั่วไม่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้ ส่วนน้ำหนัก บาลานซ์ และความนิ่งเป็นเรื่องรอง เพราะมันสามารถปรับแต่งกันได้ด้วยตะกั่ว PSL ตัวนี้ให้ ball impact feel ที่ classic ดีมากๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครจะหาไม้ที่มี classic feel มาใช้ อยากแนะนำให้มาลอง Babolat Pure Storm Limited ก่อนครับ หรือถ้าใครเล่นเกมส์เชิงรับและเน้นการวางบอล PSL ก็เหมาะครับ

Rating: เอาไป 4.5 ดาวละกัน

Spec แบบนี้ Babolat ไม่เคยมีมาก่อน ผมมองว่า Babolat กำลังใช้ PSL เป็นตัวโยนหินถามทางเพื่อจะแย่งตลาดไม้หน้า 95 จาก Wilson เป็นผู้นำตลาดอยู่ แล้ว Wilson เองปีนี้ออกไม้หน้า 100 มาเกือบสิบรุ่นเพื่อแย่งตลาด Babolat Pure Drive เหมือนกัน


PSL มาพร้อมกับกริปหนังเพื่อประกาศว่านี่คือ Classic Racquet ครับ


ไม้ Classic ต้องคอเล็กๆเว้าๆ แบบนี้เพื่อเพิ่ม flexibility ครับ


Carbon Extreme คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ให้ feel เหมือนกับ Graphite + Kevlar ใน PS85 เลย


อีกมุมนึงของคอไม้ ผมชอบคุณภาพงานสีของ Babolat จริงๆ ดีกว่า Wilson เยอะครับ


Credit: ขอบคุณพี่อ้วน Thai Tennis ที่ให้ยืมไม้มาลองครับ

Sunday, April 19, 2009

Popular Hybrid: VS Gut + ALU Power and Xcel + ALU Power

Rating:★★★★
Category:Other
Hybrid Strings: เคยสงสัยกันมั๊ยครับว่าทำไมช่วงหลังๆนี่พวกนักเทนนิสดังๆ ชอบมาขึ้นเอ็นแบบผสม Hybrid (ซึ่งเน้นความทนทานเป็นหลัก) ทั้งๆที่นักเทนนิสพวกนั้นก็น่าจะมีเงินมากพอที่จะขึ้น Natural Gut ได้ทุกวัน นั่นสิ...ผมก็สงสัยเหมือนกัน อีกอย่างนึงคือเรื่องของ Innovation ที่มีการพูดกันมากก็คงหนีไม่พ้นเอ็นของ Luxilon Big Banger ที่แม้กระทั่ง Agassi เองก็ออกมาพูดว่า Racquet Technology ไม่ค่อยมีผลต่อรูปแบบการเล่นเท่าไหร่ แต่ด้วย String Technology ของเอ็น Luxilon ทำให้นักเทนนิสสมัยนี้หวดลูกกันได้แรงขึ้นหนักขึ้นโดยคอนโทรลไม่เสีย เกมส์สมัยนี้เลยเป็น Power Baseliner ซะมากกว่า Server & Volley เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า

Hybrid #1: Babolat VS Touch 17 (main 50 ปอนด์) กับ Luxilon ALU Power Original 16 (cross 48 ปอนด์)
ผมก็นั่ง research อยู่นานพอสมควรเพื่อที่จะดูว่าเราน่าจะลองอะไรบ้าง โดยที่ไม่ต้องเสียเงินกันมากมาย สุดท้ายก็มาจบที่ชุดของ Federer (Babolat VS Touch กับ Luxilon ALU Power) เพราะใหนๆก็เราก็มี US K90 แล้วนี่ เอาซะหน่อย ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าสั่งที่ใหนได้ถูกสุด ก็สุดท้ายต้องสั่งเอ็น Gut มาจาก Midwest Sports แล้วให้ส่งไปที่บ้านเพื่อนใน Chicago แล้วก็ให้เพื่อนมัน ship มาอีกที แวะหลายบ้านเหมือนกันก่อนจะมาจบที่นี่ จริงๆแล้วสั่งตรงจาก Tenniswarehouse จะได้ถูกกว่าครับ แต่เผอิญว่าผมได้เครดิตลด $20 ที่ Midwest อยู่ก็เลยต้งรีบใช้ให้หมด ส่วน ALU นี่ผมซื้อที่ Sport Nova นี่แหละครับ รวมค่าขึ้นแล้วถูกสุด


