Pages

Sunday, April 18, 2010

Babolat AeroPro Drive GT (Rafael Nadal)

Rating:★★★★
Category:Other
Happy Thai New Year ครับ คราวนี้ได้หยุดยาวแล้วผมก็มีเวลามานั่งรีวิว racquet กันอีกครั้ง สำหรับวันนี้เป็น Babolat AeroPro Drive GT (APDGT) ก่อนหน้านี้ผมได้เคยลองทั้ง AeroPro Drive Orignal กับ AeroPro Drive Cortex มาแล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ "เข้ามือ" ซะที คำว่าไม่เข้ามือไม่ได้หมายความว่าไม้มันไม่ดีนะครับ Babolat เป็นไม้ที่ตีง่าย sweet spot ใหญ่ สปินดี power สูง (แต่หลังๆเริ่มลดลงมาแล้ว) แต่ที่ผมมักจะใส่ใจก็คือเรื่อง Feel เป็นหลัก เนื่องจากไม้ Babolat ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ที่มีโครงสร้างที่หนากว่าไม้อื่นๆแต่จะมีชั้นวัสดุที่บางกว่า (ลองเคาะดูก็รู้) เพราะฉะนั้นไม้ Babolat Pure Drive และ Aero Pro Drive ส่วนใหญ่จะรู้สึกกลวงๆ เวลาลูกกระทบหน้าไม้จะไม่ค่อยมี Feel เท่าไหร่ คล้ายๆกับไม้ "บ้วน" ลูกออกไปโดยไม่ผ่านการเคี้ยว ถ้าคนที่เคยใช้ Wilson Pro Staff, Head Radical/Prestige หรือ Dunlop มาจะเข้าใจดี :)



ที่ผ่านมาผมเคยลอง Babolat มาหลายตัวเหมือนกัน ซื้อเองบ้าง ยืมเค้าบ้าง พอจะสรุปได้ดังนี้ครับ

Babolat Pure Drive Team (PD Team): เป็นไม้แรกของ Babolat ที่ได้ลอง ตีง่าย นุ่ม และเด้งดี
Babolat Pure Drive Roddick Plus (PDR): นุ่มนวลเหมือน PD Team แต่ Solid & Smooth กว่า ตีแฟลทสนุก และหน้าไม้ stable ดี เป็น Babolat ที่ผมชอบที่สุด
Babolat Pure Storm Limited (PSL): Classic มากๆ พาวเวอร์น้อยมาก คอนโทรลเยี่ยม

Babolat Aero Pro Drive Original (APD): สปินง่ายดี ตีแฟลทแล้วรู้สึกกลวงๆ ควบคุมทิศทางกับพาวเวอร์ของลูกแฟลทยาก
Babolat Aero Pro Drive Cortex (APDC): คล้ายๆกับ APD Original
Babolat Aero Storm Tour 2008 (AST 2008): ไม่กลวงเท่าไหร่นัก แต่ออกตื้อๆ Power น้อย ควบคุมทิศทางกับ power ของลูกแฟลทได้ดี หน้าไม้ stable ดี

Babolat Pure Drive GT (PDGT): Power ลดลงจาก PD Team กับ Roddick ให้ feel ในการกัดเคี้ยวบอลมากขึ้น แต่ก็ยังกลวงกว่า PD Team/Roddick อยู่ดี --> ใช้ PD Team ดีกว่า :(
Babolat Pure Drive Roddick GT (PDRGT): คล้ายๆกับ PDGT กลวงกว่า PD Team/Roddick เช่นกัน --> ใช้ PDR ตัวเดิมดีกว่า :(
Babolat Pure Storm Limited GT (PSLGT): กระพือเพราะ Flex มากขึ้น กลวงขึ้น --> ใช้ PSL ตัวเดิมดีกว่า :(
Babolat Aero Storm Tour GT (ASTGT): คล้ายๆกับ AST 2008 ตื้อๆ แต่มี feel ของการกัดเคี้ยวบอลขึ้นมาเล็กน้อย --> ควรอัพเกรดจาก AST 2008 :)

มาถึง APDGT กันบ้าง ผมลองตัวนี้มาได้เดือนกว่าแล้ว พยายามจะชอบนะเพราะสีไม้โดนใจเหลือเกิน :) ถ้าถามว่ามันต่างกับ APD รุ่นก่อนๆอย่างไรบ้างก็คงตอบสั้นๆว่า "เหมือนเดิมแต่ feel ดีขึ้น"

