Pages

Saturday, February 28, 2009

Wilson K Pro Staff 88 VS. K Six One Tour 90

Rating:★★★★
Category:Other
พอดีเพิ่งได้ทั้ง KPS88 และ K90 มาเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เองครับ ทั้งคู่เป็น US Version ครับ น้ำหนักตัวไม้หนักได้ใจคอเทนนิสแน่นอน ผมก็ได้มีโอกาสลองตีไปประมาณ 2 ครั้งแล้ว ก็เลยมีเรื่องราวเล็กๆน้อยๆมาฝากกัน


Wilson K Pro Staff 88 - Pete Sampras

ที่มาที่ไป: ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ KPS88 เป็นที่ฮือฮากันก็น่าจะเป็นเรื่องประวัติของไม้ครับ Pro Staff ถือว่าเป็นไม้ในตำนานที่ผ่านมือแชมป์ Grand Slam มาหลายคนแล้ว ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้ไม้ตัวนี้หลักๆก็น่าจะเป็น Pete Sampras ที่ใช้ Pro Staff 85 St.Vincent มาตลอดการเล่นอาชีพ โดยไม่มีการเปลี่ยน paintjob เลย แต่หลังจากที่ Wilson เลิกผลิต Pro Staff 85 ที่โรงงานใน St.Vincent ไป ทาง Wilson ก็ย้ายสายการผลิตไปที่จีนแต่ก็ยังคงผลิต PS85 ที่เป็น China Version ที่เบาลง แข็งขึ้น สะท้านน้อยลง หลายๆคนไม่ชอบ แต่บางคนก็ชอบเช่น Roger Federer

แฟนๆ Pete Sampras หลายคนยังคงคิดถึง PS85 St Vincent อยู่และก็ตั้งความคาดหวังว่าสักวัน Wilson จะผลิตไม้ที่มี feel ใกล้ๆกับ PS85 St Vincent อีกครั้งนึง แต่เผอิญว่าช่วง 2003-2007 เป็นยุคของ Federer ไม้ Pro Staff รุ่นหลังๆจึงถูกออกแบบมาให้ออกแนว modern ขึ้นโดยใช้ Federer เป็นตัวชูโรง แต่พอปี 2008 กระแส Federer เริ่มแผ่วลงประกอบกับ Pro Staff ร่นหลังสุด (K90) ก็ใกล้ End of Life เต็มที แถมการกลับมาสร้างกระแสของ Pete Sampras หนุนเข้าไปอีก เลยทำให้ Wilson ได้จังหวะในการคิดค้นและผลิต KPS88 ออกมาเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชอบ ProStaff St Vincent แล้วก็เป็นการต่ออายุตำนานของ Pro Staff ไปในตัว


KPS88 First Hit: สัมผัสแรกก็รู้สึกได้ถึงความหนักของตัวไม้และ balance ที่หนักมาทางหัวไม้ที่มากกว่า Pro Staff ตัวอื่นๆ ผมได้ลองไม้ทั้ง St Vincent และ KPS88 มาแล้วก็ต้องบอกว่ามีส่วนคล้ายกันมาก Feel ยังคงความคลาสสิกอยู่ครบ เพียงแต่ KPS88 หน้าไม้ใหญ่ขึ้นนิดนึง แข็งกว่านิ่งกว่า แล้วก็ไม่สั่นสะท้านเหมือน St Vincent

Groundstroke: ถ้าเทียบกับ Pro Staff ทุกตัวที่เคยลองๆมา (St Vincent, Chicago, PS90, N90, AK90, USK90) KPS88 ให้ Flat Forehand ที่หนักหน่วงและรุนแรงที่สุดและสะท้านน้อยที่สุด แต่นั่นหมายถึงว่าต้องตีโดน sweet spot ที่มีขนาดเล็กจิ๋วเดียวนะ ในส่วน backhand นั้นเหมาะกับการตีแบบมือเดียวแล้วก็ต้องมีเวลาในการเตรียมตัวในแต่ละ shot นานกว่าไม้ตัวอื่นๆด้วย Spin หรือ การเล่นแบบเน้นข้อมือเป็นไปได้อย่างลำบากเพราะ balance มันมาทางหัวมากเกินไป ที่เหลือต้องขอบอกอย่างตรงไปตรงมาว่ายังไม่มีอะไรที่พิเศษ ถ้าเทียบกับ

- PS85 China: PS85 หัวเบากว่า ให้ความเป็นธรรมชาติในการซวิงมากกว่า feel ตอนลูกกระทบบอลก็คล้ายๆกัน stability เป็นรอง KPS88 นิดนึง
- USK90: USK90 เป็นไม้ที่เล่นง่ายที่สุดในบรรดา Pro Staff ด้วยกัน แถมยังเล่น shot ได้หลากหลายกว่า สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือการสร้าง power โดย USK90 มีความอ่อนตัวมากกว่าและหัวเบากว่า KPS88 ผมรู้สึกว่า USK90 สร้าง power จากการดีดตัวของบริเวณคอไม้แล้วส่งต่อโมเมนตัมมาที่หน้าไม้ก่อนกระทบลูก ในขณะที่ KPS88 เฟรมมีความแข็งมากกว่า การสร้าง power มาจากโมเมนตัมของหัวไม้ที่เกิดจากการกระจายน้ำหนักมาทางหัว

ผมใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับไม้ตัวนี้นานมาก บอกตรงๆว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกว่าชินกับมันเลย

Wilson K Six One Tour 90 (US Spec 340g, 12pts HL) - Roger Federer
ที่มาที่ไป: K Six One Tour 90 เป็นไม้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ Roger Federer และแฟนๆ Wilson Pro Staff หลังจากที่ไม้ Pro Staff รุ่นก่อนหน้านี้ Pro Staff 90 Tour (PS90) และ nCode Six One Tour 90 (n90) ได้ตกรุ่นไปเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมามีการพูดถึงตลอดว่าทั้ง PS90 และ n90 ที่วางขายในท้องตลาดไม่ใช่ spec จริงที่ Federer ใช้อยู่โดยสังเกตจาก string pattern และความยาวของคอไม้เป็นหลัก แต่สำหรับ USK90 นี้ทาง Wilson เคลมว่าเป็น spec เดียวกับ Federer ใช้อยู่จริงๆ ไม่ได้เป็น paintjob อีกต่อไปแล้ว จริงไม่จริงนี่ไม่รู้เหมือนกัน แต่สิ่งนึงที่รู้ก็คือ USK90 ตัวนี้เป็น Pro Staff ที่เล่นง่ายที่สุดในบรรดา Pro Staff ด้วยกัน