Power: ดีครับ เอ็นสปริงลูกออกได้ดี แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้ถึงเอกลักษณ์ของ Gut คือ power ที่ได้ " มันสดและมีชีวิตชีวา (fresh and lively) " กว่าเอ็นอื่นๆที่เคยลองมาอย่างรู้สึกได้เลย ยิ่งเป็น K90 ด้วยนี่เหมือนกับเอาเอ็นไม้เทนนิสมาผูกกับเอ็นแขนเลยทีเดียว (เวอร์มั๊ย) ตีแล้วไม่ค่อยง่วง :)
Feel: หน้าเอ็นโดยรวม stiff กว่า multi ทั้งหน้าอย่างเห็นได้ชัด และ feel มันออก modern มากกว่าดิบๆ จริงๆอยากรู้เหมือนกันนะว่าถ้าขึ้นแบบเต็มหน้ามันจะเป็นยังไง เห็นหลายๆคนบอกว่านุ่มนักนุ่มหนา เดี๋ยวต้องลองซะแล้ว...
Sound: ออกประมาณแบบนี้เลย http://www.youtube.com/watch?v=zZ2zmsPIMXI ป๊องๆกังวาลๆยังไงก็ไม่รู้ เหมือนมีลวดอยู่ข้างใน
Durability: ครึ่งชั่วโมงตัว gut เส้นตั้งก็เริ่มขรุยออกแล้ว เก็บดีกว่า
Price: รวมๆแล้วก็น่าจะประมาณ 960 บาท


โดยทั่วๆไปแล้วเค้านิยมที่จะเอา ALU มาเป็นเส้นตั้ง แต่ผมเอา Gut มาเป็นเส้นตั้งเพราะต้องการ power มากกว่า ก่อนหน้านี้เคยอ่านบทความของ Nate Ferguson มาเค้าบอกว่า 80% ของ character ของเอ็นมาจาดเอ็นเส้นตั้ง


30 นาทีผ่านไป Gut เริ่ม fray ออกมาแล้วครับ ไม่น่าเชื่อว่า VS Touch รุ่นนี้เป็นแบบ Longevity แล้ว


เอ็น Natural Gut นี่ได้ยินมาว่าโดนความชื้นไม่ได้เลย แค่ความชื้นนิดๆหน่อยๆนี่ก็อาจทำให้เอ็นขาดได้ เพราะฉะนั้นควรจะหาถุงมาครอบอีกทีครับ


Hybrid #2: Babolat Xcel Premium 17 (main 52 ปอนด์) กับ Luxilon ALU Power Original 16 (cross 50 ปอนด์)
ชุดที่ 2 นี่ผมไม่ได้ใช้ Gut แล้วครับ เพราะว่า Xcel ที่ขึ้นไว้บน PC600 มันยังดีอยู่ จะตัดก็เสียดาย เลยตัดแค่เส้นนอนแล้วเอา ALU เสียบแทน