Feel: หลักๆเป็นเรื่องของ Feel ครับ ดีขึ้นมาชัดเจน ก่อนหน้านี้ผมลอง APD กับ APDC ด้วยเอ็น hybrid ชุดเดียวกัน (Babolat Xcel Premium กับ Pro Hurricane) พบว่า feel จากการตีและสปินบอลน้อยมาก แต่พอเป็น APDGT แล้ว ผมว่ามันกัดเคี้ยวบอลมากขึ้นทั้งๆทีผมใช้เอ็น Poly (Signum Pro Hyperion) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเอ็น Poly จะไม่ค่อยให้ feel ที่ดีเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกกลวงๆ (Hollow Feel) ก็ยังมีอยู่

Power: เรื่องของ Power มีทั้งดีและไม่ดี คือคนที่ผมเล่นด้วยบอกว่า ผมตีบอลหนักขึ้น ในขณะที่ผมเองไม่รู้สึกอย่างนั้น สรุปว่า APDGT ให้ความรู้สึกระหว่างแรงเหวี่ยงจากท่อนแขนกับสปิดบอลไม่สัมพันธ์หรือเชื่อมต่อกัน ไม้มันทุ่นแรงมากเกินไป ยิ่งถ้าตีแฟลทเหมือนฝากคนอื่นตีให้ ถ้าจะเอาบอลให้ลงในคอร์ทต้องใส่สปินเยอะๆซึ่งผมไม่ถนัดเลย แต่เด็กรุ่นใหม่ๆอาจจะชอบก็ได้ :)

Volley: ลำบากครับ เนื่องจากไม้น้ำหนักเบา stability ไม่ค่อยดี แถมพาวเวอร์ออกจะเกินๆกะได้ยากด้วย

Spin: ดีครับ โดยเฉพาะการปั่นสปินเพื่อเก็บบอลที่มาเลียดๆต่ำดีที่สุดในบรรดาไม้ที่ได้ลองๆมา แต่ถ้าเป็นลูกที่ลอยสูงขึ้นมาก็มีตัวเลือกอื่นที่แจ่มกว่าเช่น Head Speed Pro









บทสรุป: APDGT เป็นไม้ Power/Spin-oriented ที่เหมาะกับคนที่เรี่ยวแรงมหาศาลและต้องใช้เน้นสปินปั่นลูกให้ลงในคอร์ท ถามว่าควรจะอัพเกรดจาก APD หรือ APDC หรือไม่ตอบได้เลยว่า "ควร" ครับเพราะ Feel ดีกว่า และแน่นอน "สีสัน" โดนกว่า แต่อย่างไรก็ตามไม้ตัวนี้ไม่เหมาะกับคนที่ตีแฟลทเป็นหลักเนื่องจากพาวเวอร์มันอาจจะเยอะเกิน แล้วทางเลือกอื่นล่ะ มีมั๊ย? ผมพอจะนึกออกอยู่ 2 ไม้ครับ

1. Technifibre T-Fight 320 VO2 Max: น้ำหนักกำลังดี (335g รวมเอ็น) Power กำลังดี Spin อาจจะไม่จัดจ้านเหมือน APDGT แต่คล่องตัวกว่าแน่นอน

2. Head Speed Pro: เป็นไม้ Power/Spin Oriented เหมือนกันแต่จะต่างกันตรงที่ว่า APDGT พาวเวอร์เยอะเกินต้องใช้สปินช่วยให้ควบคุมให้ลูกลง แต่ Speed Pro เป็นไม้พาวเวอร์น้อยถ้าตีแฟลท ต้องปั่น Top spin เพื่อสร้างพาวเวอร์ขึ้นมา APDGT --> ใช้ Spin เพื่อลด Power, Speed Pro --> ใช้ Spin เพื่อเพิ่ม Power ข้อแตกต่างอีกอย่างคือ Volley ดีกว่ามากๆเนื่องจากน้ำหนักของไม้ช่วยไว้เยอะ (หนักประมาณ 350g รวมเอ็น) ทำให้บล็อกและวอลเลย์ลูกหน้าเน็ทได้ดีกว่า


จบครับ

Tuesday, February 16, 2010

Wilson Six One Tour BLX 90 (Roger Federer)