USK90 First Impression: จุดเด่นอยู่ที่คงอยู่ที่ความที่ไม้สามารถเล่นเกมส์ได้ "หลากหลายกว่า" USK90 เป็นไม้หน้า 90 ที่ตีได้เหมือนไม้หน้า 95 หน้าไม้ของ USK90 เล็กก็จริงแต่ผมก็รู้สึกว่าตีง่ายกว่าไม้ 95 หลายๆตัวด้วยซ้ำไป

Feel & Groundstroke: Feel จะออกแนว "นิ่งเงียบ" ตามสไตล์ Wilson หลังจากทีได้เล่น AK90 มาหลายครั้งแล้ว ผมบอกได้เลยว่า USK90 แทบจะไม่แตกต่างจาก AK90 เลย อาจจะรู้สึกว่า stable ขึ้นนิดหน่อยแค่นั้นเอง ส่วน feel ตอนลูกกระทบหน้าไม้นี่เหมือนกันเป๊ะ

จุดเด่น :ถ้าเทียบกับ Pro Staff ตัวอื่นๆหรือแม้กระทั่ง Head Prestige Classic 600 ที่ผมชื่นชอบมากๆแล้วนั้น ผมคิดว่า USK90 มีโอกาสสามารถยิงลูก winner ได้สูงกว่าไม้พวกนั้น ถึงแม้ว่า USK90 เป็นไม้ control-oriented แต่มันก็มี power ที่ซ่อนอยู่มากมาย ถ้าสังเกตทั่วๆตัวไม้จะเห็นว่า cross section ตรงคอไม้เหนือกริปจะเล็กและบางกว่าไม้รุ่นอื่นเยอะ ทำให้ความยืดหยุ่นตรงคอไม้มีมากกว่าไม้ตัวอื่นๆ ถ้าหวดแบบเน้นข้อก็น่าจะสามารถรีด power และ spin ออกมาได้เยอะแน่นอน ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่ามันทำให้ USK90 สามารถเล่นเกมส์ได้หลากหลายกว่า Power ที่ไม่เคยพบในไม้คอนโทรลตัวอื่น หรือ Spin ที่ไม่หาได้ยากบนไม้ mid-sized ทั่วๆไป แต่ USK90 กลับมีซะทั้งหมด


Balance: Balance ของไม้ทั้งสองแทบจะไม่ต่างกันเมื่อวัดแบบคร่าวๆ แต่เนื่องด้วยน้ำหนักของ KPS88 ที่มากกว่าทำให้เล่นได้ยากกว่า KPS88 เยอะมาก


บทสรุป ถ้าต้องการไม้ mid size ที่เอาไปเล่นอย่างจริงจัง และเน้นเกมส์ที่หลากหลาย ผมแนะนำ USK90 ครับ แต่เผอิญว่าตัวนี้ไม่มีขายในเมืองไทย Asian Version ก็โอเคนะ ไม่แตกต่างกันมากหรอก แล้วตอนนี้ก็ลดราคาอยู่ด้วย (30-50%) เพราะฉะนั้นรีบซะ....

ส่วน KPS88 บอกได้เลยว่ามันไม่น่าจะเหมาะกับการเอามาเล่นอย่างจริงจังหรือแข่งขัน ยิ่งเล่นคู่นี่ลืมไปได้เลย เพราะความที่น้ำหนักมันมากแล้ว balance มันก็ผิดธรรมชาติเหลือเกิน การเล่นแบบไม่มีเวลาเตรียมวงซวิงยาวๆอาจทำให้บาดเจ็บได้ แต่ถ้าใครที่อยากได้ไม้ในตำนานเก็บไว้สะสม KPS88 นี่เหมาะกับการนำมาประดับบ้านแน่นอนครับ :)

The Best of Head Radical (Oversize and Mid Plus)

Rating:★★★★★
Category:Other
The Best of Radical Oversize

Head Radical Tour OS - Bumblebee: ด้วยสีสันที่มีเอกลักษณ์ของไม้ตัวนี้ทำให้หลายๆคนลืมชื่อทางการของ Head Radical Tour แล้วจำได้แค่ชื่อเล่น Bumblebee หรือพญาผึ้ง จริงๆแล้วตัวกริปเค้าก็ทำเป็นลายผึ้งเหมือนกันนะ แต่เผอิญผมเอา overgrip มาพันทับไปซะแล้ว


ไม้ตัวนี้ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกที่ Austria แล้วก็เป็น Radical ตัวแรกที่ Andre Agassi ใช้เมื่อตอนปี 1993 แล้วต่อมา Head Radical ก็เป็นที่นิยมขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งปัจจุบัน


Throat Detail: ตัวไม้เป็นสีเหลืองเมทัลลิกสลับดำ ซึ่งผิดกับรุ่น Agassi Limited Edition ซึ่งเป็นสีเหลืองธรรมดาสลับดำ ตัว Bumblebee ดูดีกว่าเยอะครับ


Ground Stroke: ไม้ตัวนี้มี Strung Weight ประมาณ 340 กรัมแต่ผมไม่รู้สึกว่ามันหนักมากมายอะไร เป็นไม้ที่ผมยอมรับว่าตี Groundstroke ได้ดีที่สุด เหมาะกับคนที่มี Fast Compact Swing แล้วก็ชอบตี Rising Ball ขอย้ำว่าเหมาะกับ "Fast Compact Swing" มาก เพราะผมลองซวิงแบบยาวๆแล้วมันไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ถ้าง้างไม้สั้นๆแล้วตีแบบสบัดๆไม้ตัวนี้จะให้ power ที่ดีมากๆ ลูกวิ่งลึกไปถึงท้ายคอร์ทตลอด ทางด้าน backhand ผมว่าไม้ตัวนี้ตีได้ดีทั้งแบบสองมือแบบ flat และมือเดียวที่เน้นสปิน แต่ถ้าเป็นสองมือผมว่าจะเหมาะกว่า ในเรื่องการควบคุมทิศทางและน้ำหนักลูก Bumblebee ทำได้ดีกว่าไม้ Oversize ตัวอื่นๆครับ