Power: ดีครับ มันก็ไม่ได้ต่างจาก multi ล้วนๆหรอกครับ " แต่สิ่งที่ต่างคือตอนที่อัดแรงๆ hybrid ชุดนี้มันจะไม่ค่อยเสียทิศทาง " ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ALU มันดียังไง :)
Feel: ต่างจาก multi ตรงที่มันไม่ค่อยดูดลูกเท่าไหร่ ปกติแล้วเวลาตีลูกด้วย PC600 ลูกมันจะจมอยู่ในเอ็นแป๊บนึงก่อนที่จะดีดตัวอกไป แต่พอเป็น hybrid แล้วผมว่ามันไม่ต่างจาก Microgel Prestige เลย
Sound: ป๊องๆเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าชุดแรก แต่ถ้าเป็น multi ล้วนๆนี่จะออกปั๊กๆซึ่งผมชอบมากกว่า
Durability: ขึ้นมาเกือบเดือน (ตัด multi เส้น cross ของเดิมที่อายุมากกว่า 3 เดือนทิ้ง แล้วขึ้น ALU แทน) แล้วก็ตีมามากกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว สภาพยังปิ๊งอยู่
Price: ประมาณ 600 บาท


เอ็น Hybrid ชุดนี้ไม่มีการเคลื่อนตัวกัดกันแม้ว่าจะหวดหรือสปินหนักๆแค่ใหนก็ตาม ต้องย้ำเลยครับว่าถ้าจะรีดพลังของ ALU Power ออกมาเยอะๆนี่ต้องใส่กันเต็มๆเท่านั้น


รูปนี้ไม่มีอะไรครับ เห็นแสงเงาสวยดี เลยถ่ายเก็บไว้


Hybrid ชุดนี้ลุยมาเยอะกว่า ยังปิ๊งอยู่มันก็อาจจะเป็นเพราะว่า string pattern ที่แน่นกว่าด้วยเหมือนกัน แต่ชุดนี้เวลาอัดเต็มๆแล้ว feel ดีมากๆ ที่สำคัญทิศทางไม่เสีย


บทสรุป (ตามความเข้าใจของผม)
1. Hybrid (Poly+Multi): จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการ "ความทนทาน" ของเอ็น เพราะว่าเอ็นที่ต่างกันมันจะ interlock กันได้ดีกว่าทำให้เอ็นไม่ค่อยเคลื่อน โอกาสที่เอ็นจะเสียดสีกันและขาดก็น้อยลง แต่ปัจจัยของชนิดเอ็นมีผลน้อยกว่า string pattern นะครับ เท่าที่ผ่านมาผมพบว่าเอ็นบนไม้หน้า 16x19 (K90) จะโทรมเร็วกว่า 16x20 (KTour) หรือ 18x20 (PC600, PT630, AG200) อย่างเห็นได้ชัดเจน
2. Multi-Filament: เหมาะกับผู้ที่ต้องการ "ความนุ่มนวล" เป็นหลัก ข้อดีของเอ็น multi ที่สำคัญอีกอย่างคือมันจะเป็นเหมือน amplifier ที่ขยาย feel ของไม้เทนนิส ไม้ดี-ไม่ดีนี่เอ็น multi บอกได้ดีทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าใครมีไม้กราไฟต์เก่าๆที่ feel ดีๆ ผมแนะนำ multi ดีกว่าครับ
3. Luxilon ALU: มันเกิดมาเพื่อ hybrid โดยแท้ครับ ถ้าเอาไปขึ้นเต็มๆหน้านี่รับรองมีเกลียดกันแน่นนอน (ผมเคยลอง Volkl PB10 ที่ขึ้น ALU เต็มหน้าปรากฎว่าแข็งโป๊กตีไม่ได้เลย) ที่สำคัญอีกอย่างคือ ALU เหมาะกับผู้ที่ชอบ "ตีอัดหนักๆเท่านั้น" ถ้าหวดไม่แรงไม่หนักพอนี่คุณจะไม่มีวันเข้าใจว่า ALU นี่ feel กับ control มันเยี่ยมแค่ใหน ตรงนี้ต้องย้ำเลยครับว่า ALU ไม่เหมาะกับมันไม่เหมาะกับการเอามาตีเล่นๆขำๆหรือแบบว่าตีแบบลมพัดชายเขาเลย
4. Natural Gut: นอกเหนือจากความสดของ power ทีได้แล้ว ผมยังนึกไม่ออกว่ามันมีข้อดีอะไรอีก แต่ที่รู้ๆคือมันบอบบางมาก ตอนนี้ยังบอกอะไรมากไม่ได้ครับ เพราะผมเพิ่งได้ลอง แต่เดี๋ยวจะมาอัพเดทเรื่อยๆตอนที่ขึ้น Gut แบบเต็มหน้าครับ