Rating:★★★★★
Category:Other
สวัสดีครับ วันนี้ได้มีโอกาสมาโชว์ความเห่อของใหม่กันอีกแล้ว :) คราวนี้เป็น Wilson Six One Tour BLX 90 ซึ่งเป็นไม้ตัวล่าสุดในตระกูล Pro Staff ที่ Roger Federer ใช้มาตั้งแต่เล่นเทนนิสอาชีพ ความโดดเด่นที่ของไม้ตัวนี้ที่ยั่วน้ำลายเป็นอย่างมากก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องลวดลายและสีสันที่ดูดุดันได้ใจเหลือเกิน คราวนี้ Wilson มาแนว Asymetric Design คือลวดลายสองข้างไม่เหมือนกัน แถมยังสื่อความหมายได้ดีอีกด้วย มาดูกันว่า Design Concept สื่ออะไรบ้าง

สีแดง = ธาตุไฟ ไม้ตระกูล BLX ทั้งหมดถูกออกแบบโดยใช้คุณลักษณะของธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ
สีดำ+ทอง = สีดั้งเดิมของไม้ Wilson ตระกูล Pro Staff
ลายเส้นขาวแดง = 1). สีธงชาติ Swiss ถ้าไม่มีคู่สีนี้ Federer คงไม่ยอมแน่นอน(มั๊ง) หรือ 2). ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ แล้ว BLX เป็นเทคโนโลยีของวัสดุที่มีส่วนประกอบเป็น Karophite กับเส้นไยหิน Basalt ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟนั่นเอง (อันนี้มั่วเอา)





Update 2/20/2010: วันนี้ได้ลองตีแป๊บนึงครับ ผมขึ้นเอ็นแบบ hybrid แบบเดิมคือ
+ เส้นตั้งเป็น Babolat VS Touch 16 ที่ 48 ปอนด์
+ เส้นนอนเป็น Luxilon ALU Power Rough 48 ปอนด์เช่นกัน

โดยทั่วไปผมคล้ายๆกับ K90 มาก มีข้อแตกต่างประมาณ 2 อย่างที่รู้สึกได้

1. Feel: เวลาอัดแรงๆ BLX90 ยังคงความเป็น Rock Solid & Stable คล้ายๆกับ K90 แต่ที่ต่างกันคือ "เสียง" ที่ทุ้มและเงียบกว่า (เสียงแหลมจากเอ็น ALU หายไป) แต่มันก็ไม่ถึงกับเงียบกริบเหมือนติด dampener นะ ผมจำได้ว่าตอนที่ขึ้น hybrid ชุดเดียวกันนี้บน K90 จะให้เสียงที่สดและแหลมกว่า ในขณะที่ BLX90 จะออกแนวทุ้มและเงียบคล้ายๆกับ Pro Staff 85 หรือ Pro Staff 95 Classic

1.1 นอกเรื่องนิดนึง: ตรงเรื่อง Feel ของ BLX90 นีผมขอมาคอนเฟิร์มอีกทีดีกว่า เพราะวันนี้ผมมัวแต่ติดใจกับการทดลองเอ็น MSV Multi Q10 ที่ขึ้นบน PC600 มากกว่า เอ็นตัวนี้น่าสนใจมากเพราะมันมีคุณสมบัติของเอ็นหลายๆประเภทอยู่ในตัวเดียวกัน ...ใครที่หาเอ็น multi ที่มีตวามยืดหยุ่นสูง power ดีๆเหมือน poly และ feel ออกแนวแน่นและคม (firm & crisp) ต้องตัวนี้เลยครับ แต่น่าเสียดายว่าที่เมืองไทยจะไม่นำเข้า http://msvtennis.com/multi-q10/25-multi-q10.html

2. Balance: ผมรู้สึกกว่า BLX90 หัวเบากว่า K90 นิดนึง เพราะผมตีแบ็คแฮนด์มือเดียวได้ง่ายขึ้น ตรงนี้ผมติดใจมากๆเพราะมันให้ความรู้สึกว่าคล่องตัวคล้ายๆกับ Pro Staff 85 (แถม feel ก็คล้ายๆกันด้วย) เลยตีแต่ backhand ซะส่วนใหญ่ แต่พอเวลาตี Forehand ผมยังปรับ timing ไม่ค่อยได้ เลยตีไม่ค่อยโดน sweet zone

วันนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ...