Feel: ในบรรดาไม้ Oversize ผมเคยเล่นมาอันได้แก่ Prince Original Graphite, Head i.Radical, LiquidMetal Radical, FlexPoint Radical บอกได้เลยว่า Feel ที่ได้จาก Bumblebee ตัวนี้น่าประทับใจที่สุด Feel ค่อนข้างแน่นถึงแม้ว่าจะไม่แน่นปึ๊กเหมือนกับไม้ Mid+ ของ Head ในตระกูล Tour Series ด้วยกัน แต่ก็ถือว่าแน่นกว่าไม้ Oversize ตัวอื่นๆมาก ไม้ Oversize ตัวอื่นๆหน้าไม้มันจะเด้งค่อนข้างมากโดยเฉพาะ Radical รุ่นหลังๆนี่เด้งเหลือเกิน ในเรื่อง feel ผมให้ Bumblebee นี่เป็นตัวแม่ของไม้ Oversize เลยก็ว่าได้ ส่วนนึงอาจเป็นเพราะน้ำหนักที่มากกว่าไม้ OS ทั่วไปกับระบบ Trisys ของไม้ Head รุ่นเก่าๆที่ทำหน้าที่ลดแรงสั่นสะเทือนก่อนที่จะมาถึงแขนได้ดี


Head Radical Tour Original VS Head Radical Tour Agassi Limited Edition: ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทาง Head ได้ผลิตไม้รุ่นนี้ออกมาอีกครั้ง เพื่อเป็นที่ระลึกแก่การแขวนแร็กเก็ตของ Andre Agassi โดยที่ spec ทุกอย่างเหมือนกับ Bumblebee รุ่นแรกที่ Agassi ใช้เลย แถมมี Serial Number ให้ด้วยเพื่อเป็นการยืนยันว่านี่คือ Limited Edition ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าเค้าจะผลิตมาไม่เกิน 9,000 ไม้ แต่ตอนนี้ตัวเลขมันวิ่งไปถึง 14,000 กว่าๆแล้ว ผมก็มีทั้งสองตัวแหละครับ ถ้าถามว่ามันต่างกันมั๊ยก็ตอบได้เลยว่าแทบจะไม่ต่างกัน


Balance of Head Radical Tour Original VS Head Radical Tour Agassi Limited Edition: Balance ไม่แตกต่างกันมากนักระหว่างทั้งสองไม้ น้ำหนักก็พอๆกันแล้วออกจะหนักมาทางด้านกริปนิดๆ


Throat Detail of Head Radical Tour Original VS Head Radical Tour Agassi Limited Edition: ตอนนี้ตัว Agassi Limited Edition ยังพอหาได้อยู่แถมราคาถูกด้วย ถ้าใครชอบตีไม้ OS ผมขอแนะนำไม้ตัวนี้เลยครับ


The Best of Radical Mid Plus

Head Radical Tour 630 Twintube - Zebra: ผมเข้าใจว่าเจ้า Zebra ตัวนี้เป็น Head Radical ตัวที่ 2 ที่ถูกผลิตขึ้นมาในช่วงปี 1994-1995 หลังจากที่ให้กำเนิดตัว Bumblebee มาก่อน Made In Austria เหมือนกัน เพราะฉะนั้นงานเนี๊ยบแน่นอน นี่ขนาดผ่านมาหลายปีแล้วแต่สีก็ยังดูดีอยู่ ลวดลายบนไม้ดูแปลกตาดีครับ คล้ายๆกับม้าลาย ในสมัยก่อนอาจจะดูฮิปมากๆ แต่ถ้าออกมาตอนนี้ก็คงไม่น่าจะเวิร์คเท่าไหร่ น้ำหนักไม้โดยรวมผมว่าน่าจะเกิน 340-350 กรัมแน่นอน หนักมากๆถ้าเทียบกับ Head Radical รุ่นปัจจุบัน


Groundstroke: ด้วยน้ำหนักที่มากมายมหาศาล Zebra ตัวนี้ให้ groundstroke ที่ "หนักหน่วง" กว่าทุกๆ Radical ที่เคยใช้มาไม่ว่าจะเป็น Ti, Liquid Metal, FlexPoint, หรือ Microgel ลูกที่ดีดออกจากหน้าไม้มีความรุนแรงมาก ถ้าจะพูดอีกนัยนึงก็คือไม้ตัวนี้มี Plow-Thru effect ที่สูงมาก เวลาที่ลูกกระทบไม้คุณแทบจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย หน้าไม้นิ่งมากๆ นิ่งกว่า Pro Tour 630 ซะอีกแต่ความคล่องตัวน้อยกว่าแน่นอน Spin ได้นิดหน่อยเพราะตวัดไม่ค่อยขึ้น แต่ถ้าเป็น slice นี่ลูกพุ่งดีมากเนื่องจากน้ำหนักไม้ช่วยส่งลูกได้เยอะ Zebra ตัวนี้จะคล้ายๆกับ Bumblebee ในเรื่องของวงซวิงคือไม่ต้องซวิงยาวๆก็ได้เพาเวอร์มากมาย ในส่วนของ Backhand ผมว่าเหมาะกับคนที่เล่นสองมือเพราะว่าน้ำหนักหัวไม้มันค่อนข้างสูง ต้องออกแรงเยอะเหมือนกัน โดยสรุปไม้ตัวนี้เหมาะกับ Baseliner มากกว่า All-Court ครับ

Feel: โดยรวมผมว่าก็ Solid & Stable ดี แต่ตอนที่ไม่ใส่ dampener นี่ไม้สั่นสุดๆตามสไตล์ไม้กราไฟต์รุ่นเก่า หน้าไม้เด้งพอสมควร แต่ก็ไม่มากมายเหมือนกับรุ่น Microgel พอใส่ dampener เข้าไปปัญหาก็จบ แต่ feel ก็หายไปด้วยบางส่วนครับ เสียงลูกกระทบหน้าไม้จะออกประมาณ Wilson Pro staff ถ้าจะเทียบกับรุ่น Pro Tour ในเรื่องของ Feel อย่างเดียวแล้วคงสู้ไม่ได้แน่ๆ แต่เรื่องของ Plow-Thru นี่ได้ใจผมไปเยอะเลย


Throat Detail: Head Radical Tour 630 Twintube (Right) รายละเอียดของไม้รุ่นเก่าๆนี่สุดยอดเลยครับ


Balance: เมื่อเทียบกับ Pro Tour 630 นี่ก็ต่างกันไม่มากครับ แต่เนื่องด้วยน้ำหนักไม้ที่สูงกว่าทำให้รู้สึกว่า Zebra ค่อนข้างจะ demanding


บทสรุป: สำหรับแฟนๆ Radical ไม้ตัวนี้น่าสะสมมาก ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว ถ้าอยากได้คงต้องพึ่ง ebay อย่างเดียวเลยครับ


Saturday, February 14, 2009

My Favorite Wilson ProStaff 85: St Vincent or China?