Tuesday, April 14, 2009

Boris Becker Pro VS. Volkl PowerBridge 8 - The Same, But Different (Demo)

Rating:★★★★
Category:Other
เมื่ออาทิตย์ก่อนสงกรานต์แวะไปขึ้นเอ็นที่ Sport Nova มา ทางร้านก็ได้ให้ของเล่นใหม่มาลอง demo ดูซึ่งเป็นไม้ Vokl รุ่นใหม่ 2 อันคือ Volk Powerbridge 10 ทั้งตัว 325g และ 295g แต่ก่อนออกจากร้านผมบอกว่าอยากลอง Boris Becker Pro แล้วก็ Volkl Powerbridge 8 ด้วย ทางร้านก็ใจดี แกะของใหม่ขึ้นเอ็น hybrid ให้เลย ก็ต้องขอขอบคุณทาง Sport Nova บางกรวยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ วันนี้ขอเริ่มที่ Boris Becker Pro กับ Volkl Power Bridge 8 ก่อนเลยดีกว่า

Spec: ทั้งสองตัวนี่เหมือนกันเป๊ะ 100 sq.in, 295g unstrung, 3-5 pt HL, 16x18, Beam width 22-24mm. สีก็ออกขาวๆเหมือนกัน ถ้าพูดถึงเรื่องคุุณภาพของการทำสีแล้ว Volkl นี่สุดยอดแล้วพอๆกับ Yonex (Made in Japan) เลยครับ PB8 ออกแนวดุดัน ในขณะที่ BB Pro นี่ออกแนวสะอาด ดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่

Boris Becker Pro Spec: http://www.tennis-warehouse.com/descpageRCVOLKL-BPRO.html
Volkl PowerBridge 8 Spec: http://www.tennis-warehouse.com/descpageRCVOLKL-VPB8.html


Boris Becker Pro


Volkl Powerbridge 8


ไม้อื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน: Babolat Pure Drive (16x19), Head Microgel Extreme (16x19), Dunlop Aerogel 500 (เบากว่า)

Swing: ไม้ทั้งคู่ซวิงง่าย เหมาะกับคนที่ซวิงไวๆ เน้นข้อมือ ถ้าคนที่ตีแบดมาก่อนแล้วเพิ่งมาจับเทนนิส ก็น่าจะชอบไม้นี้ ตรงนี้เป็นจุดเด่นของ Volkl กับ Boris Becker เลยมั๊ง ผมลองไม้ Volkl มาหลายอันแล้ว ไม่ว่าจะน้ำหนักเท่าไหร่ก็ซวิงได้ง่ายทั้งหมด

Feel and Power: กึ่ง Hollow กึ่ง Solid ครับ ด้วยความที่มันน้ำหนักเบาทำให้รู้สึกว่ามัน Hollow อยู่บ้างตอนที่ใช้ลูกเทนนิสใหม่ๆแต่ก็ไม่ได้มากมาย แต่ถ้าเทียบกับน้ำหนักแล้วถือว่า solid ทีเดียว เวลาลูกกระทบเอ็น BB Pro ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นกว่า PB8 นิดหน่อย สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับไม้ทั้งคู่คือเรื่องของ Power ที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปเมื่อเทียบกับไม้ตัวอื่นอย่าง Babolat Pure Drive ซึ่งให้ Power มากเกินไปจน control ลำบาก

Power Bridge Technology ตามโฆษณาแล้วก็น่าจะช่วยเพิ่ม power ได้บ้าง(มั๊ง)


ตรงรอยต่อระหว่าง handle กับ shaft ของทั้ง PB8 และ BB Pro จะถูกกั้นด้วยวัสดุ DNX ซึ่งมีความอ่อนกว่า graphite เพื่อช่วยลดแรงสะท้านที่จะมาถึงแขนผู้เล่น คล้ายๆกับ Cortex ของไม้ Babolat