Update 2/25/2010

Feel: เปลี่ยนไปนิดหน่อย เสียงเงียบลงคล้ายๆ Wilson PS85 ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือน K90 วันนี้ผมก็เพิ่งเอาไปลงคอร์ทมาอีกรอบแล้วก็ตีอัดกับ Knocker จะว่าไปแล้วมันก็นุ่มใช้ได้เหมือนกันนะ

Ground Stroke: Forehand ตีได้หนักแน่น ลึกถึงท้ายคอร์ท และแม่นดี วันนี้ผมตีเน้น Cross-Court เกือบตลอด ส่วน Backhand มือเดียวก็ตีพลาดน้อยลง แป๊กน้อยลงมากและวางลูกฉีก Cross-Court ได้ง่ายกว่า K90 (Cross อีกแล้ว) ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าทำไมไม้นี้มันตี Cross ได้สนุกกว่าไม้อื่น ผมเริ่มติดใจแล้วเหมือนกัน แต่พอตีตรงๆหรือพยายามไล่เส้นก็ไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก คราวหน้าจะเริ่มลอง Spin กับ Slice นะครับ :)

Volley: ได้ลองแป๊บนึง ผมว่ามันไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่เพราะไม่มันหนัก แต่ถ้าเป็น half-volley นี่จะบังคับทิศทางได้ดี มีข้อดีอย่างนึงคือหน้าไม้นิ่งมากๆ

Paint Quality: พอๆกับ K90 คุณภาพสีของ Wilson ยังไงก็สู้ Head หรือ Volkl ไม่ได้แน่นอน ผมก็กลัวมันถลอกเหมือนกัน แต่เชื่อเหอะว่าโดยรวมๆไม้มันดูดีกว่าในรูปแน่นอน โดยเฉพาะด้านสีดำที่มีเขียน BLX เห็นแล้วนึกถึงพวกโฆษณาช็อคโกแล็ตสวิสอยูเหมือนกัน






เช้านี้ลองรื้อกริปดู โอ้โห... สีของหนังหลุดติดมาด้วย

ด้านในของกริปยัดโฟมมาเต็มๆ น่าจะเป็นที่มาของ Muted Feel และเสียงที่หายไป...

Sunday, February 14, 2010

Technifibre TF320 VO2 Max - Actual Fernando Verdasco's Racquet

Rating:★★★★
Category:Other
สวัสดีวันตรุษจีนครับ หลังจากที่หายหน้าหายตากันไปนานเนื่องจากหน้าที่การงานและสุขภาพที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไหร่ คราวนี้ผมกลับมาพร้อมกับไม้ Pro Stock หรือ Paint Job อีกตัวนึงของ Fernando Verdasco ซึ่งตอนนี้ก็ย้ายค่ายไป Yonex เรียบร้อยซะแล้ว (ผมคิดว่า Yonex อาจจะพยายามทุ่มสุดตัวเพื่อหาผู้เล่นที่มีลักษณะแนว Warrior คล้ายๆกับภราดรเพื่อมาเป็น presenter ให้กับไม้ตระกูล 002 ในปี 2010) ช่วงปี 2009 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีทองของ Verdasco ก็ว่าได้เริ่มตั้งแต่ Australian Open 2009 จนมาจบที่ World Tour Final 2009, Verdasco โชว์ฟอร์มเยี่ยมาตลอด แต่เสียดายที่ไม่ค่อยมีดวงซะเท่าไหร่ ในหลายๆแมทช์ ผมว่าเค้าเล่นได้มันส์และมีแผนการเล่นที่ดีกว่า Nadal ด้วยซ้ำไป ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ แต่ผมว่า Verdasco เล่นมันส์ได้ใจคนดูเยอะมากๆ


Credit: ภาพจาก http://deportes.orange.es

เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้คุยกับ user บางคนนึงที่ TW เกี่ยวกับไม้ของ Verdasco ที่ประกาศขายไว้เพื่อเช็คว่ามันเป็นของ Verdasco จริงหรือไม่แล้วก็ลองสืบประวัติเกี่ยวกับไม้ตัวนี้ดู สรุปได้ว่าก็มีมูลพอสมควรเลยตัดสินใจต่อรองแล้วก็ซื้อมา สภาพของไม้ที่ได้มาสมบูรณ์มากๆ แทบจะไม่มีรอยเลย หลายๆคนคงสงสัยว่ามันเป็น Technifibre TF320 VO2 Max เหมือนที่ขายกันหรือไม่ ตอบได้เลยครับว่าคนละเรื่องเลย เอาไม้มาเทียบกัน side-by-side แล้วก็ยังหาจุดที่เหมือนกันไม่ได้ ตัวเฟรมของ TF Verdasco จะออกสี่เหลี่ยมกว่าอย่างชัดเจน หน้าไม้ก็เป็นรูปไข่ในขณะที่ retail version จะออกแนว isometric นิดๆคล้าย Yonex หลังจากสืบประวัติดูพบว่า Mold ตัวเดียวกับ Technifibre Major Bullit (หรือ Elite ก็ไม่แน่ใจ) ซึ่งเป็นไม้รุ่นเก่ามาก แต่มี Graphite Lay-Up ที่แตกต่างจาก Major ทำให้ไม้มีความอ่อนตัวพอสมควร ผมลองซวิงลมเล่นๆก็ถือว่าลู่ลมใช้ได้ทั้ง Forehand และ Backhand