Rating:★★★★★
Category:Other
Wilson Pro Staff 85

วันนี้ได้มีโอกาสมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับไม้เทนนิสในตำนานอีกตระกูลนึงคือ Wilson Pro Staff 85 จริงๆแล้ว PS85 ออกมาหลาย version อยู่เหมือนกัน แต่ที่เป็นที่เล่าขานกันมานานก็คงจะหนีไม่พ้น St Vincent version ซึ่งเป็นไม้เทนนิสที่ Pete Sampras ใช้มาตลอดชีวิตอาชีพการเล่นเทนนิสและคว้า 14 Grand Slam Titles มาแล้ว กับอีกฝั่งนึงคือ China version ที่ Roger Federer ใช้มาตอนเริ่มเข้าสู่วงการเทนนิสเยาวชนจนมาถึงปี 2001 ที่สามารถเอาชนะ Pete Sampras ใน Wimbledon 2001 ได้


ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ อ.ยุทธ ที่ให้ลองเอา PS85 St Vincent มาใช้อยู่ตั้งนาน ผมก็ได้เอาไปลองมา 2-3 ครั้งแล้ว

PS85 St Vincent Appearance: หลังจากที่ได้รับไม้ตัวนี้มาต้องบอกว่า ไม้อยู่ในสภาพสวยมาก >90% ริ้วรอยน้อยเหลือเกิน ตัวไม้เป็นสีดำด้านแต่มีออกเทาๆนิดๆ St Vincent ของแท้จะต้องมีสีรองพื้นเป็นสีแดง แต่ตรงนี้ผมยังไม่ได้ลองขูดดูนะ


PS85 St Vincent Weight: ตัวไม้หนักเอาเรื่อง หนักกว่า China version อยู่เยอะเหมือนกัน ยิ่งตอนซวิงนี่รู้ได้เลย ผมรู้สึกว่าซวิงได้ช้างุ่มง่ามกว่าตัว China version เยอะมาก ยิ่งตียิ่งเหนื่อย โดยเฉพาะ backhand นี่ผมตี flat ลำบากมากๆ เพราะว่าเร่งสปีดหัวไม้ไม่ทัน ต้อง Slice เกือบตลอด แต่ยอมรับว่า slice ดีมากๆ บอลพุ่งเลียดต่ำมีน้ำหนักดีมาก ส่วนเรื่องวงซวิงสำหรับโฟร์แฮนด์นั้นผมว่า St Vincent นี่ต้องซวิงออกแนว "งัดและกระแทก" คล้ายๆกับวงซวิงของ Pete ที่จะเน้นงอศอกและยกศอกขึ้นก่อนที่ดันไม้ลงมากระแทกลูก เพราะว่าน้ำหนักไม้มันไม่เอื้ออำนวยให้ซวิงแบบตีกวาดเลย ถ้าลูกมาสูงก็ตีลำบากแน่นอน แต่ถ้าเป็น PS85 China นี่ตีได้หลากหลายกว่าครับ


PS85 St Vincent Feel: First ball contact ผมรู้สึกว่า St Vincent นี่มันอ่อน ดิบและ "สั่นมาก" คล้ายๆกับไม้กราไฟท์รุ่นเก่า สั่นจนกระทั่งต้องเอา dampener มาติดไว้ที่เอ็น มันก็ดีขึ้นมาเยอะเหมือนกัน พอไม้นิ่งก็รู้สึกได้เลยว่าไม้นี้มันแน่นมากๆ หน้าไม้ไม่มีการพลิกตอนที่อัดลูกหนักๆ ถ้าเทียบกับ China version ก็ต้องบอกว่ามันคนละอย่างกันเลย PS85 China จะนิ่งมากๆ (Muted and Dampened) โดยไม่ต้องใช้ dampener ถ้าถามผม ผมชอบ China version มากกว่านะ


White Butt Cap Detail: ตัว Wilson logo สีแดงบนพื้นขาวกับ AVQ code เป็นการยืนยันว่านี่ Made in St.Vincent แท้ๆ


PS85 China Version: โดยส่วนตัวผมคิดว่า PS85 China เป็นเหมือนกับอวัยวะส่วนนึงของร่างกายเลยก็ว่าได้ ด้วย Swing Weight และ Balance ที่ถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับการเหวี่ยงแขน ทำให้รู้สึกว่า PS 85 China มีความเป็นธรรมชาติในการซวิงมากกว่า St Vincent ส่วน Feel ของ China Version ก็จะออกนุ่มนวลกว่าด้วย หน้าไม้ดีดลูกออกได้รุนแรงสะใจ (heavy ball) ตอนที่ได้ PS85 China มาใหม่ๆ ตอนนั้นผมยังมีทั้ง N90 และ K90 อยู่ด้วยเลยได้มีโอกาสเปรียบเทียบกันด้วยเอ็นประเภทเดียวกัน ปรากฎว่า PS85 ดีดลูกออกได้รุนแรงที่สุดทั้ง forehand และ backhand แต่ถ้าเทียบกับ St. Vincent ผมว่ามันก็ดีดลูกได้แรงพอๆกันครับ


Side by Side Comparison: China VS. St Vincent ดูจากภายนอกรูปร้างก็ไม่มีอะไรต่างกันมาก จะมีก็แค่ตามเหลี่ยมมุมของ St Vincent จะมีความคมมากกว่า ในขณะที่ China จะออกมน


Balance: China VS. St Vincent แทบไม่ต่างกัน แต่ต้องบอกว่านี่มันไม่ใช่การวัด balance แบบมาตรฐานนะครับ แต่ถ้าเอาคร่าวๆก็พอไหวอยู่


PS85 St Vincent Detail: ดูให้เห็นความ classic กันชัดๆ ผมชอบ Paintjob ของ St Vincent นะ ทั้งสี และแบบตัวอักษร ดูมันเข้ากันไปหมด ข้อเสียมีอย่างเดียวคือคุณภาพของ Paintjob อาจจะไม่ทนทานเท่าไม้รุ่นปัจจุบัน โดยเฉพาะพวก lettering นี่เป็นสติ๊กเกอร์หมดเสี่ยงต่อการหลุดลอก