Control: ทั้งคู่ control ลูกได้ดีแต่ผมชอบ BB Pro ตรงที่สามารถใช้ข้อมือสั่งไม้ให้ตีออกซ้าย ขวาได้ง่ายดายกว่าไม้ Tour ตัวอื่นๆ ตรงนี้จะคล้ายๆกับ Head Microgel Extreme

Stability: ปกติแล้วข้อเสียที่คล้ายๆกันของ Volkl และ Boris Becker ที่เห็นชัดๆคือเรื่อง stability ผมว่าทั้งคู่เน้นเรื่องการออกแบบไม้ให้ซวิงง่ายมากเกินไปหน่อย โดยเฉพาะไม้ Tour ทั้งหลาย แต่ถ้าเปรียบเทียบกันแค่ 2 ตัวนี้ Boris Becker Pro เป็นไม้ที่ Stable ใช้ได้เลยนิ่งกว่า PB8 แน่นอนถึงแม้ว่า PB8 จะมี Soft Grommet ตรง 3 และ 9 นาฬิกาก็ตาม มันก็ช่วยให้การตีนุ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยเรื่อง stability เท่าไหร่

Ground Stroke: อย่างที่บอกครับ ไม้ทั้คู่ซวิงง่ายมากๆ ตีได้ทั้ง flat และ spin เพราะสามารถเร่งหัวไม้ได้ดี BB Pro จะมีภาษีดีกว่าเล็กน้อยด้วยความที่มัน stable กว่า Backhand มือเดียวทั้ง spin และ slice ถือว่าทำได้ดี

Grommet ของ Volkl Powerbridge 8 เป็นแบบ Soft Grommet


Grommet ของ Boris Becker Pro เป็นตาไก่แบบธรรมดา


Sensor Tour Handle System: กริปของ Boris Becker ที่ถูกออกแบบมาให้ลดแรงสะท้าน


Sensor Tour Grip: กริปของ Volkl ก็ถูกออกแบบมาให้ลดแรงสะท้านเหมือนกัน


Boris Becker Pro


อีกด้านของ Boris Becker Pro ที่ดูเรียบเหลือเกิน


บทสรุป: ทั้ง Boris Becker Pro และ Volkl Powerbridge 8 เป็นไม้ที่ตีสนุก ซวิงง่าย เหมาะกับพวกที่เน้นข้อมือ power พอประมาณแบบกะประมาณได้ และที่สำคัญคล่องตัวมากๆ แต่ผมชอบ stability ของ Boris Becker Pro มากกว่า PB8 นิดนึง (ผมว่า PB8 นี่เทคโนโลยีเยอะไปหน่อย) ถ้าใครกำลังมองหาไม้น้ำหนักเบาที่ตีง่ายๆ หรือใครที่กำลังจะพิจารณา Babolat Pure Drive หรือ Head Microgel Extreme อยู่ ผมแนะนำให้มา demo ไม้ทั้งคู่ก่อนครับ

ปล. วันก่อนไปอ่านเจอมาใน Tenniswarehouse ก็พบว่า Chris Edward ซึ่งเป็น Playtester ของทาง TW ก็ switch จาก Pure Drive Roddick มาเป็น Boris Becker Pro แล้วเหมือนกัน http://www.tennis-warehouse.com/playtestprofiles.html?ccode=CHRISE

Monday, April 13, 2009

Video: Tennis Practice by Professionals

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนี้มี Video Clip ของพวกนักเทนนิสระหว่างฝึกซ้อมมาให้ดูกันครับ ดูแล้วเพลินดีเหมือนกัน นานๆจะมีให้ดูซะที เพราะส่วนใหญ่จะเห็นแต่แมทช์การแข่งขัน ต้องให้เครดิตกับผู้จัดทำ www.fuzzyyellowballs.com











Credit: http://www.fuzzyyellowballs.com and youtube