ที่ด้านในของคอไม้มีเขียนชื่อ F.Verdasco กับธงชาติสเปน


ทดลองตี: ผมได้ลองเล่นมาประมาณ 2 ชั่วโมงได้ มีผลแบบคร่าวๆดังนี้ครับ

Feel: ผมคาดหวังมากว่าไม้ตัวนี้มันต้องออกแน่นๆหนักๆ แต่ที่ใหนได้ผมว่ามันเป็น Pro Stock ที่ไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ถ้าเทียบกับพวก Head Pro Tour 630 หรือ Dunlop Aerogel 200 เนื่องจาก Sweet Spot มันเล็กมาก แต่ถ้าตีโดนตรงกลางก็ถือว่าแน่นใช้ได้แต่ก็ยังออกกลวงๆ (Hollow) นิด ถ้าเทียบกับตัว TF320 VO2 Max ที่เป็น retail version จะมีข้อแตกต่างในแง่ของ feel 2 ประการ 1.) ตัว retail มี sweet spot ที่ใหญ่กว่า ตีง่ายกว่าเยอะเลย 2.) ตัว retail หน้าไม้ดูดลูกดีกว่าทำให้รู้สึกว่ามันแน่นกว่าอย่างชัดเจน สรุปแล้วเรื่อง Feel ไม่มีอะไรโดดเด่นสำหรับไม้ตัวนี้

Power & Stability: ตอนแรกผมเข้าใจว่าไม้จะแข็งโป๊กเพราะพวกตี Spin มักจะเล่นไม้แข็งๆ ความรู้สึกแรกที่นึกได้คือ ไม้ Verdasco เป็นไม้ที่มี Stiffness ใกล้เคียงกับพวกไม้ประเภท "ตีมันส์" เช่น Dunlop Aerogel 4D 300 Tour หรือ Head YouTek Radical MP ซึ่งมี Flex Rating ประมาณ 63RA เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบสไตล์ All-Court เพราะฉะนั้นไม้ตัวนี้ Power น้อย Plow-Thru ต่ำต้องออกแรงเข่นเอาเรื่องอยู่ ถ้าจะตี backhand ก็ต้องสองมือถึงจะเหมาะ ส่วนเรื่อง stability นี่ต้องมีเพิ่มตะกั่วกันแน่นอน เนื่องจาก sweet spot เล็ก โอกาสที่ไม้จะบิดไปมาเมือตีลูกมีสูง

คอไม้ของ Verdasco มีหน้าตัดเป็น Box Beam ในขณะที่ Retail จะออกมนๆกว่า

Grommet จะคล้ายๆกับระบบ Woofer ของไม้ Babolat

ที่ Bumper มีคำว่า Major เขียนไว้อย่างชัดเจน


กริปเดิมของ Verdasco เป็น 4-1/2" แต่เจ้าของคนล่าสุดเปลี่ยนเป็น 4-3/8" Grip Shape จะคล้ายกับของกริป Wilson


คร่าวๆก็คงมีแค่นี้ครับ ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนไม่มีจุดเด่นเลย(สำหรับผม) เพราะมันถูกออกแบบมาสำหรับผู้เล่นที่มีความแกร่งอย่าง Verdasco เท่านั้น แต่เนื่องด้วยมันเป็นไม้ที่มี Look & Character ของนักสู้อยู่มากมายซึ่งเข้ากับบุคลิกและสไตล์การเล่นของ Verdasco ทำให้มันมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับนักสะสมมากครับ


Monday, December 7, 2009

Prince EXO3 Rebel 95 (Gael Mofils)

Rating:★★★★★
Category:Other
วันนั้ขอแนะนำอุปกรณืที่น่าใช้อีกตัวนึง Prince EXO3 Rebel 95 โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยจะชอบ Prince เท่าไหร่เพราะคิดว่า O-Port หรือ O3 technology มันทำลาย Feel ของไม้เทนนิสลงไปเยอะ เคยลองมาหลายไม้ครับ มันนุ่มก็จริงแต่ผมก็รู้สึกว่ามันขาดความแน่นไปเยอะมาก ไม่เคยมีอันไหนโดนใจสักอัน แต่พอได้มาลอง Rebel ตัวนี้แล้วต้องเปลี่ยนความคิดเลย