PS85 China Detail: ดูเชยกว่า St Vincent แน่นอนแต่คุณภาพของสัสันภายนอกดีกว่าแน่นอน


บทสรุป: โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ China version มากกว่า St Vicent อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวจริงๆ แต่ถ้าถามว่าจะสะสมอันใหนดีก็ต้องเป็น St Vincent แน่นอนครับ

Sunday, February 8, 2009

Dunlop Aerogel 200 Paintjob - Tomas Berdych

Rating:★★★
Category:Other
Dunlop Aerogel 200 Pro Issue - Tomas Berdych

วันนี้ผมขอรีวิวของเล่นอันใหม่ครับ มันเป็น Dunlop Aerogel 200 (Paintjob) ซึ่งเป็นไม้อะไรก็ไม่รู้ที่ Dunlop เค้า Customize ขึ้นมาเพื่อ Tomas Berdych ผมได้ไม้ตัวนี้มาจาก eBay เมื่อประมาณก่อน Australian Open ไม่นาน ราคาไม่ต้องพูดถึง


ต้องบอกว่า Custom Paintjob ตัวนี้ดูไม่เนี๊ยบเท่า AG200 ตัวจริงที่มีขายในท้องตลาด ตัวไม้ใช้สีกึ่งมันกึ่งด้านทั้งหมด (แต่ผมชอบนะ) ในขณะที่ AG200 ตัวจริงจะเป็นสีผิวมันทั้งหมด เนื้อสีค่อนข้างบอบบาง ผมไม่กล้าเอาเล็บไปขูดขีดเล่น กลัวสีหลุดออกมา


บนตัวไม้ที่ bridge มีการพิมพ์ชื่อของ Tomas Berdych เอาไว้ แต่สิ่งที่อยากให้ดูคือขนาดของกริป L3.5 ในท้องตลาดแล้วปกติจะไม่มีเบอร์นี้ จะมีก็ไม่ 3 (4-3/8") ก็ 4 (4-1/2") ไปเลย


มาถึง Highlight แล้วครับ เจ้าของเก่าบอกว่ากริปตัวนี้เป็น Custom Grip ของ Bosworth อยากจะบอกว่ากริปของไม้ตัวนี้เนี๊ยบมากกกกกกกกก Bosworth Grip Shape จะอยู่ระหว่าง Head กับ Wilson จับถนัดมือมากๆ ส่วนกริปหนังที่เห็นก็คุณภาพดีมากๆเช่นกัน ผิวกริปหนังเนียนละเอียด การติดตั้งกริปหนังก็เนี๊ยบดีเหลี่ยมมุมยังอยู่ครบ ผมเข้าใจว่าพวกโปรนี่เค้าจะให้ความสำคัญกับกริปค่อนข้างมาก สังเกตได้ว่าค่าอุปกรณ์ทำกริปอย่างเดียวก็ $48 (Pallet Installation = 30, Leather = 13, Butt Cap = 5) เข้าไปแล้วเปรียบเทียบกับค่าทำสีซึ่งผมตีค่าประมาณไม่เกิน $10


Balance เมื่อเปรียบเทียบกับ Dunlop Aerogel 200 จะพบว่าไม้ของ Berdych จะออกแนว Even Balance


Balance เมื่อเปรียบเทียบกับ Head Pro Tour 630/280 ตอนแรกผมคิดว่าไม้ตัวนี้เป็น Paintjob ของ PT630 ที่ไหนได้ คนละเรื่องเลยทั้ง balance และ feel ต่างกันสิ้นเชิง


เมื่อวางเปรียบเทียบกับ AG200 จะพบว่า string pattern ต่างกันสิ้นเชิง ไม้ของ Berdych นี่ String Pattern ค่อนข้างจะ open มากกว่า เจ้าของเก่าบอกว่ามันเป็น mold เดียวกับ Technifibre T335 แต่ว่า graphite layup เป็นคนละอย่างกัน เท่าที่ลองเดาะลูกกับกำแพงห้องดู พบว่าไม้ตัวนี้มีคตวาม Flex มากกว่า AG200 มากๆ แล้วก็น่าจะ flex ใกล้เคียงกับ Head Pro Tour 630


Field Test: วันนี้ไปลองหวดมาแล้ว ผมขึ้นเอ็น multi ไว้หย่อนๆ 52 lbs (พัฒนาขึ้นมาแล้วนะ เมื่อก่อนนี่แค่ 50 lbs เอง) ความรู้สึกต่างจาก AG200 ในท้องตลาดมากมาย ไม่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเลย แล้วมันก็ไม่คล้าย Head Pro Tour 630 ด้วย เอาเป็นว่ามันไม่คล้ายกับไม้ตัวไหนที่ผมเคยลองมาเลย

AG200: ก้านแข็งกว่า หัวเบากว่า หน้าไม้นิ่งกว่า ลูกดีดตัวออกจากหน้าไม้เกือบจะทันที
AG200 Berdych: ก้านไม้อ่อน หัวหนัก ลูกจะถูกดูดอยู่บนหน้าไม้ก่อนจะถูกดีดตัวออกไป

Weight: ตัวไม้ Swing Weight สูงมากๆ Strung weight น่าจะประมาณ 340g Balance ไม้หนักมาทางหัว ตีแบบใช้ข้อหรือตีสปินลำบากมากๆ

Feel: การตีลูก flat ให้ความรู้สึกที่ "ดิบ" และ "ซาบซ่าน"กว่า AG200 มาก ตัวเฟรมส่งฟีลลิ่งมาสู่แขนได้ดี ลูกดีดพุ่งหนักหน่วงไส้ทะลัก (heavy ball) ก้านไม้มีความ flex มากคล้ายๆกับไม้กราไฟท์รุ่นโบราณ เวลาง้างแล้วหวดเต็มๆรู้สึกเหมือนกับดีดลูกหินออกจากหนังสติ๊กยิงนก เวลาลูกกระทบหน้าไม้มันก็สั่นอยู่เหมือนกันผมต้องติด dampener ไว้ตลอด (ยิ่งเพิ่ม swing weight ให้หนักไปกันใหญ่)