First Impression: บอกตรงๆว่าปัจจัยที่ทำให้ซื้อไม้ตัวนี้มาก็คือสีสันที่ดูดุดัน...แค่นั้นเอง EXO3 Rebel 95 เป็นแร็กเก็ตที่ใช้วัสดุ Graphite 100% ซึ่งแทบจะหาไม่ได้ในไม้รุ่นใหม่แล้ว เพียงแต่เจาะรูเพิ่มรอบๆเฟรมแค่นั้นเอง ไม้ตัวนี้เป็นอีกตัวนังที่จัดอยู่ในกลุ่มไม้ "ตีมันส์" (กลุ่มเดียวกับ Dunlop 4D AG300 Tour หรือ Head Radical หรือ Wilson KBlade) คือ 1.) เป็นไม้ที่เร่งหัวไม้ได้เร็ว 2.) Feel ที่แน่นเต็มหน้าไม้ 3.) ความอ่อนตัวบริเวณก้านที่ช่วยส่งแรงดีดให้เกิด power ที่เป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องออกแรงเค้นหรือต้องออมแรงมากเกินไป

Feel: ผมขึ้นเอ็นไม้ตัวนี้ด้วย Gamma Synthetic Wearguard 17 เพื่อให้รู้ถึง Feel ที่แท้จริงของไม้ พอได้ลองตีประมาณ 10 นาทีแรกก็ติดใจใน Feel ของไม้ทันที Prince EXO3 Rebel 95 ซึ่งมี string pattern 18x20 ให้ Feel ตอนกระทบลูกที่ "แน่นเต็มหน้าไม้" และออกจะดิบนิดๆคล้ายๆแต่ไม่เท่าพวก Head PC600 หรือ Pro Tour 630 จุดเด่นอีกอย่างคือคุณจะได้ยินเสียงลมตอนที่ลอดมาตามช่อง O3 ช่วงก่อนลูกกระทบหน้าไม้ เสียงจะออกประมาณ ฟี้วววว...เปรี้ยง บางคนชอบแต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบนะครับ แต่ผมชอบแบบนี้แหละ มันส์สะใจดี

Ground Stroke: "Butterly Smooth" คงจะเป็นคำที่อธิบายได้ดีที่สุด เพราะ EXO3 ให้ความอ่อนของก้านไม้ช่วยให้การตี Ground Stroke ไหลลื่นและนุ่มนวลมาก Plow-Thru สูงใช้ได้ ปัญหาอย่างเดียวที่เจอคือเรื่อง Timing ใครที่ไม่เคยใช้ไม้ที่มีรูเยอะขยนาดนี้ อาจจะต้องปรับตัวครับ เพราะ Rebel ตัวนี้สามารถซวิงได้ง่ายมากเนื่องจาก Frame มีความเป็น Aerodynamic สูงมาก (ฟังจากเสียงลมที่ลอดผ่านรู O3 มาก็รู้ได้ครับ) ผมลองให้เพื่อนที่เป็นผู้หญิงลองซวิงเปรียบเทียบระหว่าง Prince EXO3 Rebel 95 กับ Dunlop AeroGel 200 ซึ่งน้ำหนักใกล้ๆกัน ขนาดหน้าไม้เท่ากัน และ string pattern เท่ากัน ต่างกันแค่ balance ที่ Rebel ออกจะหนักท้ายมากกว่า ปรากฎว่าเธอชอบ Rebel มากกว่าเพราะว่าซวิงง่ายกว่า แต่สำหรับผมเอง ผมยังมีปัญหาในการซวิงเนื่องจากว่ายังไม่ค่อยชินกับ timing ของ Rebel ที่เร็วกว่า AG200 หรือ PT630 แต่เมื่อใดที่ timing ได้และตีโดนแบบเต็มๆ ต้องบอกว่ามันส์แบบหาอะไรมาเทียบไม่ได้เลย Rebel เป็นไม้ที่ตี heavy ball ได้ดีแต่ลูกมักจะพุ่งไปไม่ถึงหลังเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับพวก Baseliner Frame เช่น Dunlop AG200 กับ Head Pro Tour 630

Power/Control/Stability: Power ไม่น้อยไม่มาก ...แต่ผมว่ามันเป็นไม้ที่ให้เรากะประมาณ Power ได้ดีมากๆไม่นึงเลยทีเดียว คือเราใส่ไป 100% เราก็ได้ 100% ไม่ใช่ 70% (เช่น Head Radical หรือ Yonex RDiS) หรือ 120% (เช่น Babolat Pure Drive) เอาเป็นว่าเรียก Power In Control ได้เต็มปากครับ ส่วนเรื่อง Stability ก็ไม่มีปัญหา แถมอาจจะได้เปรียบกว่า AG200 หรือ Pro Tour 630 ถ้าเอามาเล่นหน้าเน็ทเนื่องจาก Rebel มีความคล่องตัวสูงกว่าอย่างชัดเจน

Overall Impression: ผมชอบไม้ตัวนี้มากๆ ถ้าใครกำลังมองหาไม้ที่แน่นๆใกล้เคียง AG200 หรือ PT630 แต่ต้องการความคล่องตัวของ AG300T หรือ Radical ก็ต้อง Prince EXO3 Rebel 95 ตัวนี้เลย สำหรับจุดเด่นต่างๆ ผมต้องให้ credit กับทีม Engineer ของ Prince ที่ออกแบบไม้ Prince EXO3 Rebel 95 มาได้เหนือข้อจำกัดทางการออกแบบหลายๆประการได้ดี เช่น
1. Maneuverability VS. Stability: ปกติไม้ที่ stable จะไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไหร่ หรือไม้ที่คล่องตักก็มักจะไม่ stable เท่าไหร่ แต่ EXO3 Rebel สามารถ balance ทั้งสองปัจจัยได้ดีมากๆ ผมว่าเป็น Engineering of The Year เลยก็ว่าได้
2. Classic Feel VS. Modern Game: Prince ผสมผสาน 100% graphite เข้ากับการเทคโนโลยี EXO3 ซึ่งแก้ปัญหาเรื่อง Feel ที่พบในไม้ตระกูล O3 หรือ Ozone ที่ผ่านมาได้อย่างได้ผลมาก ในขณะที่ EXO3 ช่วยเสริมความคล่องตัวให้กับแร็กเก็ตสำหรับ All Court Game ในปัจจุบันด้วย





ผมเดาว่า EXO3 Port ตรงตำแหน่ง 12:00 อาจจะไม่จำเป็นนัก ถ้าอุดตรงนี้ได้น่าจะได้ความแน่นขึ้นอีกเยอะเลย







เปรียบเทียบ Prince EXO3 Rebel กับ Head Pro Tour 630 ที่มีความคล้ายคลึงกันทั้งรูปร่างและ String Pattern

Friday, November 6, 2009

Dunlop Aerogel 4D 300 Tour (Jurgen Melzer)

Rating:★★★★
Category:Other
วันนี้ขอเล่าประสปการณ์จากไม้ที่ไม่มีขายในเมืองไทยอีกตัวครับ ผมคิดว่าหลายๆคนคงสนใจ Dunlop Aerogel 4D 300 Tour อยู่เนื่องจากได้รับ feedback ที่ดีมากจาก Tennis Warehouse โดยเฉพาะเรื่องของ "FEEL" เผอิญว่ามีสมาชิกท่านนึงฝากซื้อมา แล้วผมก็เพิ่งได้ของมาเมื่อวานนี้เอง

สิ่งทีผมสังเกตอย่างนึงบนไม้ตัวนี้ก็คือ มันจะเป็น mold เดียวกับไม้ของ Tomas Berdych ที่ผมเคยลงรีวิวไว้ที่ http://suppawat.multiply.com/reviews/item/48 พอจับมาเทียบกันปรากฎว่าเท่ากันเป๊ะ grommet ใส่แทนกันได้เลย น้ำหนักและ balance ก็ใกล้ๆกัน Mold ตัวนี้เป็นที่นิยมในหมู่ ATP Pro มากไม่ว่าจะเป็น James Blake, Tomas Berdych หรือ Tommy Haas ผมเดาว่า Dunlop ทำ Aerogel 4D 300 Tour ตัวนี้มาไว้เพื่อสำหรับ customize โดยเฉพาะ โดยส่วนตัวผมก็สนใจไม้ตัวนี้ครับ แต่ตอนนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า เอาเป็นว่าใครอยากลองไม้ตัวนี้ต้องสั่งจาก USA อย่างเดียวเลยครับ...