Ground stroke: อย่างที่บอก...ซวิงลำบากลำบนเพราะ swingweight มันเยอะมากกว่าไม้ที่ผมเคยใช้ๆมา ผิดกับ AG200 ทั่วๆไปที่ซวิงได้ง่ายทั้งสองด้าน เวลาซวิงไม้ Berdych เหมือนมีคนมารั้งแขนไว้ตลอด (ไม่รู้ว่าเจ้าของเก่าได้ลงอาคมไว้หรือกำลังเล่นของอยู่หรือเปล่า) Backhand มือเดียวนี่ตวัดไม่ค่อยขึ้นเลย โดน off-center บ่อยมากเพราะ balance ของไม้มันไม่เอื้ออำนวยสอดคล้องกับ timing ของวงซวิงผมเลย แต่ถ้าเป็น 2 มือนี่ดีเลย ลูกออก flat พุ่งดีมาก แต่สรุปแล้วคือ ต้องฟิตมากๆครับถึงจะใช้ไม้ตัวนี้ได้

บทสรุป: สิ่งที่บอกได้ตอนนี้คือ ไม้ Berdych ถูกออกแบบมาสำหรับเจ้าตัวจริงๆครับ มันใช้อัด heavy ball ได้ดีถ้าร่างกายฟิตพอ ถ้า Dunlop ทำไม้รุ่นนี้ออกมาขาย ผมว่าน่าจะขายลำบากนะ...เพราะมัน Demanding เหลือเกิน ณ.นาทีนี้ผมเลือก AG200 รุ่นชาวบ้านดีกว่า ตีง่ายกว่าเยอะเลยถึงแม้ว่าจะไม่ได้ heavy ball เท่ากับไม้ของ Berdych ครับ

Tuesday, December 30, 2008

Wilson KTour 95

Rating:★★★★★
Category:Other
Wilson KTour 95
ไม้ตัวนี้นี่ผมอยากได้มานานแล้วหล่ะ หลายๆคนบอกว่าเป็นไม้ของผู้หญิง แต่ผมว่ามันเหมาะกับทุกเพศทุกวัยนะ อันนี้ไม่ได้พูดเกินจริงๆ เดี๋ยวจะบอกว่าทำไม สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของไม้ตระกูลนี้คือ "เบาแต่แน่นปึ๊ก" ซึ่งผมไม่เคยเจอความแน่นในไม้ที่เบากว่า 300g เลย ผมเคยได้ลองมาตั้งแต่ nTour, nTour 2, และล่าสุด KTour ตัวนี้ถ้าเรียงตามความชอบก็คงจะเป็น KTour > nTour > nTour 2 หลังจากที่ได้ไม้มาผมก็เอามาขึ้นเอ็นด้วย Babolat Xcel Premium 16 ที่ความตึง 52 ปอนด์ วันนี้ตอนเช้าได้เอาไปน๊อกบอร์ดทีนึงแล้วตอนเย็นก็ได้เอาไปลงตีในคอร์ทอีกครั้ง ผลเป็นดังนี้ครับ


Spec: http://www.tennis-warehouse.com/descpageRCWILSON-KTOURM.html


Ground stroke: หนักแน่นทั้ง Forehand & Backhand (ทั้งมือเดียวและสองมือ) เหมาะกับการตีทั้งแบบเต็มวงและการตีแบบสบัดเน้นข้อมือ แต่อันหลังนี่จะเหมาะกว่าครับเพราะมันช่วยให้เล่นทิศทางได้ง่ายดี

Power: กำลังพอดีเลยครับ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่เนื่องด้วยที่ตัวไม้น้ำหนักเบามากๆทำให้ Plow-Thru effect ไม่ได้มีมากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นไม้นี้อาจจะมีปัญหาในการบล๊อกลูกแรงๆ ปกติแล้ว Power มาจากโมเมนตัมในการตีลูกซึ่งจากสูตรฟิสิกส์สมัย ม.4 โมเมนตัมเท่ากับ มวล x ความเร็ว ถ้าเราไม่โมไม้เลย นั่นหมายความว่าคุณต้องซวิงเร็วเพื่อให้ได้โมเมนตัมเยอะๆ แต่ไม้ผมที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเน้นที่น้ำหนักเยอะมากกว่า คือไม่มีอะไรต่ำกว่า 330g เลย เพื่อที่จะได้หยุดแรงปะทะไว้ที่ตัวไม้ให้มากที่สุดก่อนที่มันจะลามมาถึงแขน สำหรับ KTour โมเมนตัมต้องมาจากเรี่ยวแรงของผู้เล่นเป็นหลัก ถ้าต้องการแก้ไข ทางเลือกที่ทำได้คือต้องเสริมตะกั่วเพิ่มเพื่อเพิ่ม Stability กับ เพิ่ม Static/Swing Weight เพื่อที่จะเพิ่มโมเมนตัมในการตีลูก แต่ผมก็ไม่ค่อยอยากจะแนะนำนะครับ ผมว่าไม้นี้ใน stock form ก็มีเอกลักษณ์ที่ดีอยู่แล้ว

จาก Power Map จะพบว่า KTour สามารถให้ Power Distribution ในแต่ละโซนได้ดีที่สุดในบรรดาไม้ Mid+ ยอดนิยมด้วยกัน


Feel: แน่นมากๆเหมือนกับตัวเฟรมมันกระจายโมเมนตัมได้อย่างทั่วถึง หน้าไม้นิ่งมากเวลาที่ต้องอัดแบบเต็มๆ Sweet zone กว้างมากๆ เสียงลูกกระทบไม้ดังได้ใจให้ความรู้สึกแบบ "โดนเต็มๆ"

Volley: Volley ได้ง่ายพอสมควรเพราะไม้มีน้ำหนักเบา สามารถเล่นลูกขลุกขลิกด้านหน้าตัวได้ดี


บทสรุป: ผมทึ่งกับ KTour มากๆ ปกติผมจะไม่ค่อยชอบไม้รุ่นใหม่ๆเท่าไหร่เพราะ Feel มันก๊องแก๊งเกินไป แต่ KTour นี่เป็นข้อยกเว้นครับ ตัวไม้มีน้ำหนักเบาและมี power มากพอประมาณ มันเลยน่าจะเหมาะกับสไตล์การเล่นแบบ All-Court หรือไม่ก็การเล่นคู่ และยังเหมาะกับผู้เล่นหลายระดับด้วย ผมว่าถ้าใครจะมาหัดเล่นเทนนิสด้วย KTour ก็ยังโอเคนะ (เพราะน้ำหนักกับ power level) ช่วงนี้ไม้ของ Wilson กำลังลดราคาอยู่ผมได้ตัวนี้มาในราคา 4000 ต้นๆ ถ้าเป็น nTour ก็อยู่ประมาณ 2500 เองซึ่งถือว่าโอเคเลยสำหรับไม้คุณภาพแบบนี้

Boris Becker Delta Core 1 (Demo)

Rating:★★★★★
Category:Other
เมื่อวานผมได้แวะไปที่ร้าน Sport Nova บางกรวยมาเพื่อไปหาซื้อตะกั่วถ่วงไม้ แล้วพอดีมองไปเห็นไม้ Boris Becker Delta Core 1 (DC1) ตัวนี้มาซึ่งเค้าเอาไว้ให้ demo แค่ลองเดาะลูกเล่นก็ปรากฏว่า เออเฮ้ย มันเจ๋งดีแฮะ มันไม่สะเทือนเลยแถมลูกก็ไม่ดีดมากด้วย มันเป็นไม้สำหรับผู้ที่เริ่มเล่นเทนนิส หรือบางคนก็บอกว่าเป็นไม้สำหรับผู้ใหญ่ จริงๆผมก็ไม่ได้เข้าข่ายทั้ง 2 อย่างนะ แต่ก็อยากลองของแปลกๆบ้างเหมือนกัน คิดว่ามันน่าลองเอาไป demo ดู เช้านี้ก็เลยได้เข้าไปน็อคบอร์ดดู ผลปรากฏว่าเป็นไปอย่างที่คิด

Spec: ดูที่นี่เลยครับ http://www.tennis-warehouse.com/descpageRCVOLKL-BDC1.html

Power: ไม่ต้องสงสัยเลย Power มากมายโดยไม่ต้องออกแรงมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจากมากซะ control ไม่ได้เลย ดีไม่ดีผมว่า power มันน้อยที่สุดในบรรดาไม้ power เลยมั๊ง เอาเป็นว่าค่อย-แรงสั่งได้ครับ

Feel: มี 2 ความรู้สึก "Hollow but Stable" หลายๆคนที่เคยตีไม้เบาๆจะเข้าใจดีว่า Hollow เป็นอย่างไรซึ่งโดยทั่วไป Hollow จะตรงข้ามกับ Solid ถ้านึกไม่ออกลองนึกภาพเอาขวดพลาสติกที่ไม่มีน้ำมาฟาดกับลูกบอลดูจะพบว่ามันรู้สึกกลวงๆแล้วลูกไม่ค่อยไป นั่นแหละ Hollow แต่ในทางกลับกันถ้าในขวดพลาสติกมีน้ำจะพบว่ามันแน่นขึ้น (Solid) Hollow Feel มักจะมาคู่กับ Unstable แต่ DC1 นี่ stable มากๆๆๆๆ ถ้าดูจากโครงสร้างภายนอกจะพบรูตาไก่ของไม้ตัวนี้เป็นแบบเจาะกว้างให้เอ็นสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ คล้ายกับ O-Port ของ Prince ไม่ว่าลูกโดนตรงใหนของหน้าไม้ มันทำให้รู้สึกว่าตีโดน sweet zone ตลอด หน้าไม้นิ่งไม่มีการสบัดหรือพลิกแต่อย่างใด อีกอย่างนึงก็คือหน้าไม้ดูดลูกด้วยซึ่งไม่ค่อยพบในไม้ power ทั่วไป ข้อดีของมันคือทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักและทิศทางได้ง่าย

Ground stroke: ทั้ง Forehand & Backhand "ลื่นใหลและหนักแน่น"ดี ระหว่าง shot ไม่ต้องเตรียมเงื้อไม้มากมาย ไม่ว่าวงซวิงจะยาวหรือสั้นมันก็ตีออกไปได้หมด ตรงนี้ผมชอบมากๆ ลูกพุ่งเลียดไม่เหินเหมือนที่ผมคิด ผมยังไม่ได้ลองตีในคอร์ทจริงเลยไม่สามารถ comment ได้หมดว่ามัน control ได้ดีแคใหน Backhand ก็เยี่ยมทั้งมือเดียวและ 2 มือ

Spin & Slice Potential: Spin ได้ง่ายๆจากทั้ง Forehand & Backhand ถึงแม้ว่าไม้ออกจะหนักมาทางหัว แต่น้ำหนักโดยรวมน้อยมาก (ถ้าเทียบกับไม้อื่นๆที่ผมใช้อยู่) ทำให้ spin ปั่นลูกได้สุดๆ Slice ก็ง่ายเช่นกัน อย่างที่บอกหน้าไม้ดูดบอลดีทำให้ลูกไม่ค่อยเหินสูง

Rating: ผมให้ถึง 5 ดาวเลยสำหรับไม้ DC1 ของเค้าดีจรงๆ ใครจะซื้อไม้ไว้หัดเล่นหรือซื้อให้คุณพ่อคุณแม่เป็นของขวัญปีใหม่ แนะนำตัวนี้เลย

Volkl PowerBridge 10 325g VS. Volkl PowerBridge 10 295g (Demo)

Rating:★★★
Category:Other


Volkl Powerbridge 10 (325g)

Original Review: ลองมาแล้วครับ ไม้ control ตัวล่าสุดของ Volkl ที่มีสีสันสวยงามตามสไตล์ของ Volkl แต่พอเอามาลองเล่นดู บอกได้คำเดียวเลย "แข็งโป๊ก" ทั้งก้านและหัว (จริงๆแล้วไม้นี้น่าจะชื่อ Viagra PowerBridge มากกว่า) นอกจากนี้ยังไม่ค่อย stable แล้วแถมแรงสั่นสะเทือนยังเข้ามาถึงแข็นด้วย (ทั้งๆที่ grip เป็นแบบลด vibration) ไม่รู้ว่าทั้งหมดนี่เป็นเพราะเอ็น Hybrid ของ Luxilon (Alu Power กับ Supersense อะไรซักอย่างเนี่ยแหละ) หรือเปล่า แต่ที่รู้คือไม่ค่อยเข้ามือ

Spec: http://www.tennis-warehouse.com/descpageRCVOLKL-VPB10.html


Ground stroke: พอจับเหวี่ยงๆดูก็รู้สึกได้เลยว่าไม้หัวเบามาก ซวิงง่ายทั้ง Forehand & Backhand ตามสไตล์ของ Volkl อันนี้ถือว่าเป็นเอกลัษณ์ของไม้ Volkl เลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรพิเศษครับ เหมาะกับคนที่มี Compact swing style ครับ

Power: ต่ำมากที่สุดเท่าที่เคยใช้มา ผมเคยใช้ Boris Becker 11 mid ซึ่ง Power Rating ต่ำกว่านี้ยังรู้สึกว่า BB11 มันให้ power เยอะกว่าอีกแล้วก็นุ่มกว่ามากๆด้วย อย่างที่บอกครับ เอ็นอาจจะตึงและแข็งเกินไปเลยไม่ได้ power อย่างที่คิด

Feel: แข็งมาก ไม่มีความอ่อนนุ่มเหมือน DNX ตัวก่อนๆเลย ไม่รู้ว่าจะโทษเอ็นหรือไม้ดี แถม Vibration สะท้านมาถึงต้นแขน ตัวเฟรมค่อนข้างบางไม่ stable เท่าไหร่

Rating: เอาไปแค่สองดาวพอ ถ้าคุณสนใจไม้คอนโทรลหน้าประมาณ 98 sq.in มีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจกว่าคือ Wilson KBlade 98 หรือไม่ก็ Head Microgel Prestige Mid+ ครับ

บทสรุปของ Original Review: ผมว่าคุณต้องมาลอง demo เองดีกว่าครับ ในความรู้สึกผมแล้วผมว่าโครงสร้างไม้โดยรวมมันถูกออกแบบมาไม่ลงตัว เข้าใจว่า Volkl จะพยายามรีดไม้ให้ได้บางที่สุดแล้วทดแทนคุณสมบัติทางกายภาพที่หายไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆเช่น DNX กับ PowerBridge เรื่องแบบนี้ผมก็เคยเห็นใน Case ของ Dunlop AG100 ครับ แฟนๆ Volkl อย่าว่ากันนะ อย่างไรก็ตาม PowerBridge 10 มันอาจจะเหมาะกับแค่บางคนเท่านั้นจริงๆ

Update (4/11/2009): วันนี้ได้มีโอกาสลองอีกครั้งนึงแต่คราวนี้เปลี่ยนเอ็นใหม่ให้มันุ่มนวลขึ้น เป็นเอ็น Co-Poly ของ Boris Becker ที่นุ่มนวลก็ปรากฎว่าดีขึ้นมาพอสมควรครับ Groundstroke ตีได้ง่ายขึ้นไม่ต้องหวดกันสุดแรงเหมือนก่อน แต่ก็ยังรู้สึกว่าตรง shaft ยัง stiff อยู่ดี..........แต่ยังไงก็แนะนำให้ไป demo กันดูครับ

Rating: คราวนี้เอาไป 3 ดาวครึ่ง




Volkl Powerbridge 10 (295g)
หลังจากที่ demo ตัว PB10 325g แล้วช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้ลอง Volkl Powerbridge 10 ตัวเบา เท่าที่ลองตีมาก็พบว่าแตกต่างกันเยอะพอสมควรครับ

Spec: http://www.tennis-warehouse.com/descpageRCVOLKL-VPB10L.html


Feel: คล้ายๆกับตัวหนักครับ ถ้าตีโดน sweet zone เต็มๆก็จะได้ feel ที่ดีมาก เหมือนตีลูกที่กำลังจะแตก แต่ก็ไม่ค่อยจะ stable เท่าไหร่ถ้าตีหลุด sweet zone ไปแค่นิดเดียว ไม้ Volkl หลายๆตัวที่ได้ลองมาก็มีปัญหาแบบนี้หมด ไม่ว่าจะหนักหรือเบา สงสัยว่า Volkl จะเน้นเรื่องการออกแบบให้ซวิงง่ายมากกว่า ถ้าเป็นไม้ Tour หนักๆนี่พี่แกก็จะรีด cross section ซะบางเพื่อให้ลู่ลมมากที่สุดแต่ก็ไม่ได้มีการเสริมน้ำหนักตรง 3 & 9 นาฬิกาอย่างเพียงพอ ส่วนถ้าเป็นไม้ Tweener ก็ทำซะเบาจนเหมือนไม่มีเนื้อหนังกันเลย

Groundstroke: อย่างที่บอก Beam ค่อนข้างบาง (19mm) และแคบทำให้ซวิงได้ง่าย Aerodynamic มากๆสำหรับไม้ Tour ข้อแตกต่างจากตัว 325g คือก้านไม้อ่อนกว่าตัวหนักอย่างชัดเจน ทำให้ตี groundstroke ได้ง่ายกว่า สนุกกว่า backhand มือเดียวตีได้ง่ายกว่าตัวหนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องตีแม่นพอสมควรนะ

Power: ต่ำพอๆกับตัวหนักเลยครับ Plow-thru ก็ต่ำ แต่ด้วยความที่มันซวิงง่ายกว่า เลยเร่ง speed หัวไม้ได้เร็วกว่า ก็เลยพอจะได้ power เพิ่มขึ้นมาบ้าง Powerbridge 10 ทั้งสองตัวไม่ใช่ไม้ประเภทที่สร้าง power จากโมเมนตัมจากน้ำหนักไม้ เพราะฉะนั้นคุณต้องกำไม้แน่นๆ (เพราะมันไม่ค่อย stable) แล้วก็ซวิงสั้นๆเร็วๆถึงจะรีดพลังออกมาได้ครับ

บทสรุป: ผมชอบตัวเบามากกว่านะ ด้วยความที่มันมี flexibility ที่มากกว่าตัวหนักทำให้รู้สึกว่ามันตีได้มันส์กว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องของ Plow-Thru ตัวหนักก็ต้องดีกว่าอยู่แล้วครับ แต่ยังไงก็ตามไม้ทั้งคู่ก็ยังมีปัญหาเรื่อง stability อยู่ คงต้องมีการถ่วงตะกั่วเพิ่มตรง 3 และ 9 นาฬิกาเพื่อเพิ่มความนิ่งของหน้าไม้ครับ

Rating: คิดว่าประมาณ 3.5 เท่ากับตัวหนักนั่นแหละ

Demo คราวนี้ได้ลองทีเดียว 4 ไม้เลย ที่ปิ๊งๆเลยก็คงจะเป็น Boris Becker Pro ที่ดูจากภายนอกไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่พอได้ลองตีถึงกับวางไม่ลงเลย ต้องขอขอบคุณร้าน Sport Nova บางกรวยที่ให้ยืมไม้มาลองครับ