Update 1: ตอนนี้มีขายที่เมืองไทยแล้วแต่มีจำนวนไม่มากมากนัก ประกันของ DLP ติดต่อที่ร้านคุณชูเกียรติได้เลยครับ ของเค้าดีจริงๆ เท่าที่ลองน็อคๆดูมีจุดเด่น 2 อย่าง

Feel: บอกได้เลยว่า "มันส์มาก" Feel ออกแนวแน่นและคม (เสียงดังสนั่นเหมือนตีบอลแตก) คล้ายๆกับ Head Radical MP กับ Wilson KBlade 98 ครับแต่ AG300T จะนุ่มกว่านิดนึงตามสไตล์ของ Dunlop น้ำหนักไม้รวมเอ็นประมาณ 320g แล้วก็ Balance หัวท้ายเท่าๆกัน แต่ด้วยขนาด frame ที่บางทำให้ซวิงได้ง่ายมากๆ

Pop: เห็น String Pattern แน่นๆแบบนี้ แต่ว่าหน้าไม้เด้งใช้ได้ ไม่ได้ดึ๋งดั๋งเกินไป แต่ก็ไม่ Dead เหมือน Radical กับ Kblade อีกส่วนนึงก็น่าจะมาจากความอ่อนของคอไม้ที่ช่วยในการดีดตัวของหน้าไม้ได้มาก มันน่าเป็นเอกลักษณ์ของ Mold ตัวนี้มั๊ง - ก้านบาง คอลึก (คว้านลงมาเกือบถึงด้าม) เพราะตัว AG200 Berdych ที่ใช้ Mold เดียวกัน ก็ดีดรุ่นแรงโดนใจเหมือนกัน


คอไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mold ยอดนิยม ก้านบาง คอลึก ที่ช่วยให้ดีดลูกได้รุนแรง


Update 2: เมื่อวานได้มีโอกาสเอาไปลองลองคตอร์ทดูมีผลมาอัพเดทดังนี้ครับ

Groundstroke & Stability: Solid ใช้ได้สำหรับไม้ที่น้ำหนัก 320g อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้คือ Flex ของไม้ทีกำลังพอดีๆช่วยดีดลูกออกไปได้ถึง Baseline โดยไม่ต้องใส่กันเต็มๆ จุดเด่นคือความคล่องตัวทั้ง Forehand และ One-handed Backhand โดยเฉพาะด้าน One-handed Backhand นี่ผมว่าไม้ Dunlop ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ แต่ถามว่าไม้ตัวนี้เหมาะกับ Baseliner มั๊ย ก็คงจะไม่ใช่ 100% แน่นอนเพราะน้ำหนักน้อยไปหน่อย ถ้ายืนโต้กันท้ายคอร์ทนานๆมีโอกาสที่จะเจอปัญหาเรื่อง stability เหมือนกัน ถ้าเทียบกับ Head Pro Tour 630 หรือ Dunlop AG200 ก็ยังถือว่าเป็นรองอย่างชัดเจน ถ้าจะเล่นไม้นี้ให้สนุกผมว่า Footwork ต้องดีการถ่ายน้ำหนักต้องเยี่ยม แล้วมาเล่นแบบ All court จะดีกว่า

Slice: เนื่องจากผมไม่ได้ลงคอร์ทมานานมากแล้ว ลูกที่ยิงมาทาง backhand หลายๆลูกเก็บไม่ค่อยทันเลยต้อง slice กันเกือบตลอด AG300T ให้ slice shot ที่ถือว่าใช้ได้ครับ ลูกวิ่งเลียดดี ไม่เหินลอย แต่ลูกก็ไม่ค่อยพุ่งแรงเท่าไหร่

Control: ดีครับ String pattern แบบ 18x20 ช่วยให้รู้สึกว่าบอลเกาะไม้ดี การควบคุมทั้งทิศทางและ power เป็นไปอย่างดีไม่ฝืนธรรมชาติ

สรุป: Aerogel 4D 300 Tour ไม่ใช่ไม้ที่มี Classic Feel นุ่มๆแบบ Aerogel 200 นะครับ แต่มันจะออกแนวแน่นๆแบบ Modern มากกว่า อย่างที่บอกว่ามันเป็นไม้ที่ตีมันส์มาก (ถ้าเน้นสปีดบอล) ถือว่าเป็นไม้ที่ออกแบบมาได้ดีมากๆตัวนึงเลยครับ น้ำหนัก ความหนาของเฟรม รูปทรง บาลานซ์ และ Stiffness มันเอื้ออำนวยให้ถ่ายโมเมนตัมได้ดีมากๆเหมือนกับไม้ที่มีน้ำหนักเยอะเลย แต่โดยรวมถือว่าดีครับ Aerogel 4D 300 Tour เหมาะกับการเล่นแบบ All-Court และ Agressive Game เล่นแล้วรู้สึกว่ากลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง :)